พระกุมารกัสสปแสดงนิทานเป็นข้อเปรียบเทียบให้เจ้าปายาสิทรงสละความคิดเห็นเดิมนั้น รวมทั้งหมด ๔ เรื่อง สั้นบ้างยาวบ้าง ผู้เขียนจะเล่าเพียงสั้นๆ พอได้ใจความเท่านั้น ผู้ใคร่จะทราบเรื่องใดโดยละเอียด โปรดอ่านได้จากพระไตรปิฏก (คลิกที่นี้ นิทานเริ่มที่ข้อ ๓๑๙)
เรื่องกองเกวียน... เล่าว่า มีกองเกวียน ๒ คณะ จะข้ามหนทางกันดารยาวไกล จึงตกลงไปครั้งละคณะเพื่อความสะดวกและปลอดภัย โดยกองเกวียนคณะแรกนั้น เมื่อเดินทางไประยะหนึ่ง ก็เจอยักษ์ที่แปลงเป็นคนขับเกวียนส่วนทางมา สอบถามว่าข้างหน้านั้น มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยหญ้าและน้ำ จึงทิ้งหญ้าและน้ำทั้งหมด ต่อมากองเกวียนนี้จึงถูกพวกยักษ์จับกินหมด....
ต่อมาอีกหลายวัน กองเกวียนคณะหลังจึงเดินทางติดตามไป เมื่อเจอยักษ์แปลงดังครั้งแรก นายกองเกวียนพิจารณาแล้วก็ยังไม่แน่ใจ แต่เมื่อเดินทางต่อไปเห็นกระดูกเป็นระยะ เจอกองเกวียนร้างข้างหน้า จึงสั่งให้ลูกน้องทิ้งของทั้งหมด พาไปแต่เพียงสิ่งมีค่าและอาหารบางส่วนเท่านั้น แล้วเร่งเดินทางก็ผ่านพ้นพวกยักษ์ไปได้อย่างปลอดภัย...
นิทานเรื่องนี้ พระเถระแสดงเพื่อให้เจ้าปายาสิทรงเห็นว่า ไม่ควรเชื่อถืออะไรง่ายๆ เพราะอาจถึงความฉิบหายได้ เหมือนนายกองเกวียนคณะแรกที่เชื่อถือยักษ์แปลง...
เรื่องคนเลี้ยงหมู... เล่าว่า คนเลี้ยงหมูไปเจอบ้านร้างที่มีคูถแห้ง (อุจจาระแห้ง) จำนวนมาก จึงเก็บใส่กระสอบแล้วแบกมาเพื่อเป็นอาหารหมู ระหว่างทางแม้มีฝนตกก็ไม่ทิ้งกระสอบ จนกระทั้งกระสอบเปียกแล้วมีคูถเหลวซึมออกมาจากกระสอบไหลบ่ามายังร่างกายของเค้า แม้กระนั้นเค้าก็ไม่ทิ้งกระสอบยังคงแบกต่อไป จนถูกคนที่ผ่านมาเจอบอกว่า เอ็งทำท่าจะบ้า ! แต่เค้าก็ยังแบกต่อไป...
นิทานเรื่องนี้ พระเถระแสดงเพื่อให้เจ้าปายาสิทรงเห็นว่า การยึดถือความคิดเห็นผิดๆ โดยไม่ยอมสละนั้น ก็เหมือนกับการแบกคูถของคนเลี้ยงหมู...
เรื่องนักเลงสกา... เล่าว่า นักเลงสกาคนหนึ่งใช้วิธีโกงโดยการกลืนสกาเข้าไป อีกคนหนึ่งจึงแก้เผ็ดโดยการนำสกาอาบยาพิษไปเล่นในวันต่อมา ครั้นนักเลงสกาโกงกลืนเข้าไปดิ้นทุรนทุราย จึงบอกให้คายออกมาเพราะอาจตายได้...
นิทานเรื่องนี้ พระเถระแสดงเพื่อให้เจ้าปายาสิทรงเห็นว่า การไม่สละความยึดถือผิดๆ นั้น ได้ไม่เท่าเสีย เหมือนการกลืนสกาอาบยาพิษ...
เรื่องคนเก็บของ... เล่าเรื่องว่า มีเพื่อนเกลอสองคนชวนกันไปเที่ยว ถึงหมู่บ้านหนึ่งเจอเปลือกป่านที่เค้าทิ้งไว้ ทั้งสองจึงมัดเป็นฟ่อนแบกพาไป... มาถึงอีกหมู่บ้านหนึ่ง เจอด้ายป่านที่เค้าทิ้งไว้ คนหนึ่งจึงทิ้งเปลือกป่านแล้วเก็บด้ายป่านไป แต่อีกคนหนึ่งไม่ยอมทิ้งเปลือกป่านโดยอ้างว่าแบกมานาน รู้สึกเสียดาย...
ทั้งสองเดินทางมาจนถึงอีกหมู่บ้านหนึ่ง เจอผ้าป่าน คนที่แบกด้ายป่านจึงทิ้งด้ายแล้วเก็บผ้าป่าน และแนะนำเพื่อนอีกคนว่าให้ทิ้งเปลือกป่านเสียเถิด เก็บผ้าป่านดีกว่า เพราะมีค่าสูงกว่า... แต่เค้าก็ไม่ยอมทิ้งเปลือกป่านเหมือนเดิม โดยอ้างว่าแบกมานานแล้ว...
ต่อมา ทั้งสองก็ถึงอีกหมู่บ้านข้างหน้าตามลำดับๆ โดยเจอของที่มีค่าสูงยิ่งขึ้นๆ เช่น ผ้าโขมะ ผ้าฝ้าย เหล็ก สำริด เงิน และทอง... ทุกครั้งคนหนึ่งจะเปลี่ยนเอาของที่มีค่าสูงขึ้นไปแทน ส่วนอีกคนหนึ่งก็ไม่ยอมทิ้งเปลือกป่าน โดยอ้างว่าเก็บมานานแล้ว ไม่อยากจะทิ้ง... ประมาณนี้
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้าน คนที่เปลี่ยนสิ่งของมาตลอดจนได้ทองกลับมาฝากพ่อแม่และครอบครัวที่บ้าน ซึ่งทุกคนต่างก็ชื่นชมยินดี... ส่วนอีกคนที่นำเปลือกป่านมาถึงบ้าน ไม่มีใครร่วมชื่นชมยินดีเลย มีแต่คนตำหนิติเตียน...
นิทานเรื่องนี้ พระเถระแสดงให้เจ้าปายาสิทรงเห็นว่า การสละความคิดเห็นเก่าที่มีคุณค่าน้อยแล้วยอมรับความคิดเห็นใหม่ที่มีคุณค่าสูงนั้น ย่อมเป็นที่ยินดีของญาติมิตรทั่วไป เหมือนกับเพื่อนเกลอที่ยอมทิ้งเปลือกป่านตามลำดับจนได้ทองกลับมาถึงบ้าน... ต่างกับการยึดถือความคิดเห็นเก่าที่ไร้คุณค่า ย่อมไม่เป็นที่ยินดีและอาจถูกตำหนิติเตียนจากญาติมิตรทั่วไป เหมือนกับเพื่อนเกลออีกคนที่ไม่ยอมทิ้งเปลือกป่านแล้วพามาถึงบ้าน...
ผลสุดท้ายเจ้าปายาสิก็ทรงยอมรับความคิดเห็นของพระเถระ พร้อมทั้งทรงชี้แจงว่า ท้าวเธอทรงเห็นด้วยตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่ยังทรงยืนกรานความเห็นเดิมก็เพราะต้องการฟังปรีชาญาณในธรรมของพระเถระนั่นเอง...
ต่อจากนั้น ท้าวเธอก็ตรัสถามถึงการบูชายัญ ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป...
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
กราบขอบพระคุณ
เจริญพร
กราบสมัสการ พระคุณเจ้า
ได้ข้อคิดมากทีเดียว และขอขอบพระคุณมากค่ะ
เจริญพร