ณ ขณะนี้ ลองหยุดอ่านเพื่อคนอื่น

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปเข้าค่ายปฏิบัติธรรม วันสุดท้ายพ่อแม่มารับเด็ก ๆ กลับบ้าน เด็ก ๆ ทุกคนดีใจกันมาก ทันทีที่แม่เดินเข้ามา เด็กน้อยวิ่งถลาไปหาแม่ แม่ผงะถอยหลังกรูดจนคุณครูทุกคนแปลกใจ

หนูน้อยหันมาบอกคุณครูว่า "ครูไม่ต้องแปลกใจหรอกค่ะ ที่แม่หนูถอยหนีขนาดนั้น เพราะว่าตั้งแต่หนูจำความได้ พ่อทิ้งเราไปอยู่กับผู้หญิงใหม่ หนูโกรธแม โทษแม่ ว่าแม่เป็นผู้หญิงที่แย่มาก ๆ พ่อถึงทิ้งเราไป"

"หนูตั้งใจทำทุกอย่าง ด่า ว่า ทุบตีแม่ พูดให้แม่เจ็บช้ำน้ำใจที่สุด ทุกครั้งที่หนูมีโอกาส ให้แม่รู้ว่าหนูเจ็บปวดแค่ไหน เวลาโรงเรียนจัดงานวันพ่อ หนูไม่เคยมีพ่อมานั่งเหมือนคนอื่น หนูทำร้ายแม่ ให้แม่เจ็บปวดสาสมกับที่แม่ทำให้หนูไม่มีพ่อ ทำให้พ่อทิ้งหนูไป"

"แต่หนูเพิ่งมาเห้นว่า แม่เป็นคน ๆ เดียวในชีวิตที่หนูมี เป็นคนเดียวที่รักหนู ไม่เคยทิ้งหนู ไม่ว่าหนูจะเกเรแค่ไหน"

"ต่อไปนี้หนูจะไม่ทำร้ายแม่อีก หนูเฝ้าเห็นว่า จริง ๆ แล้วหนูโกรธแล้วก็กลัว กลัวแม่จะทิ้งหนูไป"

ถ้าเด็กน้อยคนนี้ไม่ได้มาหยุดทบทวนเห็นตัวเอง ความโกรธและความกลัวถูกทิ้งในใจของเธอ นั่นแหละที่จะทำลายและทำให้เธอสูญเสียคน ๆ เดียวที่รักเธออย่างแท้จริง

กี่ครั้งในชีวิตที่เราไม่รู้ว่าอะไรกำลังบงการเราอยู่ มันลากเราไปทำร้ายคนที่เรารัก ทำร้ายชีวิตเราเอง

 

ลองนึกทบทวนดู สิ่งที่เราทำที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราต้องการ

อยากมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น สงบสุขกลมกลืน แต่เราปกป้องความคิดของเรา ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับความคิดเรา ก็เหมือนกำลังกระแทกตัวตนของเราไปด้วย เวลาที่เรารู้ว่ากำลังจะทะเลาะกับคนที่เรารัก เราควรจะหยุดพูดตรงนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน แล้วเราทำยังไง เราพูดต่อจนทะเลาะกันจริง ๆ เพื่ออะไร เพื่อพิสูจน์ว่า เราถูก เราอยากเอาชนะ ซึ่งไม่มีประโยชน์กับใครเลย แต่กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ กระทบกระเทือนหัวใจ

เวลาเราหงุดหงิด น้อยใจ เราอยากให้คนที่รักมากอดมาดูแล เคยมีผู้ชายคนหนึ่งเล่าว่า ภรรยาเขางอนแต่ละครั้ง 7 วัน 7 คืน บ่นไม่ยอมหยุด พอฉันบอกว่าเวลาภรรยาทำอย่างนั้นคือเขาอยากให้คุณเข้าไปกอด ไปรัก ผู้ชายคนนั้นงงสุดขีด พึมพำว่าเห่าไม่หยุดขนาดนั้นใครจะกล้าไปกอดได้ลง ดีไม่ดีถูกถีบออกมาอีก ฉันบอกเขาว่า จำไว้นะเวลาที่ภรรยาหรือลูกงอแงมาก ๆ ทำตัวไม่น่ารักที่สุด คือเวลาที่เขาต้องการความรักมากที่สุด เราเป็นอะไร ทำไมเราทำตรงข้ามกับสิ่งที่เราต้องการ

เวลาที่คนพูดถึงเราในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เราดิ้นรนพราด ๆ เรียกร้องหาความยุติธรรม เสียใจ ไม่เข้าใจ แต่ลองถามตัวเองดูว่า ครั้งสุดท้ายที่คุณนินทาว่าร้าย พูดจนทำลายชีวิตผู้อื่น ตัดสินคนอื่น คือเมื่อไร กี่ครั้งในชีวิตที่เราลืมคุณงามความดีที่คนทำให้เกิดต่อชีวิตเราหรือต่อผู้อื่น กี่ครั้งที่เราเชื่อเรื่องเขาเล่าว่า แล้วพูดตาม จนทำลายชีวิตผู้อื่นกี่ครั้งที่เราพูดให้คนอื่นแย่ลง เพื่อให้ลืมปัญหาของตัวเอง โดยมีข้ออ้างว่าทำลายคนชั่ว เพื่อผดุงความดี ทั้งที่ลึก ๆ แล้วเรารู้ว่า ถ้าจะผดุงความดีจริง ๆ เราต้องรู้ข้อเท็จจริงจากเขาก่อน ต้องเชื่อในโอกาสความเป็นพุทธะที่มีอยู่ในทุกคน แล้วทำในสิ่งดีงามให้ทุกอย่างดีขึ้น เราไม่ต้องการให้คนอื่นนินทา ทำลาย ตัดสินชีวิตเราแล้วทำไมเราถึงทำกับผู้อื่น เมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายที่เราปลูกไว้ในสนามชีวิตกำลังรอเวลางอกเงยให้ดอกให้ผล

เราอยากมีชีวิตที่เจริญงอกงาม เรารู้ว่าผลลัพธ์ในชีวิตเที่ยงตรงในการบอกว่า เราดำเนินชีวิตอย่างไร แต่เราไม่ต้องการปรับปรุงตัวเอง เราชี้นิ้วไปหาคนอื่น ต้องการแก้ไข ผ่าตัดชีวิตคนอื่น ทั้งที่เรารู้ว่าถ้าตัวเราต้องการผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เราต้องผ่าตัดเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เราอยากมีงานที่ประสิทธิภาพประสิทธิผล แต่เวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในงาน สิ่งแรกที่เราทำคือหาตัวคนผิด แทนที่จะช่วยกันแก้ปัญหา กลับกลายเป็นโทษกันไปมา

เราอยากมีร่างกายแข็งแรง เรารู้ว่า เราควรกินผัก ผลไม้ ออกกำลังกาย แต่เราก็กินทุกเรียน ขาหมู เค้ก ไอศครีม นอนดึก ออกกำลังด้วยการเคลื่อนไหวนิ้วกดรีโมตทีวี กดแป้นคอมพิวเตอร์ เล่นอินเทอร์เน็ต

เราอยากมีใจที่สงบสุข มั่นคง เรารู้ว่า เราควรจะพาใจกลับบ้าน ภายในแต่เรากลับทนความวุ่นวายภายในใจไม่ได้ จนต้องหาความวุ่นวาย หาเสียงภายนอกมากลบความวุ่นวายภายใน แล้วก็อ่อนแรงลงทุกวัน

 

ณ ขณะนี้ ลองหยุดอ่านเพื่อคนอื่น

หยุดตรวจสอบวิจารณ์คนอื่น ชีวิตคนอื่นจะเป็นอย่างไร

ผิดชอบชั่วดี ลองวางไว้ก่อน แล้วหันมาดูผลลัพธ์ในชีวิตเรา

สิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราทำ เราเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของชีวิตตัวเอง

มีชีวิตอยู่ด้วยความรัก ความเมตตา มีความสุขหรือไม่ อะไรกั้นเราไว้

อะไรพาเราออกนอกเส้นทาง

 

......................................................................................................................................

เนื้อความที่ท่านอ่านผ่านมานั้นเป็นบทขึ้นนำบทแรกในหนังสือเล่มล่าสุดของ คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือ Best Seller "เข็มทิศชีวิต" ปัจจุบันผมไปแอบดูที่ซีเอ็ด ยูเคชั่น พิมพ์ครั้งที่ 54 แล้ว

ผมชื่นชมคุณฐิตินาถมาก ๆ สำหรับเรื่องราวของหญิงเหล็กยอดนักสู้ที่ค้นพบสัจธรรมในชีวิตของเธอเอง ในขณะที่เธอยังมีลมหายใจไม่มากนักในโลกนี้

เธอออกรายการ "สุริวิภา" ครั้งแรก ผมก็นั่งเฝ้าติดตามอย่างตั้งใจ ผมชอบในวิธีพูดของเธอ เวลาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ จะมีรอยยิ้มเกิดขึ้นที่ดวงตากลมโตของเธอ ราวกับว่า การได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ คือ ความสุขที่เธอได้ค้นพบและนำมาถ่ายทอดสู่กัลยาณมิตรทุก ๆ คน

ผมโชคไม่ดีที่บันทึกเทปรายการที่เธอมาออกนี้ ไม่ครบถ้วน หากโชคดีที่ได้มา 2 ตอน จาก 3 ตอนที่ออกอากาศ ผมเลือกที่นำเทปนี้ไปสอนเด็ก ๆ ที่ผมสอนต่อไปในโอกาสที่เหมาะสม

 

หนังสือเล่มนี้ เสมือนพรปีใหม่ที่ผมอยากให้ใคร ๆ เพื่อน ๆ กัลยาณมิตรได้มีโอกาสอ่านและสัมผัสวิธีคิด วิธีเขียนของผู้หญิงคนนี้ดู

ผมเชื่อว่า สิ่งดี ๆ มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ หากคุณได้มีโอกาสอ่านมัน แม้จะแค่หน้าเดียว

ผมชื่นชมคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เป็นการส่วนตัว

ด้วยจิตคารวะ

 

......................................................................................................................................

แหล่งอ้างอิง

ฐิตินาถ ณ พัทลุง.  เข็มทิศชีวิต II ตอน กฎแห่งเข็มทิศ.  กรุงเทพฯ: เข็มทิศชีวิต, 2551.

http://www.kemtidchewit.com (28 ธ.ค.51)