ในระยะหลังนี้ ผมไม่มีโอกาสได้ดูแลลูก ๆ เกี่ยวกับการอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนเหมือนทุกครั้ง เพราะต้องออกจากห้องพักมายังอาคารพลศึกษา เพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของทีมงานที่มีต่อการเก็บตัวนักกีฬาของมหาวิทยาลัย

วัฒนพงษ์ คงสืบเสาะ : หัวหน้างานกีฬาลุยงานเพื่อสร้างมาตรฐานด้วยตัวเอง
การเก็บตัวที่ว่านี้ หมายถึงการนำนักกีฬาจากชนิดกีฬาต่าง ๆ มาฝึกซ้อมในภาคเช้าร่วมกัน เบื้องต้นมีสมัครเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 204 คน โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 05.00 – 07.30 น.
หลักๆ เป็นกิจกรรมที่เน้นให้นักกีฬาได้ออกกำลังกาย เสริมสร้างสมรรถภาพผ่านกระบวนการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา รวมถึงการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนักกีฬาจากชนิดต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขารู้จักมักคุ้นกันมากขึ้น และรวมไปถึงการตระหนักถึงภารกิจของตัวเองที่มีต่อความเป็น “นักกีฬาของมหาวิทยาลัย”

จะว่าไปแล้ว มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นสถาบันการศึกษาที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยอย่างเต็มที่มากที่สุดอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้
สังเกตได้จากกรอบแนวคิดที่ยืนหยัดมาหลายปี โดยการเน้น “ประสบการณ์และการพัฒนาชีวิต มากกว่าชัยชนะ”

ในทุกปีมหาวิทยาลัยฯ จะส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ถึงกับคัดกรองอย่างละเอียดยิบว่าต้องส่งแต่เฉพาะชนิดกีฬาที่ “หวังผล” หรือ“หวังเหรียญ” โดยแต่ชนิดกีฬาใดพร้อม เราก็ให้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันอย่างไม่อิดออด ขอเพียงทุกคนมุ่งมั่น และมีสปิริตอันดีงามก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว !
แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ก็ต้องยอมรับว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กลับกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่อัดฉีดเหรียญรางวัลมากกว่าสถาบันอื่น ๆ เป็นต้นว่า เหรียญทองอัดฉีดเหรียญละ 100,000 บาท เหรียญเงิน 50,000 บาทและเหรียญทองแดง 10,000 บาท ซึ่งนั่นยังไม่รวมเบี้ยเลี้ยง ชุดแข่งขัน ชุดวอร์ม หรือแม้แต่สวัสดิการในภาคเช้าที่จัดบริการในช่วงแข่งขัน เรียกได้ว่า งบประมาณที่ลงทุนไปนั้นเป็นหลักล้านเลยทีเดียว
ซ้ำร้ายในบางปียังเคยอัดฉีดทุนการศึกษาสูงถึง 200,000 บาทเลยก็มี ถึงขั้นมีนักกีฬาหลายภาคส่วนติดต่อผ่านผมเพื่อหวังจะเอานักกีฬาระดับเกรด A มาลงทะเบียนเล่นกีฬาให้ เพื่อให้ได้รับเงินรางวัลสูง ๆ และมหาวิทยาลัยก็จะได้เหรียญรางวัลมากกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงกีฬาฯ

กรณีเช่นนี้ ผมปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง เพราะนั่นไม่ใช่วิถีของเรา เพราะเราไม่เคยคิดที่จะใช้กระบวนการเช่นนั้นมาเผยแพร่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย แต่ทุกคนที่เป็นนักกีฬาของเราก็ต้องเรียนกับเรา ! และร่วมใช้ชีวิตกับเพื่อน ๆ ในสถาบันอย่างสนิทแน่น ไม่ใช่ “มีแต่ชื่อ แต่ไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นนักกีฬาและนิสิตของมหาวิทยาลัย”
ไม่เพียงแต่เฉพาะเท่านั้น ย้อนกลับมาสู่การเตรียมทีมของชนิดกีฬาต่าง ๆ มหาวิทยาลัยก็สนับสนุนให้แต่ละชนิดกีฬาเข้าร่วมเก็บตัว หรืออบรม หรือแม้แต่ประลองฝีมืออยู่อย่างต่อเนื่อง และงบประมาณที่ลงทุนไปนั้นก็มากมายก่ายกอง แต่เราก็ไม่ได้หวังผลถึงขั้นความเป็นเลิศทางกีฬาเสียทั้งหมด
เช่นเดียวกับการเก็บตัวฝึกซ้อมในภาคเช้าของครั้งนี้ เราเองก็ยังคงจัดอาหารและสวัสดิการให้แก่นักกีฬาอย่างเต็มกำลัง เรียกได้ว่า ฝึกซ้อมเสร็จ แต่ละคนก็มาร่วมรับประทานอาหารเช้าร่วมกันอย่างฮาเฮ


เหนือสิ่งอื่นใด การเก็บตัวเช่นนี้ คงไม่ได้หมายถึงการเตรียมความพร้อมทางความเป็นเลิศ เพื่อหวังผลให้ถึงเส้นชัยและมีเหรียญติดไม้ติดมือกันทุกคน แต่หมายถึงการเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาเพื่อให้พร้อมที่สุดสำหรับการทำหน้าที่ของตนเอง พร้อมทั้งสภาพร่างกาย และพร้อมทั้งสภาพจิตใจแห่งความเป็นผู้ที่มีสปิริต – รับผิดชอบต่อตนเอง ต่อมหาวิทยาลัยและรับผิดชอบต่อเกมการแข่งขัน มิใช่เดินทางไปเข้าร่วมแข่งขันแบบให้เสร็จ ๆ หรือไม่ก็ไปเพื่อหวังผลเที่ยวเตร่ หรือไม่ก็อิด ๆ ออด ๆ ราวกับคนอมทุกข์ หรือไม่ก็เป็นเสมือนคนที่กำลังโดยโรคร้ายรุมกินโต๊ะ –
การเก็บตัวครั้งนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 4 มกราคม 2552 และก่อนการเดินทางไปสู่ “หัวหมากเกมส์” ซึ่งมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นเจ้าภาพนั้น นักกีฬาของ “มมส” ทุกคนจะต้องเข้ารับการตรวจสมรรถภาพอีกครั้ง ซึ่งตรงนั้นเองที่จะรู้เลยว่า “ใครผ่าน..หรือไม่ผ่าน”

นี่คือเรื่องราวที่เกี่ยวกับการงานที่ผมต้องลุกขึ้นมาร่วมกับทีมงานยังแต่เช้ามืดของแต่ละวัน และนี่ก็คือกิจกรรมที่จะบอกให้สังคมได้รับรู้ว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังคงส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตได้เรียนรู้ชีวิตผ่านกิจกรรมทางกีฬาอย่างหลากหลาย
ถึงแม้การส่งเสริมและสนับสนุนดังกล่าวนี้ จะยังไม่ใช่กระบวนการพัฒนาให้นิสิตเติบโตและเป็น “เลิศในทางกีฬา” อย่างจริงจัง แต่ก็ต้องยอมรับว่า เราใจกว้างพอที่จะเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้เรียนรู้ชีวิตในเวทีการแข่งขันอย่างเสมอภาค ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนจะมีสปิริตของการรับผิดชอบต่อภารกิจของตนเองได้แค่ไหน รวมถึงการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองผ่านกระบวนการของคณะผู้ฝึกสอนได้กี่มากน้อยเป็นสำคัญ
ฟังดูมันอาจจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณอยู่ไม่ใช่น้อย และคล้ายกับการไม่มีเป้าหมายที่
เป็นรูปธรรมนักทางการแข่งขัน ซึ่งมักประเมินค่าด้วยคำว่า “แพ้..ชนะ” แต่ก็ยังอยากจะยืนยันว่า หากวิธีคิดที่ว่านี้เป็นวิธีคิดในบริบทของการชิงชัย หรือแข่งขัน ผมเองก็ยังอยากจะยืนยันว่าสำหรับเราแล้ว มันเป็นเพียงการแข่งขันกับตัวเอง หาใช่การแข่งขันกับผู้อื่น ...

สวัสดีคะอาจารย์
แวะมาให้กำลังใจคร๊า
กีฬาๆเป็นยาวิเศษ ฮ่าไฮ้...
สวัสดีคะอาจารย์แผ่นดิน
แนวคิดนี้ดีนะคะ
ชอบคะ ผู้บริหารหลายมหาวิทยาลัยน่าจะใช้แนวคิดของมมส.
เราจะได้ผลผลิตมากกว่านักกีฬา
ให้กำลังใจทำงานต่อคะ
ดูสิ เธอจ๋านั่นความฝัน
ฝันชมพู ฝันสีฟ้า มาแต้มกัน
ฝันทุกวัน ฝันสีขุ่น ฝันวุ่นวาย
ชอบภาพสุดท้าย
แข่งขัน ๆๆๆๆ
และแล้ว...ทุกอย่างก็คืนสู่สามัญ
แต่ความสงบสุขแห่งชีวิต ..แต่ก็ไม่ได้วัดจากเครื่องแบบที่สวมใส่นะคะ
สวัสดีครับ อ.แผ่นดิน
นึกถึงครั้งที่อ.นำทีมมาแข้งที่นครศรี นั่งรถไฟกลับ เหนื่อย-นายจริงๆ
ขอบคุณมากครับ
เพิ่งดูหนังเกี่ยวกับนักกีฬาวินด์เซอร์ฟ หนังการ์ตูนที่นักกีฬาเป็นนกเพกวินน่ะค่ะ
แก่น ของการเป็นนักกีฬา อยู่ที่"จิตวิญญาณของตัวเองโดยแท้"
อาจารย์คงได้ดูกับลูกชายแล้วกระมัง ;P
การอัดฉีดเงินรางวัลกลายเป็นเรื่องปกติเป็นวัฒนธรรมที่ลุกลามเร็วมากระดับชาติ แต่จุดยืนของการแข่งขันกับตัวเอง ทำลายสถิติของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของทุกๆ เรื่องที่เราตั้งใจทำนะคะ
อย่าลืมกลับบ้านเพื่อกอดสองหนุ่มเผื่อให้ด้วยค่ะ
สวัสดีครับ ครูโย่ง หัวหน้า~ natadee
น้องนักกีฬาท่านนี้ ทุกเช้าจะชอบใส่หมวกมาออกกำลังกายเสมอ ช่วงนี้เป็นช่วงท้ายของการออกกำลังกาย เป็นการคลายกล้ามเนื้อ น่ารักไปอีกแบบ (จริงมั๊ย..คนน่าตาดี)