หมูวิ่งมาชนบังตอ...หรือ...เจอตอ...

ในงานที่ทำอยู่...น้อยครั้งนักที่จะเจอ..หมูวิ่งมาชนบังตอ...แต่มักจะ..เจอตอ....เสียเป็นส่วนใหญ่....วันนี้ก็เลยขอพูดเรื่องตอ..แต่เป็นตอซังข้าว...นั่นเอง..(เล่นง่าย ๆ แบบนี้ละนะ..)

ในแต่ละปีมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมากกว่า 29 ล้านตัน แยกเป็นตอซังและฟางข้าว 26.9 ล้านตัน  ตอซังข้าวโพด 7.8 ล้านตัน ตอซังและเศษใบอ้อย 2 ล้านตัน และวัสดุพืชไร่ชนิดอื่น (ตระกูลถั่ว และข้าวฟ่าง) 2.4 ล้านตันต่อปี ถ้าคำนวณเป็นปริมาณปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม จะได้มากถึง 2.8, 0.7 และ 5.9 แสนตัน    คิดเป็นมูลค่า 1,930.2, 741.4 และ 4,731.4 ล้านบาท ตามลำดับ รวมเป็นมูลค่า ของปุ๋ยทั้งสิ้น 7,043 ล้านบาท นับเป็นเรื่องหมู ๆ ของชาวนาที่มีปุ๋ยอยู่ในมือแล้ว เพียงแค่ไถกลบตอซังเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุกลับลงไปในดิน เพื่อแก้ปัญหาอินทรียวัตถุในดินค่อนข้างต่ำมาก (พื้นที่ส่วนใหญ่ 191 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่การเกษตร           มีอินทรียวัตถุเพียง 1 เปอร์เซ็นต์...ในขณะที่ดินดี ต้องมีอินทรียวัตถุ 5 เปอร์เซ็นต์)  

นา 1 ไร่ มีฟางข้าว 320 – 1,600 กิโลกรัม/ 1 ฤดูปลูก ขึ้นอยู่กับดิน น้ำ ปุ๋ย ฤดูปลูก อุณหภูมิ และพันธุ์ โดยฟางข้าว 1 ตัน จะมีไนโตรเจน 6 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส และกำมะถัน 1.4 กิโลกรัม โพแทสเชี่ยม 17 กิโลกรัม แคลเซียม 4 กิโลกรัม แมกนีเซียม 1 กิโลกรัม และซิคอน 50 กิโลกรัม

เรื่องหมู ๆ.....แค่ไถกลบตอซัง….

การไถกลบตอซังและฟางข้าวลงไปในนา เป็นการเติมอินทรียวัตถุที่มีประโยชน์กลับลงไปในดิน       โดยจำแนกประโยชน์ของการไถกลบตอซังได้ ดังนี้

 1. เพิ่มไนโตเจน ฟาง 1 ตัน มีไนโตเจน 6 กิโลกรัม จึงสามารถใช้ฟางข้าวทดแทนปุ๋ยไนโตรเจนได้บางส่วน

2. เพิ่มธาตุอาหารอื่น ๆ จะแสดงผลชัดเจนในปีที่สองของฤดูกาลทำนา โดยจะทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

3. ฟื้นฟูโครงสร้างดิน ปริมาณเนื้อดิน อินทรียวัตถุ น้ำ อากาศ ปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินทำให้อยู่ในระดับที่เป็นกลางเพิ่มมากขึ้น ช่วยลดความเป็นพิษจากเหล็ก แมงกานีส และความเค็มในดินได้
4.
พลิกให้รากวัชพืชกลับขึ้นมาตากแดดแห้งตาย

5. พืชเจริญเติบโตหาอาหารได้ง่าย แตกกอดี ผลผลิตดี

6. พลิกให้ไข่แมลง เชื้อโรค ถูกทำลายด้วยแสงแดด

7. เพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน (ใช้สารอินทรีย์คาร์บอนเป็นแหล่งพลังงานมากขึ้น) เชื้อโรคบางชนิดในดินลดลง ได้แก่ Rhizoctonia solani , Macrophomena phaseolian, Sclerotium rlofsil, และ  Aspergillusflavus ซึ่งลดประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์

  แต่บอกแล้วว่าหมูไม่วิ่งมาชนบังตอ....การไถกลบตอซังมักจะเจอตอ...ไปต่อไม่ค่อยได้.. เนื่องจาก

* ฟางข้าวเป็นอุปสรรคต่อการไถพรวน (ถ้าไถทันทีหลังเกี่ยวข้าวเสร็จ ตอซังข้าวยังกรอบไม่เหนียวจะไถง่าย หรือปล่อยทิ้งไว้ในนาจนฝนตกมา ใช้สารเร่ง พด 2 ช่วยเร่งการย่อยสลายก่อนไถ)

* ชาวนาเชื่อว่าหากไถกลบฟางข้าว จะทำให้ข้าวเมาฟางข้าวไม่งาม (ช่วงแรกของกระบวนการย่อยสลาย จุลินทรีย์จะดึงไนโตรเจนในดินไปใช้ในการย่อยฟาง และการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ฟางจะปลดปล่อย กรดอินทรีย์  ก๊าซต่าง ๆ และความร้อน  แต่เมื่อการย่อยสลายเสร็จสิ้นแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่การเจริญเติบโตของพืชอย่างดี จึงควรทิ้งไว้ 20 วัน เพื่อให้วัสดุ ตอซังย่อยสลายเสียก่อน หรือหว่านปุ๋ยยูเรีย 16 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ในช่วงไถกลบตอซังและฟางข้าว จะช่วยแก้ปัญหาข้าวเมาซังได้)

                เพื่อแก้ปัญหาสองข้อดังกล่าว....เกษตรกรจึงนำฟางข้าวออกจำหน่ายให้ผู้เลี้ยงวัว หรือแย่ไปกว่านั้น คือ การ เผาทิ้ง ซึ่งนับเป็นการสูญเสียอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารในดินจำนวนมาก ....โดยไม่ค่อยคำนึงถึง ....

“ข้อเสียของการเผาตอซังและฟางข้าว”

1. ทำให้สูญเสียน้ำในดิน เนื่องจากการระเหย

2. ทำให้ดินจับตัวกันแน่นและแข็ง การชอนไชของรากพืชในดินเป็นไปได้ยาก

3. ทำให้สูญเสียธาตุอาหารที่อยู่ในฟางข้าว  (เผาฟาง 5 ตันจะสูญเสียไนโตรเจน 30 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส  7  กิโลกรัม  กำมะถัน  7  กิโลกรัม  โพแทสซียม  85  กิโลกรัม )

4. ทำให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินถูกทำลาย

5. ทำให้โลกร้อนขึ้น การเผาทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) 

6. บดบังทัศนวิสัยการมองเห็นของผู้ขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนน  อาจลุกลามไหม้อาคารสิ่งก่อสร้าง  บ้านพักอาศัย

                และเพื่อความสบายใจ....จึงหาเหตุผลมาอ้าง..ว่าการเผาตอซังและฟางข้าวมีข้อดี คือ

1.       ทำลายเชื้อโรคและแมลงที่อยู่ตามตอซัง

2.       ยังนึกไม่ออก..แต่ใคร ๆ เขาก็เผากัน....หรือ..ไม่ได้เผา..ไฟมันลามมาเอง..อ้าว...เฮ้อ....

...ถ้าไม่ให้เผาตอซังทั้งทุ่ง..แล้วฟางข้าวจากการปั่นนวดข้าวกองใหญ่ ๆ จะให้ทำอย่างไร...เผาได้ไหม...????

จริง ๆ แล้วคำถามนี้ไม่น่าเกิดขึ้น...(แต่เป็นคำถามที่ได้รับฟังจากเกษตรกรจริง ๆ ....) เพราะความต้องการฟางข้าวเพื่อเป็นอาหารสัตว์มีจำนวนมาก (ฟางให้โปรตีนประมาณ  3 - 5 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 25 - 35 เปอร์เซ็นต์ แม้เป็นอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพต่ำและย่อยได้ต่ำ ถ้าหากนำไปเติมปุ๋ยยูเรีย และหมักประมาณ 21 วัน จะเพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้สูงขึ้น โดยเฉพาะโปรตีน เพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์)
                 นอกจากนั้นฟางข้าวยังนำไปรองคอกสัตว์ เพื่อให้สัตว์ถ่ายมูลลงบนฟางกลายเป็นปุ๋ยคอก หรือ นำไปทำปุ๋ยหมัก ใช้คลุมดินในการปลูกพืช ใช้เป็นวัสดุสำหรับเพาะเห็ดฟาง หรือแม้แต่ใช้ในการก่อสร้าง โดยนำฟางข้าวมาผลิตแผ่นฟางซีเมนต์หรือให้ทำวัสดุมุงหลังคา

                หากเผาตอซังและฟางข้าวทิ้งไปเหลือเป็นขี้เถ้านั้นไนโตรเจนจะถูกทำลายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์  ฟอสฟอรัส 20 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียม 23 เปอร์เซ็นต์  ตอซังและฟางข้าวมีเป็นจำนวนมากคิดคร่าวๆจากสัดส่วนของการผลิตข้าวเปลือก 1 ส่วนจะเกิดตอซังและฟางข้าว 1.5 ส่วน  ปัจจุบันประเทศไทยผลิตข้าวได้มากกว่า 20 ล้านตันข้าวเปลือก/ปี  ดังนั้นจะมีตอซังและฟางข้าวกว่า 30 ล้านตัน/ปี  คิดเป็นปริมาณไนโตรเจนเพียงตัวเดียวเป็นปุ๋ยยูเรียประมาณ 42,000 ตัน/ปี

 แล้วทำไมเผาตอซังและฟางข้าวทิ้งกันอีก

 ใครเผาตอซังและฟางข้าวทิ้งบ้าง

                นาน้ำฝน มีเพียงส่วนน้อยที่เผาทิ้ง  การไถกลบตอซังและฟางข้าวทำได้ไม่ยากเนื่องจากฟางสั้นและมีไม่มาก  ปัญหาข้าวเมาฟางก็ไม่เกิดเนื่องจากมีปริมาณตอซังและฟางข้าวน้อยกว่า แต่ปัญหามักเกิดการเผาเพื่อล่าสัตว์ การจัดการคือช่วยรณรงค์ไม่ให้เกิดการเผาโดยไม่ตั่งใจ

                นาน้ำลึก เผาทิ้งเกือบทั้งหมด เนื่องจากระดับน้ำลึก 50-200 เซนติเมตร  ต้นข้าวในระยะเก็บเกี่ยวอาจยาวถึง 300 เซนติเมตร หลังเก็บเกี่ยวด้วยแรงงานคนตอซังที่เหลือมีมากคลุมหน้าดินไว้ทั้งหมด ตอซังที่ยาวมากกว่า 150 เซนติเมตร หรือฟางข้าวที่พ่นออกจากเครื่องเกี่ยวนวดก็มีปริมาณมาก 1.5-2 ตัน/ไร่ การไถพรวนดินด้วยชุดไถผาล 7 จึงทำไม่ได้เลย ชุดไถผาล 3 พลิกดินกลบตอซังได้ประมาณ 50 % เท่านั้น หลังไถกลบตอซังแล้วไถพรวนด้วยชุดไถผาล 7 อีกครั้งหนึ่งก็ยังมีตอซังและฟางข้าวอยู่บนผิวดินจำนวนมาก เป็นอุปสรรคต่อการงอกและเจริญเติบโตของข้าว (แก้ไขโดยใช้ชุดสับใบและกลบเศษซังอ้อย มาไถกลบตอซังข้าวในพื้นที่นาน้ำลึกได้ดี โดยกลบตอซังได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ หรืออีกวิธีคือการปล่อยฟางทิ้งไว้ในนา ไม่ต้องเผา และไม่ต้องไถ ให้หว่านข้าวลงไปเลย พบว่าผลผลิตไม่แตกต่าง แต่ลดค่าใช้จ่ายในการเตรียมดินลงได้)

                นาชลประทาน  เผาทิ้งเป็นส่วนใหญ่  เนื่องจากการทำนาต่อเนื่อง  การไถกลบอาจทำได้ด้วยชุดผาลไถทั่วไปหรือใช้จอบหมุนแบบต่างๆ  แต่ก็จะเกิดปัญหาข้าวเมาฟางในช่วงแรก  ทั้งๆที่หลังจากพ้นระยะนี้ไปแล้วตอซังและฟางข้าวจะเริ่มสลายตัวให้อินทรียวัตถุและธาตุอาหารแก่ดินและข้าว (แก้โดยการทำนาแบบหว่านสวนตอ หรือการทำนาแบบล้มตอซัง หรือการใช้สาร พด. 2 ช่วยเร่งการย่อยสลายตอซังได้ภายใน 2 สัปดาห์)

               

เอกสารอ้างอิง

คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  2530. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น.  673 หน้า.

เจริญ  ท้วมขำ.  2544. การปลูกข้าวล้มตอซังแบบประยุกต์. เอกสารประกอบการบรรยายการฝึกอบรมหลักสูตรเรื่อง วิชาเครื่องจักรกลเกษตรก่อนเก็บเกี่ยว. 33 หน้า. สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5  จ.ชัยนาท.

ประเสริฐ  สองเมือง. 2543. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว. 84 หน้า. กรมวิชาการเกษตร.

สาคร  ผ่องพันธ์  อาร์วิน  อาร์  โมซิเออร์  เจนวิทย์  สุขทองสา.  2547.  ผลของการใส่ฟางข้าวและขี้เถ้าที่มีต่อประสิทธิภาพของปุ๋ยยูเรียที่หว่นในนาข้าว.  วารสารวิชาการเกษตร.  ปีที่ 22  ฉบับที่ 1.หน้า 9-23.

ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก. 2545. 40 ปี ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก.  114 หน้า. โรงพิมพ์ตระกูลไทย พิษณุโลก.

Ponnamperuma  F.N. 1984. Straw as a source of nutrients for wetland rice.  Organic Matter and Rice. International Rice Research Institute.  Los Banos Philippines page 117-136.

สวัสดิ์ สมวรรณ นักวิชาการเกษตร 6 ว   สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย เอกสารประกอบการให้ความรู้แก่เกษตรกร "โครงการรณรงค์ไม่เผาฟางและตอซังข้าว" ในพื้นที่ 16 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ ของจังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือน มกราคม - ธันวาคม 2545

พิสิฐ   พรหมนารท นักวิชาการเกษตร 8ว  ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี   กรมการข้าว เอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง ไม่เผาตอซังและฟางข้าว  แล้วจะปลูกข้าวได้อย่างไร

                                                “....ปั้นดิน เป็นก้อน เผาร้อน เป็นอิฐมอญแกร่ง....

                                                นวดดิน ทำนา ฟางหญ้า คลุมแปลง...

                                                ถ้าเผา เป็นแท่ง ดินแกร่ง แบบก้อนดิน

                                                ทำนาบนก้อนอิฐ คิดสักนิด ก่อนเผาฟาง...13/12/2551 เกษตร (อยู่) จังหวัด

ล..เชิญชวนเขียนคำขวัญรณรงค์ไม่เผาตอซังด้วยกันครับ