เหตุเกิดที่ร้านต้นไม้หน้าโรงเรียน เพราะกาแฟร้อนเพียงแก้วเดียวแท้ๆ ที่ทำให้ครูพรรณา ได้พบกับการกอด ซึ่งไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าการกอดจะมีอานุภาพได้มากมายมหาศาล และทำให้พบคำตอบที่พี่ชายเล่าให้ฟังว่าลูกชายคนโต( อายุ ๒๕ ปี )ตัดพ้อว่าเดี๋ยวนี้พ่อไม่รัก เพราะตั้งแต่โตขึ้นมาพ่อไม่เคยกอดเขาเลย .....
จากบทความเรื่อง กอดบำบัด เยียวยารักษาโรคด้วยอ้อมแขน ของ เอื้อมพร จาก ชีวจิต ปักษ์ที่ ๑๑ : ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ หน้า ๓๒ – ๓๗ ในบทความนี้กล่าวถึงการกอดเพื่อเยียวยาอาการต่างๆ โดยอ้างอิงถึง คุณหมอปริยสุทธิ์ อินทสุวรรณ ภาควิชาจิตเวช โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ คุณหมอกล่าว่าคนไทยไม่ค่อยกอดกัน “ การกอดจำกัดเฉพาะชายหญิง สามีภรรยา หรือแม่ลูกเท่านั้น และการกอดต่อหน้าสาธารณะชนเป็นเรื่องน่าอาย.........ทำให้คนไทยมีลักษณะเหินห่างแต่ใจห่วง สนใจรักใคร่แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ วิธีการแบบโบราณอย่างนี้เหมาะกับสมัยหนึ่งเท่านั้น พอสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป คนไทยก็ต้องการการชื่นชมมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันเขาต้องการการสัมผัสทางกายมากขึ้น เพราะเขาต้องการการปลอบโยน ยืนยันว่าเขาเป็นที่รักต้องการการเยียวยาหลายอาการทั้งทางกายและใจ “ การกอดสามารถเยียวยาผู้ป่วยได้ดังนี้
๑. ลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยเช่นการสัมผัสผู้ป่วยบริเวณ
ที่เจ็บปวดด้วยการวางมือไว้เหนือแผล
๒. ลดความรู้สึกในทางลบเช่นหวาดกลัว กังวล โกรธ
เกรี้ยว ไม่สบายใจ
๓. ช่วยพัฒนาการในเด็กพิการหรือเด็กออทิสติก
๔. ช่วยให้คนที่ขาดการกอดมีอาการดีขึ้น แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม
๔.๑ คนที่ไม่ค่อยได้รับการกอดเท่าไร ได้แก่คนที่ชอบ
เล่นตุ๊กกตาหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง คนที่แสดงความเจ็บปวดทางใจและกายเกินจริง คนที่ไม่แสดงกิริยาอาการใดๆ เมื่ออยู่ในสถานการณ์กดดัน และคนที่ชอบกำสิ่งของต่างๆ แน่นๆ
๔.๒ คนที่ไม่เคยได้รับการกอดเลย เพราะเส้นประสาท
รับความรู้สึกทางผิวหนังถูกทำลาย เช่นผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน อัมพฤกษ์อัมพาต ผู้ป่วยที่มีอาการชา
การกอดไม่ต้องใช้พิธีรีตองให้วุ่นวาย เช่น แค่เอื้อมมือไปบีบนวดไหล่ให้แม่เมื่อท่านบ่นว่าเมื่อย เสยผมให้ลูก กอดลูกที่กำลังงัวเงียหลังตื่นนอน กอดเพื่อนร่วมงานที่กำลังสับสนในการปรับตัวให้เข้ากับนโยบายใหม่...กอดฉันเมื่อใจสั่นระริกเพราะความไม่ปกติของฮอร์โมนไทรอยด์
คราวนี้ก็มาถึงเคล็ดลับการกอดหลายแบบหลายบำบัด คุณหมออธิบายว่า “ วิธีการกอดนั้นต้องเริ่มด้วยใจรัก กอดด้วยสัมผัสแห่งรัก เราต้องมั่นใจว่าใจเราต้องรู้สึก “ รัก ” ก่อน รักแบบไม่มีเงื่อนไข แม้ว่าคนที่อยู่ข้างหน้าตอนนั้นไม่ใช่พ่อแม่เรา ไม่ใช่ญาติ เราก็ต้องไม่กอดด้วยความสงสารหรือปราศจากความรักมิเช่นนั้นอ้อมกอดนั้นจะเจ็บปวด เป็นอ้อมกอดรสขม ไม่ช่วยให้ดีขึ้น แต่ถ้าเมื่อไรที่กอดด้วยความรัก ความรู้สึกที่เป็นบวก ก็จะได้ผลในเชิงการบำบัดเยียวยา ” เรามาดูกันว่าการกอดแบบไหนจึงจะเป็นการส่งสารความรักความปรารถนาดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกกาลเทศะ และเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย
๑. กอดแบบหมี ( Bear Hug ) ผู้กอดทั้งคู่มักสูงและ
ตัวโตไม่เท่ากัน ผู้ที่สูงกว่ามักต้องยืนให้มั่นคง หรือโน้นตัวเพียง นิดหน่อย เพื่อให้เข้าถึงผู้ที่ตัวเตี้ยกว่าได้ง่ายขึ้น สองแขนโอบกอดบริเวณไหล่ผู้ที่ตัวเตี้ยกว่า ส่วนผู้ที่ตัวเตี้ยกว่าก็ต้องยืนให้มั่นคงเช่นกัน โดยหัวแนบไหล่หรืออกผู้ที่สูงกว่า สองแขนก็โอบกางกอดผู้ที่สูงกว่าบริเวณระหว่างอกและเอว การที่ร่างกายสัมผัสกันนั้นช่วยให้ถ่ายทอดพลังสู่กันและกันได้มาก ใช้เวลากอดครั้งละ ๕ – ๑๐ วินาที
เคล็ดลับ เป็นการกอดแบบจารีตที่มีให้เราเห็นทั่วไป การกอดแบบนี้ควรกอดด้วยความมั่นคง เพื่อให้กำลังใจ ความอบอุ่น ความปลอดภัย
๒.กอดแบบหน้าแนบหน้า ( A frame ) ผู้กอด
ทั้งสองต้องเอื้อมแขนไปโอบไหล่ทางด้านข้างของกันและกันเอาหน้าแนบหน้ากัน หัวพิงหัว กายพิงกาย ใช้การกอดแบบนี้แทนคำพูด ” สวัสดี ”หรือ “ ลาก่อน ”
เคล็ดลับ เป็นการกอดแบบสุภาพและเป็นทางการ แสดง
ถึงการต้อนรับหรือมีความชื่นชม ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้ากอดลูกน้อง อาจารย์กอดลูกศิษย์ รวมทั้งคนที่เพิ่งรู้จักหรือเคยเห็นหน้า เช่น แฟนของลูก น้องสามี ลูกสะใภ้คนใหม่
๓.กอดด้วยแก้ม ( Cheek Hug ) สามารถกอดได้
ทั้งในท่าที่ทั้งคู่ต่างยืนหรือนั่ง หรือฝ่ายหนึ่งยืนก็ได้ เพราะไม่จำเป็นที่ ร่างกายของทั้งคู่จะต้องสัมผัสกัน ถ้าทั้งคู่อยู่ในท่านั่ง ก็แค่เอนตัวเข้าหากันโดยให้ด้านข้างของใบหน้าแนบชิดกันแบบแก้มแนบแก้ม มืออาจ โอบไหล่กันและกัน เพื่อให้หน้าแนบกันได้สนิทนุ่มนวลมากขึ้น หายใจช้าๆ ลึกๆ และใช้เวลากอดสักสองสามนาที
เคล็ดลับ การกอดแบบนี้ใช้เพื่อสื่อสารประโยค “ ฉันเสียใจด้วย ” เมื่อเพื่อนกำลังผิดหวัง
๔.กอดกันกลม (Sandwic Hug ) เป็นการกอดสำหรับ คนสามคน สองคนหันหน้าเข้าหากัน โอบกอดคนที่อยู่ตรงกลางไว้ สองคนด้านนอก มือโอบไหล่กันไว้ อีกข้างหนึ่งโอบบริเวณด้านเอว ส่วนคนที่อยู่ด้านในกอดเอวคนใดคนหนึ่งไว้ศีรษะทั้งสามรวมกันเป็นหนึ่ง ร่างกายสัมผัสกันอย่างอบอุ่น
เคล็ดลับ เป็นการสร้างความมั่นใจให้คนที่อยู่ด้านใน เมื่อเขาหรือเธอคนนั้นต้องออกไปเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ผู้ที่กอดกันส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเพื่อน พ่อแม่กอดลูก หรือสามีภรรยาที่ร่วมกันปลอบใครบางคน
๕.กระโดดกอด (Grabber3Squeezer Hug )
ฝ่ายหนึ่งพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย คว้าตัวมากอดรัด ชั่วเสี้ยวลมหายใจ ฝ่ายที่ถูกกอดต้องตื่นตัวขณะถูกกอดรัด เพื่อกอดรัดกลับอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เคล็ดลับ การกอดแบบนี้ค่อนข้างยาก ทั้งสองฝ่ายต้องวิ่ง
เข้าหากันอย่างรวดเร็ว จึงต้องระวังการปะทะชน เพราะมิฉะนั้นแล้วศีรษะอาจกระแทกกันหรืออาจเข้าผิดจังหวะทำให้ตัวปะทะแขนของอีกฝ่ายบาดเจ็บได้ ทำให้จุดประสงค์ของการกอดล้มเหลว การกอดแบบนี้เหมาะสำหรับช่วงเวลาเร่งรีบเพื่อคลายความตึงเครียดหรือตื่นเต้นซึ่งบางครั้งเราอาจต้องทอดเวลาการกอดรัดออกอีกเล็กน้อยก็ได้ เช่นเวลาที่เพื่อนร่วมงานกำลังจะออกไปนำเสนองานใหญ่ การกอดแบบนี้แทนคำพูดว่า “ ฉันชอบมากเลย ” ( หรือ “ เธอทำดี ” เธอทำได้ ” ) แต่ฉันรีบจริงๆ “
๖. กอดเป็นกลุ่ม ( Group Hug ) ทุกคน (กี่คนก็ได้ )
ยืนหันหน้าเข้าหากันเป็นวงกลม กายชิดกันมากเท่าที่จะมากได้ มือข้างหนึ่งโอบไหล่ อีกข้างโอบเอวคนข้าง ถ่ายทอดความรู้สึกดีๆ ถึงเพื่อนทั้งสองข้างผ่านการโอบรัดสักครู่หนึ่ง
เคล็ดลับ กลุ่มเพื่อนมักกอดกันด้วยวิธีนี้ เพื่อให้
กำลังใจหรือเพิ่มความมั่นใจให้กันและกัน เพราะทุกคนจะรู้สึกว่าตัวเองไม่โดดเดี่ยว และเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
๗.กอดเคียงบ่าเคียงไหล่ ( Side-to-Side Hug )
ทั้งสองคนวาดแขนไปโอบไหล่หรือเอวเพื่อนที่เดินเคียงข้างเวลาเดินทอดน่องสบายๆ เพื่อถ่ายทอดความเอื้ออาทรกันและกัน
เคล็ดลับ เวลาเข้าแถวรออะไรสักอย่าง ถ้าโอบไหล่
เพื่อนข้างๆ จะช่วยให้การรอคอยนั้นผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น
๘.กอดจากข้างหลัง (Back-to-Front Hug )
เพราะคนที่เราจะกอดนั้นมือไม่ว่าง อาจกำลังยืนถือกระทะ ผัดกับข้าว ทำครัว ล้างจาน หรืองานอื่นๆ ผู้กอดจึงต้องเดินเข้าไปข้างหลัง โอบแขนรอบเอวเขาหรือเธอกอดอย่างนุ่มนวล
เคล็ดลับ การกอดแบบนี้สะท้อนความขี้เล่นของ
ผู้กอดไว้นิดหน่อย แต่ก็ถ่ายทอดพลังความรู้สึก ซึ่งเปี่ยมด้วยกำลังใจไปให้ผู้ถูกกอด

ฝันอยากถูกกอด เหมือนข้อ 7 กับข้อ 8 ฮิ ๆ
รู้แล้วว่าทำไม..มิตรภาพG2Kทำไมถึงกอดกัน..นะคะ
สวัสดีครับอาจารย์ โดยทั่วไปจะเห็นแบบ 1 และ 2 เป็นประจำเลย ขอบคุณครับ
อิอิแล้วนี่ก็ได้กอดค่ะ กอดจากใจด้วยมิตรภาพดีๆค่ะ
สวัสดีค่ะ
* ต้องขอภัยที่ข้อ ๙ ต้องใช้วิธีเป็นภาพเพราะเดิมพิมพ์ไว้แล้ว copy มาแล้ว หรือพิมพ์เพิ่มเข้าไปใหม่เวลาจัดเก็บก็หลุด ทำให้บันทึกได้ไม่ครบค่ะ
* นอกจากนี้ก็ยังมีภาพประกอบอีกค่ะ
ขอสักกอด....นะคะ
สวัสดีค่ะ แวะมากอดด้วยหัวใจด้วยคนค่ะพี่
สวัสดีค่ะท่านผอ. ประจักษ์
* ขอบพระคุณกับพรวันปีใหม่ค่ะ
* ขอให้ท่านมีความสุขมากๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะ
phayorm แซ่เฮ
* ขอบคุณที่แวะมา
* ขอให้สมหวังนะคะ
* สุขกายสุขใจค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ
add
* มาบางลี่อย่าลืมกอดให้รู้สึกนะคะ
*สุขกานสุขใจค่ะ
สวัสดีค่ะ
หนุ่ม กร~natadee
* วัฒนธรรมการกอดในรูปแบบอื่นๆ หรือตามที่สาธารณะ
* ที่ในบ้านเรามีให้เห็นยังไม่มาก
* แม้จะไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ใจก็เอื้ออาทรและห่วงใย
* คณุพรรณา คิดว่าวัฒนธรรมของเรา ป้องกันความเคลือบแคลงหรือสับสน ในสิ่งที่ตามองเห็น
* ขอให้สุขกายสุขใจนะคะ
ยืนยันอนุภาพการกอดครับ
หวัดดีค่ะพี่...
กอดและก็อุ้มด้วยค่ะ
2 จังหวะค่ะ ^___^
กอดนี้หล่ะค่ะ พี่ครูพรรณาขา อิอิ
สวัสดีค่ะครุกล้วยแขก
* กอดครบแก็งเชียวนะคะ
* ขอให้สุขกายสุขใจค่ะ
อยากกอดด้วยคน
สวัสดีค่ะครูคิม
* กอดนี้หนูรักคุณครูค่ะ
* สุขกายสุขใจนะคะ