ไม่นึกว่า การพูดกับคนไข้จิตเวชนี้ จะเป็นความยากลำบากสุดประมาณ

   ในการทำงานที่สถานีอนามัย หนีไม่พ้น ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ สำคัญๆในหมู่บ้าน โดยเฉพาะ เรื่องที่เดือดร้อน และสร้างความวุ่นวาย

 เมื่อวันอาทิตย์ ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จาก อสม.คนหนึ่งแจ้งว่า มีคนป่วยทางจิต อาละวาด วันหยุดจะทำอย่างไรดี กลัวนำส่งโรงพยาบาล หมอก็อาจไม่รับ ผู้เขียนจึงให้เขาสังเกตอาการ และพยายามควบคุมไว้ก่อน เพราะรับรองไม่ได้เหมือนกันว่า ไปถึงโรงพยาบาล แล้วเขาจะรับไว้หรือไม่

 พอวันจันทร์ ผู้เขียนก็ต้องรีบเข้าไปในหมู่บ้าน เพราะเขาอาละวาดหนัก ถึงกับทำร้ายลูกเมีย เอาลูกขึ้นคอ แล้วยืนกลางถนน หวังจะให้รถชน มีก้อนหินก้อนใหญ่ ติดตัวเสมอ บางครั้งก็เป็นไม้อันเท่าข้อมือ

  คนไข้เป็นที่รู้จักกันดี ถ้าไม่มีอาการจะขยัน สะอาด พูดจาดี เขาเคยถูกทำร้ายจนสลบ เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ต่อมาก็เลอะเลือนบ้าง ได้รับการรักษา ทางจิตเวช กินยามาตลอด ไม่มีอาการมา 7 ปีแล้ว

  แต่พื้นฐานเขาเป็นคนคิดมาก คิดๆๆๆๆอยากจะร่ำรวย บางครั้งก็ว่าตนเองเป็นพระพุทธเจ้า ฯลฯ สาระพัดที่จะเป็นไป ต่อมาคนไข้ไม่ยอมกินยา มาหลายเดือน เกิดระแวงว่า หมอจะฆ่า จึงสั่งยามาให้กิน

 ภรรยา ก็แอบเอายาคลุกข้าวให้กิน ได้กินบ้าง ไม่ได้กินบ้าง ไปโรงพยาบาลก็ไม่ยอม ผู้เขียนเห็นญาติ ต่างก็ให้ความสนใจดี แต่ที่สุด น้าติ๊ดก็ควบคุมอาการไม่ได้ แถมบางวัน เดินไปหยิบเหล้าร้านค้ามาดื่มเข้าไปอีก คราวนี้ ทั้งบ้า ทั้งเมา จนอาการเป็นอย่างที่เล่าให้ฟัง

 ภาพที่ไปเห็นนั้น เขากำลังเดินถอดเสื้ออยู่กลางถนน เดินแบบนับก้าว ที่ละก้าวช้าๆ ไม่สนใจรถที่วิ่งผ่านไปมา หรือแดดที่ร้อนจ้า น้าติดอยู่นอกเหนือความเป็นจริงไปเสียแล้ว

  จึงวางแผนกันโดย ติดต่อโรงพยาบาลเพื่อให้ข้อมูลก่อนนำไป ขอรถจาก อบต.เพื่อนำส่ง ขอกำลังตำรวจ พร้อมญาติ เพื่อช่วยกันจับตัวไปส่งโรงพยาบาล ทุกอย่างพร้อมเพรียงแล้ว

         การเจรจาก็เริ่มขึ้น โดยผู้เขียนเอง พร้อมกองเชียร์ที่อยู่รอบๆ ไม่นึกว่า การพูดกับคนไข้จิตเวชนี้ จะเป็นความยากลำบากสุดประมาณ ใจต้องเย็น ใช้คำพูดเพราะๆ ชี้แจง และที่สำคัญต้องระวังตัวเองตลอดเวลา เป็นความตึงเครียดที่กำลังจะเกิดขึ้นของทุกๆคน งานนี้ ต้องไม่มีใครเจ็บ

 ส่วนผลการเจรจานั้น ต้องขอเล่าต่อบันทึกหน้า เรื่องมันยาว และตื่นเต้นๆๆมากๆ