การรับรองคุณภาพการพยาบาล สภาการพยาบาลฯ แผนกการพยาบาลอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน

13-14 พฤศจิกายน2551 งานบริการพยาบาล ต้อนรับผู้มาตรวจเยี่ยมจากสภาการพยาลฯ ดร.ยุวดี เกตุสัมพันธ์และคณะ (จำนวน5 ท่าน) ใช้เวลา2วันที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ตรวจเยี่ยมตามมาตรฐาน3หมวด คือ 1.การนำองค์กร 2.การปฏิบัติการพยาบาล3.ผลลัพธ์ทางการพยาบาล

แผนกการพยาบาลอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน รับการเยี่ยมตรวจในวันที่13พฤศจิกายน เวลา 10.30-12.30น.ตรวจ2หน่วยงานคืออีอาร์และหอผู้ป่วยเออี2หรือTrauma(ทราบก่อน1-2วัน เพราะระบุมาจากคณะผู้เยี่ยม)

ผู้ตรวจการพยาบาล ถือว่าเป็นผู้นำสุงสุดระดับแผนกการพยาบาล จึงมีหน้าที่เตรียมต้อนรับการเยี่ยมตรวจครั้งนี้ และในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริหารงานบริการพยาบาล จึงมีหน้าที่โดยตรง

1.ผู้นำการเขียนUnit profileและการประเมินตนเองตามแบบฟอร์มของสภาการพยาบาลร่วมกับหัวหน้าหอผู้ป่วย

2.สื่อสารกับผู้ปฏิบัติระดับหอผู้ป่วย โดยการประชุม สัมมนา ให้เป็นการสื่อสาร2 ทาง

3.ตรวจเยี่ยมภายในหน่วยงานโดยคณะกรรมการบริหารแผนกการพยาบาลและงานบริการพยาบาล เยี่ยมทุกหน่วยงาน

4.เยี่ยมตรวจรายวัน ให้การนิเทศหัวหน้าหอผู้ป่วย และทีมผู้ปฏิบัติการพยาบาล

5.ร่วมConference กับหน่วยงานที่ได้โอกาสรับการตรวจเยี่ยม

6.ประชุมTue ผู้ปฏิบัติที่จะรับการตรวจเยี่ยม

7.ให้กำลังใจและคอยลุ้นวันรับการตรวจเยี่ยมเพื่อเก็บประเด็นสำคัญเพื่อหาโอกาสพัฒนา

8.สรุปประเด็นสะท้อนสู่ผู้ปฏิบัติหาโอกาสพัฒนาร่วมกับเป็น แสดงความรับผิดชอบต่องานที่เป็นจุดอ่อนและไม่ควรอย่างยิ่งในการตำหนิผู้ปฏิบัติงาน

สรุปบทเรียนครั้งนี้ คือ การเปิดใจ จะเห็นความชัดเจนสิ่งที่จะพัฒนาในอนาคต

การพัฒนางานและสมรถนะของผู้ปฏิบัติงาน เข้าไปเป็นกลมกลืนกับการเปลี่ยนแปลง ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ ให้ตรงประเด็น นั่นหมายความพยาบาลต้องสามารถประเมินปัญหาด้านสุขภาพเป็นเบื้องต้น โดยต้องมีความชำนาญการในการใช้กระบวนการพยาบาลเป็นอย่างดี ในทุกขั้นตอน

เน้นการเป็นNursing Profession ต้องสามารถปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างชัดเจน และบันทึกสิ่งที่ตนเองปฏิบัติลงในบันทึกการพยาบาล และสามารถแสดงออกถึงการปฏิบัติการพยาบาลที่ส่งผลต่อการแก้ปัญหาสุขภาพของผู้ป่วยในกลุ่มเป้าหมายที่ตนรับผิดชอบ จนสามารถวัดผลลัพธ์ได้

ตัวช่วยที่ดีของการพัฒนา คือ ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง

ขอบคุณ คณะผู้ตรวจเยี่ยม สภาการพยาบาลฯ อาจเป็นเรื่องที่เคยรู้มาบ้างแล้ว แต่ในครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง คือสภาฯ ได้สร้างการรับรู้ให้ตรงกันทั้งองค์กร ถือเป็นตัวกระตุ้นเชิงบวก