ผมยังอยากเล่าเรื่องลอยกระทงที่มหาวิทยาลัยอีกสักบันทึก
ผมมีความประทับใจเกี่ยวกับรูปแบบของขบวนอันเกิดจาก 3 ภาคส่วนใหญ่ ๆ เป็นอย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่ขบวนของนิสิตที่นำวรรณกรรมท้องถิ่น หรือนิทานพื้นบ้านมานำเสนอให้ได้ดูชมกันอย่างจุใจ ขณะที่ทางมหาวิทยาลัย ก็นำทีมโดยสำนักงานอธิการบดีร่วมขบวนอย่างไม่ขวยเขิน และที่สำคัญก็คือ ขบวนของเทศบาลตำบลขามเรียงที่นำโดยพ่อนายกคำสอน ชุ่มอภัยนั้น ต้องถือได้ว่านำเสนอได้อย่างมีคุณค่า โดยเฉพาะการนำภาพอันมีชีวิตของ “วิถีไท” มาโชว์ หรือสาธิตไว้ในขบวนแห่
โดยส่วนตัวแล้ว
ผมเองก็ชอบขบวนแห่งของเทศบาลขามเรียงมาก
เพราะเป็นเรื่องราวที่ตนเองเคยพบเจอและสัมผัสมาในครั้งยังเป็นเด็ก
และภาพชีวิตเหล่านั้นก็ล้วนแต่เกิดขึ้นและดำเนินไปในครัวเรือนของผมเอง
โดยหลังเสร็จสิ้นหน้านา
แม่ก็มักใช้ส่วนใหญ่ทั้งหมดของแต่ละวันไปกับการ “ทอผ้าทอเสื่อ”
(ตำหูก) อยู่ใต้ถุนบ้าน
ส่วนผมก็วิ่งเล่นอยู่ใกล้ ๆ ตามประสาเด็ก
โตขึ้นอีกหน่อยก็พลอยได้จับโน่นจับนี่ช่วยแม่บ้าง
ยิ่งเป็นการทอเสื่อกกแล้วยิ่งชื่นชอบเป็นพิเศษ
เพราะมีกระบวนการไม่ซับซ้อน ทำให้ผมสามารถร่วมกระบวนการต่าง ๆ
ได้อย่างไม่ยากเย็น






ภาพที่ปรากฏในขบวนแห่ของชุมชน จึงไม่เพียงสะท้อนภาพกว้างในเชิงมิติภูมิปัญญาท้องถิ่นเท่านั้น แต่ผมก็เชื่อเหลือเกินว่า ภาพที่เห็นนั้น คงมีไม่น้อยกระมังที่สะกิดเตือนให้นิสิตได้หวนคิดคำนึงถึงบ้านเกิดของตนเองได้บ้าง อย่างน้อยก็ได้รับรู้ว่า ตนเองมีที่มาที่ไปอย่างไร และข้างหลังที่เขาเดินทางห่างออกมานั้น ยังคงมีเรื่องราวแห่งความหวังและการรอคอยที่ตนเองจะต้องตอบคำถามให้ชัดเจน -


และนั่นคือเรื่องราวที่ผมได้พบเจอในขบวนแห่ลอยกระทงปีนี้ ซึ่งพบเจอแล้วก็ทำให้ชีวิตได้หวนกลับไปทบทวนเรื่องราวของตนเองอย่างอบอุ่น และความอบอุ่นที่ว่านั้นก็คือพลังชีวิตดี ๆ นี่เอง
คราวนี้หันกลับมาพูดถึงเรื่องนางนพมาศกันบ้าง
เรื่องราวในทำนองนี้ผมไม่สันทัดที่จะนำเสนอเสียเท่าไหร่
เพราะดูไม่ออกหรอกว่า “สวยอย่างไร –
งามอย่างไร”
และที่สำคัญคือ
ผมไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับความเป็นตัวตนของนางนพมาศมากนัก
แต่จะให้ความสำคัญกับ “แนวคิด”
ของการได้มาซึ่งนางนพมาศในแต่ละปีเสียมากกว่า


ในปีนี้ ทางองค์การนิสิตเรียกนางนพมาศว่า “ธิดาสร้อยดอกหมาก” ...
สร้อยดอกหมาก เป็นชื่อเรียกของผ้าไหมมัดหมี่อันเป็น “ลายผ้า” เอกลักษณ์ (ประจำ) จังหวัดมหาสารคาม โดยกลุ่มแม่บ้านที่สร้างงานศิลปะอันเป็นภูมิปัญญาที่โดดเด่นที่สุดก็คือกลุ่มแม่บ้านจากอำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม


เท่าที่ผมเคยรับรู้และเคยได้ศึกษามาอย่างผิวเผินก็พอทำให้รู้มาอย่างคร่าวว่าผ้าไหมมัดหมี่ลายสร้อยดอกหมากนั้น ได้ประยุกต์ปรับแต่งมาจากลาย “ปลากิว” ของชาวอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น โดยผู้ที่ศึกษาและคิดค้น หรือแม้แต่ปรับแต่งจนเป็นลายสร้อยดอกหมากนี้ก็คือ อาจารย์ดุสิต โพธิ์จันทร์ ซึ่งทำงานที่อุตสาหกรรมภาค 5 จากนั้นก็นำมาสอนให้ชาวอำเภอกุดรังได้ฝึกทอและสร้างสรรค์กันอย่างจริงจัง กระทั่งปี 2544 ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นางศิริเลิศ เมฆไพบูลย์ จึงได้จัดประกวดผ้าไหมในบุญเบิกฟ้า (งานกาชาด) ขึ้นและคัดเลือกให้ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมากเป็นลายผ้าเอกลักษณ์ของจังหวัดสืบมาจนปัจจุบัน

ผมไม่รู้หรอกว่า ผ้าที่สวยงามนั้นต้องดูกันอย่างไร แต่ก็ดีใจที่นิสิตเห็นความสำคัญกับเรื่องอันเป็นภูมิปัญญาของจังหวัด จนนำมาผูกโยงเข้ากับกิจกรรลอยกระทง เพื่อเป็นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้นิสิตอื่น ๆ ได้ร่วมรับรู้กันอย่างทั่วถึง ส่วนจะก่อเกิดเป็นดอกผลในทางการค้าขายได้หรือไม่นั้น ผมคิดว่าไม่ใช่ประเด็นหลักของนิสิตหรอก หากแต่การที่พวกเขาพยายามสื่อสารในเวทีสาธารณะเช่นนี้ ก็ถือว่าพวกเขาได้ขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์ความเป็นเมืองมหาสารคามผ่านเวทีนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว
สำหรับผ้าไหมมัดหมี่ลายสร้อยดอกหมากนั้น ปัจจุบันผู้คนนิยมใช้สีเคมีเข้ามาช่วยในการย้อม เพราะทำให้เกิดสีสดและรวดเร็วในเชิงการผลิต ส่วนการย้อมด้วยสีธรรมชาตินั้นไม่เป็นที่นิยมมากนัก ซึ่งก็คงเป็นภาพสะท้อนที่เสมอเหมือนกับเรื่องราวทางภูมิปัญญาไทยอื่น ๆ ที่จำต้องปรับกระบวนการให้สอดรับกับตลาดการบริโภคของยุคสมัย
และนี่ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่ว่าด้วยลายสร้อยดอกหมาก
อันปรากฏในผ้าถุง หรือผ้าซิ่น
ที่นางนพมาศได้ใส่อวดโฉมกันบนเวทีในค่ำคืนแห่งการลอยกระทงที่ผ่านมา
ซึ่งผมก็เห็นว่าสวยงาม หรือเรียบงาม มีเสน่ห์ไปอีกแบบ
หลังจากดูนางนพมาศที่แต่งกายย้อนยุคสุโขทัยมาบ่อยครั้งจนชาชินไปแล้ว

การแสดงของวงแคน (ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง) : บรรเลงบนเวทีตั้งแต่ต้นจนจบ
ส่วนตำนานเรื่องราวของ
“พระนางสร้อยดอกหมาก”
ธิดาแห่งพระเจ้ากรุงจีนนั้น
ไม่เกี่ยวกับธิดาสร้อยดอกหมากที่จัดในงานลอยกระทงของมหาวิทยาลัยฯ
เป็นแน่
โดยตำนานนั้นกล่าวไว้ในทำนองว่า พระนางสร้อยดอกหมาก
เป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีน
ซึ่งพระเจ้ากรุงจีนได้พระราชทานพระนางแก่พระเจ้าสายน้ำผึ้งแห่งกรุงอโยธา
โดยตกแต่งขบวนล่องเรือมาอย่างใหญ่โต
แต่ก็ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ
ดังนั้นพระนางจึงตัดสินพระทัยกลั้นลมหายใจจนสิ้นพระชนม์
เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งรู้ข่าว จึงได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ
บริเวณวัดที่เป็นวัดพนัญเชิงปัจจุบัน
ซึ่งปัจจุบันก็มีศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากอยู่ในวัด
และศาลที่ว่านั้นก็ตกแต่งด้วยลวดลายอันเป็นสถาปัตยกรรมจีนโบราณด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี เรื่องราว หรือตำนานดังกล่าวนี้ ก็น่าจะสื่อถึงประวัติศาสตร์อันเป็นสายสัมพันธ์ของคนจีนกับคนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้บ้างเหมือนกัน
แต่ที่แน่ ๆ “ธิดาสร้อยดอกหมาก” ในงานลอยกระทงของชาว มมส นั้น ไม่เกี่ยวโยงกับตำนานปรัมปรานั้นอย่างแน่นอน เพราะเป็นแต่เพียงการนำเสนอเรื่องราวผ้าไหมมัดหมี่ของชาวเมืองมหาสารคาม – เมืองแห่งการศึกษา หรือตักสิลานครเท่านั้นเอง

สร้อยดอกหมาก เป็นชื่อเรียกของผ้าไหมมัดหมี่อันเป็น “ลายผ้า” เอกลักษณ์ (ประจำ) จังหวัดมหาสารคาม
จะต้องหามาเก็บไว้สักผืนค่ะ เพราะพี่ชอบผ้าประจำท้องถิ่น แต่ของสารคามพี่ยังไม่ได้สะสมค่ะ
ผ้าไหมสารคามสวย น่าใช้
พี่เป็นลูกหลานเมืองสารคาม
อำเภอพยัคภูมิพิสัย คุณป้าทอผ้าสวยมาก
เดี่ยวนี้เลิกทอแล้ว เสียดายมาก ๆคะ
น่าจะมีการส่งเสริม
แวะมาอ่านประเพณี วัฒนธรรมอันงดงาม
ลายผ้าดอกหมาก สวยดีนะคะ
ต้นข้าวในอ่างปลา
สวัสดีค่ะ....คุณแผ่นดิน
(จะให้ข้าวฟ่างเรียกว่าอะไรดีล่ะคะ
ลุง...น้า...อา...หรือว่า....พี่ดีล่ะคะ
อิอิ...)
เมื่อวันลอยกระทงที่ผ่านมา
ข้าวฟ่างก็ไม่ได้ดูนางนพมาศ(ที่เป็นผู้หญิงนะคะ)
แต่ได้ไปดูนางนพมาศที่เป็นสาวประเภทสองอ่ะค่ะ
ยอมรับเลยค่ะ...
ว่าสวนกว่าผู้หญิงจริงๆอีกค่ะ
สวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยค่ะ
ข้าวฟ่างจะติดตามบันทึกนะคะ
ผ้างามมากอ้าย
ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก เป็นผ้าที่มีลวดลายเล็กน่ารัก ทำให้นึกถึงว่าดอกหมากเป็นอย่างไร นะคะ
ไปค้นข้อมูลพบว่า เป็นการนำ ผ้าไหมลายโคมห้า และลายโคมเก้ามาซ้อนเข้าด้วยกัน และมีการโอบหมี่แลเงาให้ลายแน่น และละเอียดมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นเงางดงาม มองดูระยับ
สวัสดีครับ พี่ แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช
ถึงแม้ผ้าไหมมัดหมี่ลายสร้อยดอกหมาก จะไม่ขึ้นชื่อเหมือนผ้าแพรวาของจังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ระยะหลังได้ยกฐานะเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน ก็เห็นได้ชัดว่า เริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลาย ในแต่ละเดือนสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านชาวอำเภอกุดรังได้อย่างไม่ขัดเขิน
แต่ทั้งปวงนั้น ก็คงต้องยกเครดิตให้กับภูมิปัญญาของชาวอำเภอชนบท (ขอนแก่น) เพราะนั่นคือต้นกำเนิดอันแท้จริง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่. ประกาย~natachoei
ดีใจที่ได้รู้จักคนสารคามในบล็อกเพิ่มอีกคน,
พยัคฆภูมิฯ เป็นเมืองที่น่าสนใจ เป็นอำเภอขนาดใหญ่ มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ นิสิต มมส เองก็ไปออกค่ายในพื้นที่อำเภอฯ บ่อยเหมือนกัน
และสำหรับลอยกระทงปีนี้ ก็อดชื่นชมนิสิตไม่ได้ที่คิดกระบวนการประชาสัมพันธ์ภูมิปัญญาชาวมหาสารคามผ่านเวทีลอยกระทง เพื่อให้นิสิตได้รับรู้กันอย่างกว้างขวาง และจริงจังอีกครั้ง
สารคามถิ่นกำเนิด คับ ภูมิใจ ในประเพณี สารคาม บ้านเฮา รักถิ่นเกิด
ผม คนมหาสารคาม ครับ ดีใจมากมาก ที่มหาสารคาม มีมหาวิทยาลัยที่สร้างสรรค์ สังคม ปัญญา และพัฒนาเด็ก ได้มากขนาดนี้ ขอบคุณครับ ม.มหาสารคาม
ผมเป็นคนบ้านกุดรัง ต.กุดรังโดยกำเหนิดครับ ภูมิใจครับ ที่ผ้าไหมลายเอกลักษณ์ของจังหวัดที่หมู่ของบ้านผมเปนแหล่งผลิต....
ขอบคุณเจ้าของเว๊ปมากครับ ที่ช่วยแนะนำและเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักต่อสาธารณะชน..ผมเองก็อยากจะมีส่วนช่วยส่งเสริมทางด้านเผยแพร่หรือโปรโมท ทางด้านอินเตอร์เน๊ตแต่ก็ไม่มีความรู้ทางด้านนี้ อันที่จริงหน่วยงานทางอำเภอเองน่าจะ เอาใจใส่มากกว่านี้โลกของอินเตอร์เน็ตเดี่ยวนี้ มันเจริญมากแล้วถ้าทางอำเภอเองไม่มีบุคลากรทางด้านไอที ก็น่าจะจ้างใครก็ได้ที่ทำได้มาทำให้ นี่ขนาดเว๊ปของอำเภอเองก้อยังไม่มีอะไรเลย ด้วยความเคารพครับท่านนายอำเภอ เองผมก็ไม่รู้ว่าท่านใช้อินเตอร์เน๊ทอยู่รึเปล่า?จึงไม่ได้ให้ความเอาใจใส่เรื่องนี้เลย ศูนย์ผลิตเองก็อยู่ในที่วัด(มืดอื้อคื่อ)ไม่สดุดตาอะไรเลย ผมอยากจะให้ผู้คนรู้จักเป็นที่แพร่หลาย สมกับเป็นแหล่งผลิตผ้าลายเอกลักษณ์ประจำจังหวัด...ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ป้าแดง..
หวนกลับมาอ่านบันทึกนี้อีกรอบในวันที่มีจำนวนครั้งการอ่านมากถึง 9,022 ครั้ง
ผมเพิ่งนำเรื่องนี้ไปรวมเล่ม แทบไม่ปรับแต่งอะไรเลย ให้คนอ่านได้อ่านเรื่องเล่าแบบสั้นๆ ในสองมุมมอง ซึ่งได้ประโยชน์ไปในมุมที่หลากหลายขึ้น
และดีใจมากที่นิสิต มมส. ได้รู้เรื่องราวของผ้าไหมลายสร้อยดอกหมากยิ่งขึ้น ยิ่งตอนนี้มีการแปรรูปสู่ผ้าฝ้ายลายสร้อยดอกหมากด้วยเช่นกัน ซึ่งเท่ากับว่าชาวมหาสารคาม รักและผูกพันกับภูมิปัญญาของตนเองมากเลยทีเดียว
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ น้องข้าวฟ่าง
55..ชัดเจนครับ ไม่ว่าเพศใดก็ตาม
มนุษย์ ล้วนมีความงามในตัวตนเสมอ
โลกเปลี่ยน - ชีวิตเปลี่ยน
ฮอร์โมนเปลี่ยน...
แต่ยังไงๆ อย่าเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางลบก็พอ..
สู้ๆ..
สวัสดี น้องออต
ขอบคุณทัศนะเชิงรุกในมุมใหม่อีกมุมหนึ่งมากๆ ...
การนิยาม และประทับตราเพื่อนำพาสู่เอกลักษณ์ หรือวาทกรรมเชิงอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นนั้น ถือเป็นกลยุทธสำคัญของการจดจำ สร้างค่า หรือแม้แต่ธุรกิจ..แต่ก็คงไม่สำคัญ หรือยิ่งใหญ่ไปกว่าปรัชญาการเกิดของมันเอง หรือแม้แต่การแพร่กระจาย เพราะสิ่งเหล่านี้คือพลวัต และคือสิ่งที่ช่วยหนุนนำให้มีการคงอยู่ (อย่างยาวนานที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้)
ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ มีออกข้อสอบด้วย