ไข่ จัดได้ว่าเป็นอาหารหลักประจำครัวไทยเลย เป็นวัตถุดิบที่ ถ้าเห็นอยู่ก็แสดงว่ามื้อนั้นไม่มีทางอดตายแน่ๆ (ยกเว้นคนที่แพ้หรือเกลียดไข่) นอกจากนั้นแล้ว ไข่ยังเป็นตัวชี้วัดสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย สมัยก่อนอาจจะพูดกันว่า ข้าวยากหมากแพง แต่เดี่ยวนี้อาจจะต้องเปลี่ยนมาเป็นไข่แพง หมูแพงแทน (ว่าไปโน่น)

ย้อนกลับไปเมื่อสัก 10 กว่าปีที่แล้ว ในแต่ละโรงเรียนจะมีการจัดการเรียนการสอนหมวดหนึ่ง เรียกว่า "การงานและพื้นฐานอาชีพ" ซึ่งจะแบ่งออกมาเป็นวิชาต่างๆอีกหลายวิชา เช่น งานบ้าน งานประดิษฐ์ งานเลือก (ครูเลือกเรื่องมาให้เด็กเรียน) งานเกษตร รวมความแล้วก็คือ เป็นวิชาว่าด้วยการเป็นพ่อบ้านแม่เรือน(ที่ดี) นั่นเอง

โรงเรียนของผมก็เช่นกัน อาจจะมากกว่าโรงเรียนอื่นๆด้วยซ้ำ เนื่องจากได้ชื่อว่า เป็นโรงเรียนที่ฝึกหัดคนให้ออกมาเป็นคนที่เพียบพร้อมไปทั้งความรู้สมัยใหม่ และมารยาทแบบไทยที่ดีงาม

เพราะฉะนั้น นักเรียนทุกคนจึงได้ฝึกงานที่แม่บ้านและพ่อบ้านจะต้องทำ ทุกอย่าง ตั้งแต่ การดูแลเสื้อผ้าเครื่องเรือน การประดิษฐ์ของใช้ การดูแลเด็ก รวมถึงบางวันก็ต้องลงเรียนวิชาเกษตร จับจอบจับเสียมฟันดินดังฉึ่กๆ และแน่นอน ศาสตร์และศิลป์แห่งการทำอาหารก็ต้องฝึกกันด้วยเช่นกัน


ในช่วงชั้นเด็กๆ ตั้งแต่ ป.1-3 ครูเขาไม่ให้ลงครัวหรอกครับ เด็กสมัยก่อน นิสัยเด้ก เด็ก *เน้นเสียงสูง* (ไม่เหมือนสมัยนี้ เด็กโตเกินไว มั่นใจเกินร้อย) ดังนั้นชั่วโมงที่ได้ลงครัว จึงจะเริ่มที่เด็กชั้น ป.4 เป็นต้นไป

ห้องครัวที่โรงเรียนมี 2 ห้องครับ ครัวเตาถ่าน กับ ครัวเตาแก๊ส ครัวแรกสำหรับเด็กเล็ก ครัวหลังสำหรับพวกพี่มัธยม เรื่องนี้ผมกับเพื่อนยังมานั่งคิดกันต่ออีกนานว่า ทำไมเขาถึงให้เด็กเริ่มจากเตาถ่าน -____-" แต่ทุกครั้งก็สรุปกันว่า เพราะครูเขาอยากให้เราได้เริ่มจากพื้นฐานจริงๆของสังคมไทย พูดให้เป็นศัพท์บริหารหน่อยก็คือ จะเป็นเจ้านายเขาได้ก็ต้องเริ่มจากเป็นคนใช้เขาก่อน จริงๆแล้ว ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ ถือว่าเป็นเรื่องน่าสนุกด้วยซ้ำ ทั้งๆที่หลายบ้านก็มีเตาถ่านใช้ แต่ไม่สนุกแบบเวลาที่ได้มาทำกับข้าวร่วมกับเพื่อนๆนี่

ก่อนเริ่มชั่วโมงลงครัว ครูก็จะสั่งงานล่วงหน้าให้ใครเตรียมอะไรกันมาบ้าง ถ่าน 1 ถุง ขี้ไต้ 1 ห่อ จาน ช้อน และแน่นอน ไข่

จำได้แม่นเลยว่า วันแรกที่ลงครัว ครูสอนทำไข่ลวก -____-" ดังนั้น แต่ละกลุ่มต้องเอาซอสแมกกี้กับพริ้กไทยมาด้วย เตรียมเหยาะ


พอวันจริงมาถึง ความชุลมุนก็เกิดขึ้น การจุดเตาถ่านจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายาก ก็ยากเอาการสำหรับคนจุดไม่เป็น คนที่เก่งๆเขาก็แค่ใช้เศษกระดาษกับไม้ซีกเล็กๆก่อไฟก่อน แล้วพอเริ่มติดดีก็เอาถ่านวางๆสุมไปเป็นอันเสร็จพิธี แต่คนไม่เก่งอย่างเรา ก็ต้องพึ่งขี้ไต้เป็นเชื้อก่อนที่จะเอาถ่านวางรอบๆ (เหมือนเล่นก่อกองไฟเวลาเข้าค่าย) ซึ่งกว่าจะเอาหม้อตั้งได้ ทั้งเสื้อทั้งหน้า ทั้งมือ ก็ดำเป็นปื้น เสียงไอดังค่อกๆแค่กๆ มาจากทุกมุมห้อง เนื่องจากสำลักควัน

เมนูไข่วันแรก เลยเป็นวันที่ผมไม่ลืม ทั้งกลิ่นควัน ความดำของถ่าน แล้วก็ความคาวของไข่ *คิดแล้วอยากแหวะ* ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมไม่กินไข่ลวกอีกเลย วันนั้นจำใจกินมาก เพราะครูบังคับทั้งๆที่ผมแสนจะเกลียดไข่เละๆ เชื่อแล้วว่า ความหลังฝังใจตั้งแต่เด็ก มันมีผลต่อชีวิตตอนโตจริงๆ


เมนูไข่ในชั่วโมงต่อๆมา ก็เป็นไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ๆๆๆๆ ที่พิเศษหน่อยก็คือ การหัดหุงข้าวด้วยการเช็ดน้ำ ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคในการดูเมล็ดข้าวว่า ได้ที่พอจะรินน้ำข้าวทิ้งแล้วดงให้ข้าวสุกหรือยัง ยากนะ เพราะถ้าดูไม่เป็น ข้าวดิบแน่ๆ แล้วถ้าดงไม่เป็น ข้าวก็จะไหม้เป็นหย่อมๆ (โดนหักคะแนน) อันนี้ถือว่า เป็นเมนูชั้นสุดยอดของเด็ก ป.4 ครับพี่น้อง

จนขึ้นชั้น ป.5 ถึงได้เปลี่ยนเป็นเมนูอื่นๆ เช่น แกงจืด กล้วยบวดชี ฯลฯ ซึ่งชั่วโมงนี้ จะมี "ดาวเด่น" เกิดขึ้นกันหลายคน ดาวเด่นที่ว่าคือคนที่ทำหน้าที่เป็นคนปรุงรสชาติ เป็นคนเติมน้ำปลา เติมน้ำตาล เป็นคนชิมประจำกลุ่ม นัยว่า บทบาทเด่นเชียวล่ะ คุมคะแนนให้เพื่อนทั้งกลุ่มเลย หลายคนจึงอยากได้ตำแหน่งนี้บ้าง แน่นอน ถึงจะอยากจะเป็นดาวกะเขาบ้าง แต่วาสนาผมก็ไม่ถึงตามเคย หน้าที่หลักเลยก็คือ ขัดหม้อ ล้างทัพพี -_____-" ขัดไป ก็นึกเร่งวันที่จะได้ขึ้นชั้นมัธยม เพราะจะได้ลาจากเตาถ่านเสียที

จวบจนย้ายโรงเรียนมาที่ใหม่ โรงเรียนรัฐบาลชื่อดัง ซึ่งก็ยังคงมีวิชาการงานพื้นฐานอาชีพเหมือนเดิม และสิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิมก็คือ ที่นี่ เขาให้นักเรียน ม.1 ใช้เตาถ่าน T_________T

พร้อมๆกับเตาถ่านที่ยังตามมาหลอกหลอนก็คือ ผมก็ยังเป็นคนไม่เอาถ่านเรื่องทำกับข้าวเช่นเดิม เอิ้กๆๆๆ