บนรถยนต์ ที่กำลังแล่นบนทางด่วน ช่วงบ่ายวันหนึ่ง

เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น หยิบขึ้นมาดูเป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่คุ้นเคยและเคารพ ท่านมักจะโทรศัพท์มาสอบถามผมบ่อยๆทุกเรื่องราว ที่เกี่ยวข้องหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง ของสถาบันที่ผมทำงานอยู่

ผมมักให้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวกับผู้ใหญ่ทุกท่านเพื่ออำนวยความสะดวก ในการพูดคุย แลกเปลี่ยนซักถาม โดยผมปราวรณาตัวว่า หากมีประโยชน์ช่วยเหลือผู้ใหญ่ที่ท่านได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจแก้ไขปัญหาประเทศ ก็เหมือนผมได้ช่วยประเทศไปด้วย

ดังนั้นกระเป๋าที่ติดตัวผมในเวลาเดินทางไปไหนก็ตาม ต้องมีเอกสารที่สามารถตอบข้อสงสัยของผู้ใหญ่ทุกท่านได้เป็นอย่างดี

แม้จะสูญเสียความเป็นส่วนตัวบ้าง นับว่าเป็นเรื่องที่ยินดีของผม

-------------------------------

ผมกดรับโทรศัพท์เพื่อไม่ให้ปลายสายเสียเวลารอสายมาก

ผม: สวัสดีครับ ....(ชื่อ)

ผู้ใหญ่ : เออ...นี่ถามหน่อย ว่า......และ......เป็นอย่างไรกัน สถานที่ เวลา เท่าไหร่

ผม(อึ้ง) ไปนิดหน่อย เพราะข้อมูลนี้ไม่ทราบจริงๆ

ผม : อ้อ...ครับ ข้อมูลนี้ผมก็ยังไม่ชัดเจนนะครับ เอาอย่างนี้นะครับ รบกวนท่านรอก่อนนะครับ เดี่ยวผมจะขอติดต่อกับน้องๆที่ทำงานก่อน แล้วผมจะมาบอกรายละเอียดให้นะครับ

ผู้ใหญ่ท่านนั้นวางสายไป

ผมสาละวนโทรศัพท์ถึงน้องที่ทำงานหลายคน น่าจะกำลังยุ่งเพราะไม่รับสาย แต่ก็โทรจนมีน้องอีกคนรับสายก็สอบถามรายละเอียดที่ผมต้องการ น้องที่ทำงานผมก็ช่างน่ารัก เพราะเขากระตือรือร้นที่จะหาคำตอบให้ผมแบบเร่งรีบ และให้ความสำคัญเช่นกัน เป็นเช่นนี้เสมอเวลาผมโทรศัพท์ไปประสานงาน

ผมได้คำตอบที่ชัดเจน

กดโทรศัพท์ไปในทันที...

ปลายสาย ...กดรับ

ผม: สวัสดีครับ ผมเอกนะครับ ตอนนี้ท่านสะดวกคุยไหมครับ?

ผู้ใหญ่: อืม..ว่ามาเลย

ผม : เรื่องที่ท่านถาม ผมได้สอบถามไปยังน้องที่ทำงานแล้วครับ เป็นแบบนี้ครับ........

ผู้ใหญ่ : ขอบคุณมากนะ อ้อ...เมื่อวานมีใครถ่ายรูป อ.หมอประเวศ ไว้บ้าง เอาส่งมาให้หน่อยซิ จะเขียนบทความลงหนังสือ เอาซักสองรูปนะ ขอส่งทางอีเมลไม่เกินเย็นนี้ เพราะต้องส่งต้นฉบับแล้ว

ผม : ครับๆ ผมถ่ายไว้ครับ ผมจะหาให้นะครับ ไม่แน่ใจว่าอยู่ในเครื่อง(โน็ตบุ้ค)หรือเปล่า

ผมอึ้งอีกครั้ง จริงๆผมชอบถ่ายรูปและก็ถ่ายภาพ อ.หมอประเวศที่ท่านบรรยายเมื่อวานไว้ด้วย แต่ตอนนี้ผมอยู่ในระหว่างเดินทาง บนรถ ด้วยความกังวลผมรีบคว้าโน็ตบุ้คเปิดดูรูปทั้งๆที่รถวิ่งไปข้างหน้า ถ้าหากผมได้โหลดไว้ ผมก็เตรียมมือถือไว้ต่อ GPRS เพื่อส่งรูปไปให้ท่านในทันที...ตามประสงค์

ปรากฏว่าผมยังไม่ได้โหลดรูป !!!

เพราะเพิ่งถ่ายเสร็จเมื่อวานเย็นเอง...ยังไม่ได้จัดการโหลดกล้องตัวนั้นก็ไม่ได้ติดตัวมา...เอาละว้าาา...  ทำยังไงดี คิดๆ

ตั้งหลัก...ผมจัดการโทรศัพท์ไป สามจุดเป้าหมาย

ท่านที่ ๑ เป็นน้องสาวอีกท่านที่สำนักงาน ...ปรากฏว่าน้องสาวไม่ได้ถ่าย เพราะมั่นใจว่า"ผม"พี่เอกถ่ายอยู่แล้ว -- ---> ผ่านไปหนึ่งคน

ท่านที่ ๒ โทรไปที่ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่งเพราะผมเห็นท่านถ่ายรูปในห้อง เผื่อท่านจะมี ...โทรไปแล้วท่านไม่รับสาย ท่านคงพักผ่อน เกรงใจจัง

ท่านที่ ๓ โทรไปอีกท่านหนึ่ง มั่นใจว่าท่านผู้ใหญ่ท่านนี้ต้องมีแน่ๆ เพราะผมเห็นท่านถ่ายรูปเหมือนกัน และกล้องท่านเป็นกล้องขนาดใหญ่ใหญ่ ภาพต้องสวยแน่ๆ...

ปรากฏว่าท่านไม่รับสาย ท่านผู้นี้เป็นนักธุรกิจ เข้าใจว่าท่านคงมีธุระ แต่ก็คิดในใจว่าสักพักท่านคงโทรกลับมา

จริงๆผมอยากได้รูปของผู้ใหญ่ท่านที่ ๓ มากครับ เพราะท่านใช้กล้องใหญ่ เข้าใจว่า ภาพที่ออกมาน่าจะละเอียด คมสวย และดีพอที่จะใช้ประกอบงานเขียนของผู้ใหญ่ท่านที่ร้องขอมาท่านแรกได้

------------------------------------------------------

เวลาผ่านไป...ท่านที่ ๓  โทรกลับ เสียงท่านเฮฮามาก ท่านบอกกับผมว่ากำลังเดินทางไปเชียงใหม่ ด้วยรถยนต์ พร้อมคุยเรื่องสนุกให้ฟัง (ผมคิดในใจว่า สงสัยเรื่องขอรูปคงแห้วเสียแล้ว)

คุยไปได้พักใหญ่ ผมบอกวัตถุประสงค์เรื่องขอรูปที่ท่านถ่าย ปรากฏว่าท่านยินดีแต่ขอให้ถึงเชียงใหม่คืนนี้ดึกๆก่อน เพราะจะต่อสัญญาณเน็ทได้ และพร้อมจะส่งให้ทันที พร้อมกับบอกว่าให้ผู้ใหญ่ท่านที่ขอ ติดต่อกับท่านโดยตรงก็ได้ ท่านยินดี 

ผมรีบขอบคุณท่านมาก ไม่กล้าคุยนานกลัวท่านเสียเวลา และเสียสมาธิในการขับรถ...วางหูไป

 

ด้วยความดีใจ ผมรีบกดโทรศัพท์ไปถึงผู้ใหญ่ที่ขอรูป...

ผม: สวัสดีครับ ผมเอกครับ เรื่องรูป ผมโทรศัพท์ประสานให้ พี่....(ชื่อผู้ใหญ่ท่านที่ ๓) ส่งไปให้นะครับ แต่อาจดึกหน่อยครับ เพราะท่านกำลังเดินทางไปเชียงใหม่

ผู้ใหญ่: ไม่ได้นะ...ไม่ได้  เพราะต้องส่งต้นฉบับเย็นนี้เเล้ว ไม่ทันหรอก!!!

นี่...ทางหลักสูตรเขาไม่ถ่ายไว้เหรอ ไปเที่ยวโทรขอคนนู้น ที คนนี้ที วุ่นวายไปหมด(น้ำเสียงกระแทกแบบไม่สบอารมณ์)

ผม: อือ  เอ้า...

ผมมัวแต่อือ อา ว่าจะบอกเหตุผล...แต่ท่านวางสายไปก่อน

 

เสียงตำหนิผ่านโทรศัพท์ ทำให้ผมห่อเหี่ยวใจพอสมควร ยอมรับว่าเสียใจบ้างเหมือนกัน อาการลิงโลดที่ได้ออกเดินทางไปพักผ่อนเพื่อเขียนงานต่างจังหวัดของผมก่อนขึ้นรถ ดูเหมือนจืดๆจางๆ

แม้การตำหนิของท่านเป็นการตำหนิแบบผู้ใหญ่ ผมก็ยังรักเเละเคารพท่านเสมอ...ผมต้องขออภัยในความไม่สะดวกทั้งมวล โอกาสหน้าผมจะขอแก้ตัวใหม่นะครับ

ผมใช้เวลาทั้งกระบวนการนี้ติดต่อประสานงานนี้ร่วมชั่วโมง...

สุดท้ายการสื่อสารที่ผมไม่สามารถอธิบายความผิดพลาดครั้งนี้ได้ เพราะการสื่อสารน้อยไป หรือสาเหตุใดก็ตาม ผมเองคิดว่าไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการเขียนบทความของท่านครั้งนี้เลย แต่ทุกครั้งที่ท่านร้องขอมา ไม่ว่าผู้ใหญ่ท่านไหนก็ตาม ผมตั้งใจทำให้เต็มที่ แทบจะผละงานที่ทำอยู่ เพื่อให้กิจของท่านลุล่วงไปด้วยดี

 

คิดไปยิ้มไป....(อาจจะยิ้มแห้งๆไปบ้าง) ทบทวนดูความผิดพลาดของตัวเองหลายอย่าง แต่ก็ถือว่าผมโชคดีครับ ที่ได้เรียนรู้ผ่านอารมณ์ที่ปะทะ หากอยู่ ได้ หากยิ้มสู้ แปรอารมณ์ไม่พึงประสงค์เป็นบทเรียน เรียนรู้ขัดเกลาจิตวิญญาณให้ยกระดับขึ้นได้ ...งานนี้ผมชนะ

เช้านี้ผมตื่นขึ้นมาสดชื่นเหมือนเคยครับ... และวันนี้เดินทางต่อครับ

จุดหมายผมอยู่ที่ชายแดนไทย พม่า รีสอร์ทเล็กๆขอนั่งสงบ ผ่อนคลายในบรรยากาศส่วนตัว  เขียนงานที่หอบมาจาก กรุงเทพฯ ตั้งใจว่าใช้เวลาสักสองวันก็จะเดินทางกลับ กทม.ในทันที

 ----------------------------------------------------------------------------

ตั้งใจบันทึกไว้สอนตัวเอง เรื่องราวการเป็นไปของคนก็เป็นเช่นนี้เอง เรื่องทุกเรื่องกอรปไปด้วยเหตุ ด้วยผล หากเราใจเย็นลงสักนิด พินิจ พิเคราะห์ ใคร่ครวญ เราก็จะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่มากมาย...หากใจไม่เบา ก็ทำร้ายความรู้สึกตัวเองร่ำไป

คำพูดไม่ดีบั่นทอนกำลังใจ ผู้รับสารมาก

เหมือนมีดที่กรีดลงบนหิน แม้ไม่บาดลึกแต่ก็เป็นรอยขีดข่วน ใช้เวลานานมากที่จะลบเลือนรอยนั้น

สำหรับตัวเองไม่เป็นไร เพราะสร้างภูมิคุ้มกันไว้ แขวนลอยความรู้สึกนี้ไว้แล้ว แต่ผู้คนอีกมากมาย ที่ยังกระทบร้อนกระทบเย็น ...เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน พึงปฏิบัติต่อกันด้วยความรัก และเอื้ออาทรกันด้วยท่าทีและมิตรไมตรีกันเถอะครับ