จากประสบการณ์เฉียดตายของคุณเกศนี บุณยวัฒนางกูร เล่าถึง.....
ความรู้สึกใกล้ตายเป็นอย่างนี้เอง
ซึ่งฉันได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย พอเกศ บอกว่า....
"ใจจะขาด หายใจไม่ออก ไม่มีลมเข้า" ขณะรับประทานก๋วยเตี๋ยวได้ครึ่งชาม อร่อย ก็มีอาการไอ เหมือนโดนระคายเคืองที่คออย่างแรง
เธอตะโกนสุดเสียงแต่รู้ว่าไม่มีเสียงออก
บอกว่า "พี่....แก้ว !! พาเกศไปโรงพยาบาลหน่อย หายใจไม่ออก"
ตอนนั้นเริ่มจะหมดแรง รู้ว่า จะตายหรือเปล่านะ
พอฉันได้ยินเช่นนั้น ......
เราเริ่มคิดว่า เอ! จะทำอย่างไรดี เราก็กอดและประคองเธอ เราจะพาเธอไปไหนดี ให้เร็วที่สุด เราจะอุ้มเธอไปอย่างไร?
ระหว่างนั้นคนก็มากมาย ในโรงอาหาร เราลืมคิดว่า...จะต้องขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ใกล้ๆ
เราคิดหาสาเหตุ พอถามว่าใช่ลูกชิ้นติดคอไหม
เธอบอก...ไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นไม่น่าจะเข้าไปอุดหลอดลม
ถ้าเป็นน้ำก๋วยเตี๋ยว น่าจะเป็นเพราะหลอดลม จะบีบตัว เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอม
พอพบหมอบริเวณนั้น เกศ...น่าจะรู้สึกปลอดภัยขึ้น ทำให้หลอดลมขยายตัวออกได้ แล้วดื่มน้ำล้างของเผ็ดออก อาการดีขึ้น หลอดลมเริ่มขยาย หายใจได้ปกติ
หมอที่มาช่วย บอกว่า.... .ให้หายใจลึกๆ สบายๆ ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวจะค่อยๆดีขึ้นครับ
บทเรียน
- ระหว่างรับประทานอาหาร เราควรพูดกันให้ลดลง เรื่องทีพูดควรเป็นเรื่องเบาๆ สบายๆๆ
- เราต้องระวัง ประเภทอาหาร ไม่ควรทานอะไรเผ็ดๆ รสแซ๊บมากไป
- อาจเป็นอันตรายได้
- ถึงแม้เราไม่ได้เป็นผู้เฉียดตาย เรายังทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน
- เราจะต้องใช้เทคนิก พูดให้คนทีมีอาการรู้สึกผ่อนคลาย ถ้ารู้ว่าไม่มีอะไรอุดตัน
- ถ้ามีอะไรอุดตันหลอดลม เราจะต้องไปด้านหลังคนทีมีอาการ แล้วกอด ใช้มือดันบริเวณท้อง เพื่อให้สิ่งอุดตันหลุดออก
................................
วันนี้มาอ่านหนังสือพบหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม 2551
ท่านพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เขียนเรื่อง พร้อมตาย จึงพ้นตาย ได้น่าสนใจมากค่ะ
มีตัวอย่างเรื่องเล่าหลายเรื่อง มีเรื่องที่น่าสนใจ คือ
.....มีหญิงคนหนึ่งขับรถมาติดที่ทางด่วน ระหว่างนั้นมีรถคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ไม่มีทีท่าจะชลอ เธอรู้ว่ารถเธอต้องถูกชนแน่ เธออาจไม่รอด เธอก้มดูมือทั้งสองกำพวงมาลัยแน่น เธอจึงคิดว่า ถ้าจะต้องตายจะต้องไม่ตายในอาการแบบนี้....
เธอจึงหลับตา หายใจเข้าลึกๆ ปล่อยมือไว้ข้างตัว
ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวินาทีนั้น
วินาทีต่อมา รถก็ชนเธอ เสียงดังสนั่น รถพังยับเยิน เธอไม่เป็นอะไรเลย
ตำรวจบอกว่า เธอโชคดี ที่ปล่อยตัวตามสบาย ถ้าเกร็งตัว อาจบาดเจ็บสาหัสและคอหักเพราะแรงกระแทก
..........................
พร้อมตาย จึงพ้นตาย
พระอาจารย์ไพศาล อธิบายว่า....คนเราเมื่อพบอันตราย ปฏิกิริยา คือ สู้& หนี ถ้าเรามีแรง เราจะสู้ได้
แต่ถ้าเราไม่มีแรง
....เราต้องทำใจให้ยอมรับ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราทุกข์ทั้งกายและใจ
การยอมรับด้วยใจสงบ ดีกว่า..ใจที่ดิ้นรน ขัดขืน อาจทำให้กายทุกข์เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว
มีความจริงอย่างหนึ่งว่า.... ที่ดูเหมือนโลกจะเล่นตลก ยิ่งกลัวเจ็บ ก็ยิ่งเจ็บมากขึ้น
...................................
ได้ข้อคิดดีดี ตอนเช้า วันนี้ค่ะ
จึงอยากแบ่งปัน สามารถเพิ่มเติมได้ที่ หนังสือพิมพ์มติชนฉบับ 11165 วันที่ 4 ตุลาคม 2551 หน้า 9 นะคะ
ธรรมมะ..สวัสดีค่ะ
ความตาย ไม่ว่าจะน่ากลัวอย่างไรในสายตาของคนทั่วไป ก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับ ความกลัวตาย เพราะความกลัวตายนั้น สามารถหลอกหลอนคุกคามจิตใจของผู้คนให้เกิดความหวาดกลัวนานนับปีหรือยิ่ง กว่านั้น เมื่อความกลัวเกิดขึ้นเมื่อไร ก็ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นเมื่อนั้น เพราะเห็นความทุกข์เป็นศัตรู ยิ่งเมื่อความตายมาอยู่ต่อหน้า แทนที่จะยอมรับ กลับปฏิเสธผลักไสออกไปให้ไกลที่สุด แต่เมื่อไม่สมหวังก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งผลักไส ยิ่งผลักไสก็ยิ่งผิดหวัง ผลคือความทุกข์เพิ่มพูนเป็นทวีคูณ หารู้ไม่ว่าหากยอมรับความตาย ความทุกข์ก็จะน้อยลงไปมาก อย่างนี้เขาเรียก มรณสติครับ
หากเราเจริญมรณสติอยู่ทุกวัน ก็จะได้สติจากความประมาทนั้น แถมมีการตัดสินใจที่แน่วแน่ เหมือนกับ คุรผู้หญิงที่คุณพี่แก้วกล่าวมาอีก นับถือความใจเด็ดครับ
สวัสดียามเช้าครับ
ขอบคุณคนพลัดถิ่นมาก
พี่พยายามเรียนรู้ ไปเรื่อยๆค่ะ เกี่ยวกับเรื่องนี้
น่าใช่นะคะ
ความตาย ไม่น่ากลัวเท่ากับ ความกลัวตาย
แต่เราจะต้องเรียนรู้อีกมากค่ะ
บางทีเราไม่ได้รู้สึกว่าจะตาย แต่เราอยากให้พ้นความเจ็บปวดเท่านั้น ดีว่าอยู่ที่โรงพยาบาลนะคะเนี่ย ถ้าอยู่ที่โรงเรียนคงตายแน่ๆเลยค่ะ
สวัสดีตอนเช้าค่ะ
การตายอย่างสมศักดิ์ศรี เราจะต้องไม่ปล่อยให้ คนตายไปพร้อมความเจ็บปวด คือ สิ่งที่พยาบาลจะต้องจำและทำค่ะ
สวัสดีค่ะ พี่แก้ว
มาติดตามผลงานของพี่แก้วค่ะ พี่แก้วสบายดีนะคะ
ความตาย ง่ายนิดเดียว เมื่อคืนอยู่เวรตรวจการ ไปที่ห้อง resus
กำลัง CPR กันค่ะ ผลก็คือ หยุด CPR ค่ะ
มีประสบการณ์ตาย2ครั้งคะ
ครั้งที่1ขณะจมนำในสระว่ายของมหาวิทยาลัย เพราะเป็นตะคริว ก็เพียงบอกว่าเวลาแห่งความตายคงมาถึงแล้ว เพราะช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว จึงไม่มีการดิ้นรนอะไร ตอนนั้น..อยู่ในวัยไม่มีห่วง วัยรุ่น....เรียกว่าเฉียดตาย แต่มีอาจารย์มาดึงตัวขึ้นจากสระ ..ตอนนั้นก็รอดมาได้ ไม่มีความรู้สึกกลัวตาย
ครั้งที่2 เป็นความรู้สึกกลัวตาย ยังไม่เกิดเหตุการณ์ ช่วงที่รู้ว่าจะเดินทางกลับจากไต้หวัน หลังพายุไต้ฝุ่นพึงพัดผ่าน จนต้องประกาศปิดสนามบินและทราบว่าอาจมีพายุอีกลูก เมื่อบินในช่วงที่มีโอกาสเสี่ยง มีความกลัว ใช้สติและสมาธิช่วย จึงสามารถควบคุมตนเองได้ จะว่าไปแล้วตอนนี้ไม่พร้อมที่จะตายเพราะมีห่วง เรื่อง ภาระที่ต้องรับผิดชอบหลายเรื่อง
เป็นประสบการณ์ชีวิตคะมาเล่าสู่กันฟัง
สรุปแล้วเราไม่สามารถกำหนดวัน....ได้หรอกคะ คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมชาติเป็นผู้กำหนดจะดีกว่า
+ พี่แก้วค่ะ...
+ มาเรียนรู้" พร้อมตายจึงพ้นตาย" ด้วยคนค่ะ...
+ ใคร ๆ ก็รู้ว่าสติสำคัญมากนะค่ะ...แต่น้อยคนนักที่จะฝึกให้มีสติ....
+ ขอบคุณมากค่ะที่นำสิ่งดี ๆ มาเล่าสู่กันค่ะ.....
สวัสดีค่ะ
อ่านอย่างช้า ๆ กลับไป กลับมา 2-3เที่ยว
และขออนุญาตนำไปถ่ายทอดให้เด็ก ๆ และเพื่อน ๆ ค่ะ
ขอขอบคุณค่ะ
นำกลางวันมาฝากครับ
สวัสดีครับ พี่แก้ว...
ผมเองเคยอ่านหนังสือ แต่จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร ซึ่งบอกไว้ในทำนองว่า ความตาย เดินทางไปเยือนทุกคนอย่างเท่าเทียม เพียงแต่ช้า หรือเร็วเท่านั้นเอง ...
ผมนับถือคนที่เตรียมพร้อมตนเองเข้าสู่ห้วงท้ายของชีวิตได้ ... ตอนนี้ ผมก็บริจาคอวัยวะในร่างกายหมดแล้ว...
โชคดี ก็คงได้ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง...
คนไม่กลัวตาย มักอยู่จนแก่
อ่านมติชนเรื่องเดียวกันนี้ เหมือนกันค่ะ เตือนสติดีนะคะ
น้องหน่อย
พยาบาลพบกับความตายของคนอื่น จนชินชา
พอเราพบเหตุการณ์จริง เราจะพบว่าต้องฝึกอีกนาน
หน่อยรู้ไหม ก่อนพี่จะออกจากบ้าน พี่มีลางสังหรณ์ หลังจากตรวจสอบความรู้สึก เหมือนจะเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง แต่ไม่น่าร้ายแรงอะไร
ลองไปอ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญของพี่ดูนะ
ครูโย่ง
พี่เคยคิดไว้เสมอ ถ้าเราจะต้องตาย เรามีอะไรที่ห่วงอยู่
เราจัดการทุกอย่างเรียบร้อยหรือยัง
ถึงเรายังแก่..ไม่มาก ก็ต้องคิดไว้นะคะ
พระอาจารย์บอกว่า ไม่มีอะไรน่ากลัว เท่ากับการกลัวตายค่ะ
คุณพนอ
ขอบคุณนะคะ ที่เล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญให้ฟัง
ถึงแม้เรายังไม่พร้อม พระท่านแนะว่า ลองฝึกตาย ก่อนตาย แล้วเราจะรู้ว่าสิ่งที่เรายังไม่ทำ ยังมีอะไรอีก ลองคิดเล่นๆดูนะคะ
ถึงแม้ว่า เหตุการณ์นั้นเรายังไม่รู้ว่าเราจะเป็นอย่างไร
วันนี้ ธรรมมะ ทดสอบเข้าแล้วค่ะ