ถ้าเลือกได้จะเลือกเป็นครูสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

           คุณครูบางท่านอยากจะสอนนักเรียน ป.1 บางท่านไม่อยาก (ไม่กล้า) สอน ป.1 เพราะคงเป็นการยากที่สอนคนที่ยังไม่รู้อะไรมาก่อน แม้ว่าจะผ่านชั้นอนุบาลมาแล้วก็ตาม  แต่หลายโรงเรียนในบ้านนอก ยังหลงเหลือผู้ไม่ผ่านอนุบาลมาก็มี  ในความเป็นจริงได้พบว่าคุณครูบางท่านรักที่จะสอน ป.1 ตั้งแต่บรรจุจนเกษียณอายุราชการ และบางท่านมีความจำเป็นต้องสอนเพราะย้ายโรงเรียน คนที่มาใหม่จะถูกสอนแทนชั้น ป.แต่คุณครูส้มท่านนี้เป็นครูประจำชั้น ป.1 เนื่องจากนโยบายของโรงเรียนมีว่าครูช่วงชั้นที่ 1 ต้องสอนเด็กของตัวเองตั้งแต่ป.1 ป.2 และจนจบช่วงชั้นคือ ป.3 แล้วจึงไปเริ่ม ป.1 ใหม่

         พักกลางวันคุณครูส้มจะมีเรื่องที่ชวนหัวเราะได้ทุกวัน  ตามประสาครูบ้านนอก (คณะที่จะกล่าวถึงรวมทั้งครูคิมผู้เขียนด้วย) ที่มีวิสัยทัศน์แบบคับแคบ โลกทัศน์ก็ไม่กว้างไกล เพราะเราเป็นครูบ้านนอก (ของพวกเรานี่เอง เกิดบ้านนอก  โตที่บ้านนอก อยู่บ้านนอกและเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนบ้านนอก วิถีชีวิตก็แบบฉบับบ้านนอกอีกต่างหาก ) หูตาไม่กว้างขวาง ไม่มีเงินทอง ไม่มีโอกาสจะไปพัฒนาตัวเองมากมาย ต้องจำนนด้วยบริบทส่วนตัวและศักยภาพอันน้อยนิด จึงได้แต่คุยเรื่องราวแบบบ้านนอกโดยเฉพาะเรื่องของเด็ก ๆ ที่ตัวเองสอน นึกทีไรก็ขำทุกที  น่าอิจฉาครูส้มที่มีเรื่องชวนหัวได้หลายเรื่อง จึงขอเล่าต่อแบบคนบ้านนอกไร้การแอบแฝงซ่อนเร้น

        "หญิงทะเล"  ครูส้มเล่าเรื่องประกอบภาพให้นักเรียนฟังเกี่ยวกับชายทะเลต่าง ๆ ในประเทศไทย  ตามธรรมชาติของเด็ก ป.1 จะถามเก่ง พูดเก่งอยู่แล้ว  ต่างแย่งกันถามโน่นถามนี่ตลอดเรื่องคนละ 2- 3 คำถาม และเด็กหญิงกอไก่ก็ถามขึ้นว่า "คุณครูขาแล้วหญิงทะเลอยู่ที่ไหนคะ"

       "กินได้ไหม"  ในการเรียนการสอนทุกครั้งครูส้มก็อธิบายให้นักเรียนฟัง กว่าจะเข้าใจก็คงหลายเที่ยวเพราะเป็นเด็ก ป.1 คราวนี้ใช้คะแนนเป็นการจูงใจ  บอกกับนักเรียนว่า ใครคัดลายมือสวยจะได้คะแนนมาก  เด็กชายขอไข่ก็ถามอีกแล้วว่า "คุณครูครับคะแนนกินได้ไหม" เด็กชาย คอควายถามว่า "คุณครูครับเอาคะแนนไปทำอะไร"

       "คุณแม่ขอ" การเรียนรู้สาระวิทยาศาสตร์เรื่อง การเกิดฝน  คุณครูส้มให้นักเรียนช่วยกันคิดว่าฝนเกิดขึ้นได้อย่างไร  นักเรียนช่วยกันแสดงความคิดไปต่าง ๆ นานา เช่นฝนเกิดขึ้นได้เพราะฝนมันอยากตก  (ถ้านักเรียนโตก็ต้องเข้าใจว่านักเรียนมีเจตนาก่อกวน)  ฝนตกเพราะมันสงสารพื้นดิน  ฝนตกเพราะพ่อแม่ปลูกต้นไม้  แต่คำตอบของเด็กหญิงงองูบอกว่า "คุณครูขาหนูทราบแล้วค่ะว่าว่าฝนตกเพราะแม่หนูขอฝนค่ะ หนูเห็นแม่นั่งขอฝนอยู่ที่ข้างโอ่ง"

       "คุณครูไม่เห็นบอก" คุณครูส้มมีความจำเป็นต้องสอนทุกกลุ่มสาระ ยกเว้นภาษาอังกฤษและพลศึกษาเท่านั้น นักเรียนระดับชั้นป.1 จะโปรดปรานการวาดภาพระบายสีมากที่สุด ให้นักเรียนวาดภาพดอกไม้ที่นักเรียนชอบ ระบายสีสวยงามและเขียนบรรยายตามชอบใจ เด็กชายอออ่าง วาดด้วยความไม่ตั้งใจและระบายสีเลอะเทอะ  เพราะธรรมชาติของเด็กชายไม่สอดคล้องกับกับดอกไม้ ทำให้ครูส้มบ่นขึ้นมาเบา ๆ ว่า "วาดไม่เป็นสับปะรดเลย"  เด็กชายอออ่างก็ถามด้วยความสงสัยว่า "คุณครูไม่เห็นบอกว่าให้วาดสับปะรดนี่ครับ"

         "ฝาหม้อ" เด็กชายจอจานย้ายมาใหม่ในชั้น ป.1 ภาคเรียนที่ 2 หน้าตาดี แต่งกายสะอาด  เพราะมาจากโรงเรียนในเมือง และมีบ้านอยู่หน้าโรงเรียน ใกล้กับร้านอาหาร ครูส้มได้เขียนในกระดาษว่า "ข้าวผัด 1 กล่อง" ให้เด็กชายจอจานไปให้แม่ค้า  แต่บังเอิญเด็กชายจอจานอ่านข้อความเอง ..กลับมาพร้อมฝาหม้อ 2 ฝา มาถามครูส้มว่าต้องการฝาหม้อเบอร์อะไร  ครูส้มขอทบทวนกระดาษแผ่นนั้น และให้เด็กชายจอจานอ่านให้ฟัง  เด็กชายจอจานอ่านว่า "ฝาหม้อ 1 ฝา"  สาเหตุที่ย้ายโรงเรียนเพราะเป็นเด็กเรียนช้าตกซ้ำชั้น ป.1 มาแล้ว อ่านหนังสือไม่ออก

        "สัมผัสพิเศษ" หลังพักรับประทานอาหารกลางวัน  เด็กหญืงมอม้า ได้ร้องไห้สะอึกสะอื้นมาหาครูส้ม หลังจากไต่ถามกันอยู่นานจึงได้รู้สาเหตุว่านักเรียนชอบเรียกพ่อ ล้อแม่กัน  เป็นเรื่องใหญ่ของเด็กโรงเรียนนี้แทบทุกชั้น  ครูส้มปลอบใจและถามว่า "เพื่อนด่าว่าอย่างไร" เด็กหญิงมอม้าตอบว่า "หนูไม่ทราบค่ะ"  ครูส้มยิ่งงงจึงถามต่ออีก "หนูทราบได้อย่างไรว่าเพื่อนด่าพ่อ แม่"  เด็กหญิงมอม้าตอบครูส้มว่า "หนูรู้ได้จากในใจค่ะ" (สัมผัสพิเศษ)

       "เพลงเป็นเหตุ" เหตุเกิด ณ ชั่วโมงดนตรีนาฏศิลป์  ครูส้มสอนให้ร้องเพลง วิหคเหิรลม และทำท่าประกอบเพลงไปด้วย ทุกคนกำลังสนุกสนานและมีความสุข แต่เด็กหญิงพอพานทำทางจะร้องไห้ และไม่ยอมร้อง รำเหมือนเพื่อน ๆ  เพราะไม่พอใจที่เข้าใจว่าเพื่อน ๆ กำลังล้อชื่อแม่อีกแล้ว เพราะเนื้อเพลงตอนหนึ่ง..."แม้นเป็นนกได้ดั่งใจจินตนา  ฉันคงเริงร่าลอยลม"  เนื่องจากแม่ของเด็กหญืงพอพานชื่อ......นางจินตนา

       "ใครมีรถเมล์มากที่สุด"  ธรรมชาติของเด็ก ๆ ชอบมากกับคำถาม "อะไรเอ่ย"  เวลานั้นเป็นเช้าของวันจันทร์  เด็ก ๆ ต่างก็มีความกระตือรือล้นเป็นพิเศษ เพราะเป็นวันแรกของสัปดาห์ แต่ละคนจะมีกิจกรรมในวันหยุดเมื่อมาพบกันก็จะพูด คุย เล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง  เด็กชายสอเสือ ได้ตั้งคำถามเพื่อน ๆ ว่าใครมีรถเมล์มากที่สุด..ไม่มีใครตอบถูก  ทำให้เพื่อน ๆ พ่ายแพ้ต่อเกมนี้  เด็กชายสอเสือจึงไปถามครูส้มอีกแล้ว  "คุณครูครับใครมีรถเมล์มากที่สุด"  และครูส้มก็พ่ายแพ้ในเกมอีกเช่นกัน ในที่สุดเด็กชายสอเสือจึงเฉลยว่า "เขาทรายครับ  มีรถเมล์มากที่สุด" หมายถึงเขาทราย กาแล็คซี่นักมวยมีชื่อเสียงของไทย  ครูส้มสงสัยได้ถามต่อว่า "รู้ได้อย่างไรว่าเขาทรายมีรถเมล์มากที่สุด"  คำตอบของเด็กชายสอเสือก็คือ "ผมไปพิษณุโลกกับคุณแม่ครับ เห็นป้ายรถเมล์ติดชื่อเขาทรายตั้งหลายคันครับ"  (เขาทรายที่เด็กชายสอเสือเห็นคือชื่อสถานที่แห่งหนึ่ง อันเป็นปลายทางสิ้นสุดของรถเมล์คันนั้น)

        "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด"  เด็กชั้น ป.1 ที่กำลังอ่านหนังสือได้  เขาจะมีความภาคภูมิใจ เห็นอะไร ๆ ก็อยากอ่าน บางทีจะได้ยินเสียงสะกดไปด้วยดัง ๆ  เพราะยังไม่มีทักษะการอ่านในใจ  เย็นวันหนึ่งก่อนโรงเรียนเลิกเด็กชายชอช้างได้กระหืดกระหอบมาบอกคุณครูส้มว่า "คุณครูครับผมไม่อยากเรียนสูง เพราะกลัวมีความรู้มาก มันไม่ดี"  ครูส้มชวนคุยและถามจนได้ความว่า เด้กชายชอช้างได้ไปอ่านข้อความคติเตือนใจที่ห้องสมุดว่า "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด"  ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาครูบรรณารักษ์ได้จัดการโล๊ะข้อความนั้นทิ้งไปไม่เหลือร่องรอย

       "อาจารย์ใหญ่...ต้องตัวใหญ่"  ความสด ใส ซื่อไม่มีใครเกินนักเรียนตัวน้อย ๆ ยิ่งอยู่บ้านนอกหรือห่างไกลความเจริญ เด็กยิ่งมีความไร้เดียงสาอย่างบริสุทธิ์  ครูส้มได้ให้เด็กชายรอเรือ  นำเอกสารไปให้อาจารย์ใหญ่  เพื่อต้องการสร้างความมั่นใจและการกล้าแสดงออก นอกจากนั้นได้รู้จักคุณครูในโรงเรียนด้วย  พร้อมกับแนะนำว่าอาจารย์ใหญ่อยู่ที่ห้องใด  เมื่อเด็กชายรอเรือนำเอกสารไปถึงห้องอาจารย์ใหญ่ บังเอิญมีคุณครูโรงเรียนอื่นมาเยี่ยม  และนั่งสนทนากับอาจารย์ใหญ่ เด็กชายรอเรือได้ส่งเอกสารให้พร้อมกับบอกว่า เอามาให้อาจารย์ใหญ่และอาจารย์ใหญ่ก็จะรับไว้  แต่เด็กชายรอเรือยืนยันว่าเอามาให้คุณครูคนนั้น คนที่ตัวใหญ่คนนั้นไง  ครูส้มบอกให้เอามาให้อาจารย์ใหญ่  ไม่ใช่ในคุณครูคนนี้

         ถ้าครูคิมเลือกได้..จะขอเลือกเป็นครูปอหนึ่งค่ะ