ครูคิมเต็มใจที่จะไปเป็นพยานศาล

         เรื่องที่เกิดขึ้นและจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่....เลวร้าย ที่เกิดขึ้นในชีวิตของความเป็นครู ทั้งกระทบกระเทือนใจและย้อนนึกคิดอยู่ตลอดเวลา ครั้งนั้นเป็นครูประชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีนักเรียนประมาณ 40 กว่าคน  นักเรียนหญิงสมมุติชื่อแมรี่ (จะได้ไม่พ้องกับคนไทยโดยทั่วไป) ขาดเรียนทุกสัปดาห์ครั้งละ 1 วันบ้าง 2 วันบ้างเริ่มตั้งแต่หลังวันครูที่ 16 มกราคม (จำได้ติดใจว่าขาดเรียนครั้งแรกเป็นวันที่ 19 มกราคม )เรื่อยไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์  ได้ติดตามโดยการสั่งเพื่อนไปบอกให้มาโรงเรียน  จึงได้ไปสังเกตแม่ของแมรี่ที่ขายผักสดอยู่ในตลาดว่าได้ให้ลูกมาช่วยขายของหรือไม่  ติดตามดูอยู่ 2 ครั้ง  ครั้งที่ 3 จึงได้ไปสอบถามสาเหตุที่ลูกขาดเรียน  ปรากฏว่าผู้ปกครองไม่ทราบ

        กลับมาสังเกตพฤติกรรมของหนูแมรี่  ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  ยังมีความน่ารักเหมือนเดิม เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ได้ทำหน้าที่ครูเวร  คุมแถวเคารพธงชาติหนูแมรี่เป็นลมมีลักษณะค่อย ๆ เซไปทางด้านขวา (มีครูหนุ่มยืนคุมชั้นเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ใกล้กับหนูแมรี่) ครูช่วยกันพยาบาล  ไม่นานอาการก็ดีขึ้น  อีกสองสามวันต่อมาหนูแมรี่จะมีอาการเหมือนเดิมอีกแล้ว  จึงได้ขอสลับที่ยืนคุมแถวกับครูหนุ่มท่านั้น วันนี้หนูแมรี่อาการปกติ รุ่งขึ้นครูกลับที่เดิมหนูแมรี่เป็นลมอีกแล้ว  คราวนี้สลับที่กัน 3 วันหนูแมรี่ไม่มีอาการ  และเป็นหน้าที่ของครูหนุ่มท่านนี้ที่นำหนูแมรี่ส่งโรงพยาบาล

          กลับไปทบทวนบันทึกส่วนตัวเมื่อ พ.ศ......  อีกครั้งหนึ่ง เหตุการณ์คล้าย ๆ กันเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์  หนูแมรี่เปลี่ยนการเป็นลมจากตอนเข้าแถวเคารพธงชาติมาเป็นตอนพักกลางวัน สาเหตุเพราะครูหนุ่มท่านนั้นไปตามนักเรียนมาทำกิจกรรม และนีกเรียนกลุ่มนั้นเป็นเพื่อนรักของหนูแมรี่  ทำให้หนูแมรี่เป็นลม  เพื่อน ๆ นำส่งและสอบถามหารายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะการเป็นลมของแมรี่  มีอาการล้มลงทางด้านซ้ายเสมอทุกครั้ง  วันนั้นได้ตัดสินใจไม่นำหนูแมรี่ไปโรงพยาบาล เพราะไปทุกทีก็ไม่ได้พบสาเหตุใดที่แสดงอาการของโรค  แต่นำไปนอนที่ห้องพยาบาล แอบดูอยู่ห่าง ๆ โดยที่หนูแมรี่ไม่รู้ตัว  แต่ก็สังเกตเห็นว่าหนูแมรี่มองหาครูและเพื่อน ๆ ท่าทางดีขึ้น

          ตัดสินใจอีกครั้ง  คราวนี้ยังไม่ทราบว่าจะเอาชนะอาการของหนูแมรี่ได้ไหม  เข้าไปนั่งบนเตียงและกอดหนูแมรี่ไว้ พร้อมกับถามว่า "ทำไมหนูมีอาการเช่นนี้"..ชี้แจงบอกเหตุผลที่ไม่นำส่งโรงพยาบาลเพราะส่งไปแต่ละครั้งก็ไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นอะไร .....หนูแมรี่รีบกอดตอบและร้องไห้พร้อมกับพูดขึ้นมาประโยคแรกว่า "คุณครูขาหนูกลัว...หนูกลัวมันค่ะ..." จากที่ได้พยายามค่อยถามไถ่ ได้ทราบมาว่าหนูแมรี่ถูกผู้ชายคนหนึ่งลวนลาม จะข่มขืนหรือไม่นั้นยังไม่ปักใจ  เพราะหนูแมรี่อายุเพียง 11 ปี ..ได้นำความไปปรึกษาคุณครูจ้อย (นามสมมุติ) ทำให้คุณครูจ้อยต้องการทราบความหมายของการที่ถูกลวนลามว่าเป็นการข่มขืนจริงหรือไม่

            เมื่อพอทราบเหตุมาลาง ๆ  ได้ปรึกษากับครูจ้อยอีกว่าเรื่องนี้ไม่สมควรที่จะกุกันขึ้นมาและเชื่อเด็กเพียงอย่างเดียว  เด็กจะรู้ได้อย่างไรว่าแบบที่เล่ามานั้นเป็นการข่มขืนจริง  เสียหายต่อตัวเด็ก ต่อครู ต่อโรงเรียนรวมไปถึงผู้ปกครองและญาติพี่น้อง และถ้าจริง..หนูแมรี่เหมือนตายทั้งเป็น  เมื่อทราบจากหนูแมรี่ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร จึงได้ชวนครูจ้อยไปติดตามสังเกตพฤติกรรมและสอบถามเกี่ยวกับส่วนตัวของผู้ชายคนนั้น (ตอนนั้นอายุเขา 25 ปี) เป็นเด็กเกเร ไม่ทำการงาน ไม่มีอาชีพ ...ไม่มีสิ่งดี ๆ ที่สังคมยอมรับได้

           ทำอย่างไรจะให้หนูแมรี่เล่ารายละเอียด  ความพยายามเกิดขึ้นทุกวิธีการ  ได้โอกาสเมื่อถึงชั่วโมงพลศึกษาหนูแมรี่ไปเรียนพลศึกษา  ลองค้นกระเป๋าหนังสือพบจดหมายที่หนูแมรี่ร่างไว้ในสมุดคณิตศาสตร์เกี่ยวกับความรักและรูปหัวใจ รูปดอกไม้ มีชื่อของ"พี่ต้น" (นามสมมุติ) คือชื่อของชายหนุ่มคนนั้นเอง  และค้นไปเรื่อยๆ พบข้อความที่หนูแมรี่ร่างถึงพี่ต้นต่าง ๆ นานาที่แสดงถึงเจตนาที่ต้องการรู้เรื่องราวใกล้เข้ามากขึ้น

           วันต่อมา...ซึ่งยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้ได้ความจริง  และเป็นความบังเอิญที่หนูแมรี่เดินผ่านมาหน้าชั้นเรียนหลังจากรับประทานอาหารกลางวัน  จึงได้ให้หนูแมรี่ช่วยจัดเอกสาร ปัดกวาด ถูโต๊ะ เก้าอี้ และชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ เรื่องของครอบครัวและความสัมพันธ์ภายในครอบครัว  พ่อจะออกไปทำงานที่กลางนาทุกเช้ากลับบ้านต่อเมื่อมืดค่ำแล้ว  ส่วนแม่ขายผักสดในตลาดกลับเวลาเดียวกันกับพ่อ แมรี่อยากจะได้อะไรแม่จะหาให้ทุกอย่าง วกไปถามเกี่ยวกับการเป็นลมบ่อย ๆ ว่ามาจากสาเหตุใด  ถ้าเป็นอีกครั้งรับปากว่าจะพาแมรี่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลของจังหวัด และกุเรื่องขึ้นมาว่าเคยรู้จักเด็กคนหนึ่งที่มีอาการแบบนี้เมื่อไปหาหมอที่โรงพยาบาลนี้หมอวินิจฉัยว่า.....

          หนูแมรี่ทิ้งสิ่งของผวาเข้ามากอดทันที และเป็นการกอดที่แน่น ร้องไห้ฟูมฟาย และพูดประโยคเดิมคือ.."หนูกลัวเขาค่ะ"  จึงพาแมรี่ไปที่ห้องเงียบ ๆ ไม่นานหนูแมรี่ได้บอกว่า..เธอถูกผู้ชายคนนั้นทำอะไร ๆ บ้าง  แต่บอกชัดเจนกว่าครั้งแรก  แต่ไม่ยอมบอกชื่อว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร  ครูจ้อยได้นำเทปติดตัวมาด้วย และช่วยกันพยายามสอบถามจนได้เรื่องว่าเป็นใคร  จึงได้นำเรื่องราวไปปรึกษากันภายในโรงเรียน  แต่ละคนให้เหตุผลกันต่าง ๆ นานา

        -  เหตุเกิดที่บ้าน

        -  กลัวเสียชื่อเสียงของโรงเรียน

        -  กลัวที่จะต้องไปเป็นพยานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

          นายร้อยเวรเจ้าของคดีให้ความร่วมมือและเห็นใจพวกเรามาก  เดินทางไปจับผู้ต้องหาด้วยตัวเองเวลา 20.00 น. และนำหนูแมรี่ไปสอบปากคำเวลา 01.00 น. จบด้วยครูคิมต้องไปเป็นพยานศาลให้กับหนูแมรี่  หนุ่มต้นถูกตัดสินจำคุก 56 ปี  ..เป็นที่มาของ.."สายเกินไปแต่เป็นบทเรียน"  เพราะสายเกินไปที่ครูให้การเอาใส่เด็กน้อยเกินไป เดินทางไปโรงเรียนแบบเช้าไป เย็นกลับ  อีกอย่างเห็นว่าหนูแมรี่เป็นลูกคนเดียวของครอบครัว ฐานะทางบ้านดี คงไม่มีปัญหา ครูขาดประสบการณ์และการสอนทักษะชีวิตให้กับนักเรียน  ส่วนผู้ปกครองได้แต่ตั้งใจเอาใจใส่กับการทำมาหากิน ทอดทิ้งลูกให้อยู่ตามลำพัง บ้านห่างไกลจากเพื่อนบ้าน ให้เงินลูกโดยไม่ไตร่ตรอง

         อาการของหนูแมรี่กลับขึ้นมาเป็นแบบเดิมอีกครั้งเมื่อต้องการสิ่งใดแล้วไม่ได้ดังใจ  จึงได้ขออนุญาตพาหนูแมรี่ไปพบจิตแพทย์  ได้ข้อสรุปว่าครั้งแรกหนูแมรี่ถูกผู้ชายตบด้านซ้ายทำให้เซไปด้านขวา  และอาการที่ (ทำท่า) เป็นลมจึงเซไปด้านขวาทุกครั้ง หนูแมรี่ไม่เคยได้รับการแสดงความรัก ความอาทรเพราะพ่อแม่ไม่เคยกอดเธอ...เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ...20 ปีที่ผ่านมาแล้ว