การดูแลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ทำงานอย่างมีความสุข ค่ะ งานที่แสนจะภาคภูมิใจของเรา "การพัฒนารพ.คุณภาพด้วยความรัก" ตื่นแต่เช้า เดินทางจากกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ 0700 น. นั่งรถออกมาเพียงไม่กี่กิโลเมตร รถก็ติดเสียแล้ว ช่างเป็นภาพเดิมๆ ที่คุ้นชิน...จุดหมายของวันนี้อยู่ที่..รพ.ศูนย์มหาวชิราลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานี

วันนี้...ที่นี่มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมายเล่าไม่หมดเลยค่ะ ขอเล่าเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องของนักรังสีการแพทย์ เธอเขียนเรื่อง เล่าของเธอมาแล้วค่ะ... บ่งบอกว่าเธอตั้งใจมากๆ กับงานนี้.... เรื่องนี้ ชื่อว่า คนละฉายแสงเดียวกัน..... พอลล่าขออนุญาตมาเผยแพร่ต่อค่ะ ลองสัมผัสความรู้สึกของผู้เขียนนะคะ....ซึ้งมากๆเลยค่ะ

              

 .......ในจำนวนกว่า 30 ครั้ง ที่นักรังสีการแพทย์ต้องเจอคนไข้ใน 1 ราย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราได้ทำความรู้จักกับคนไข้ ได้ผูกพัน ได้พูดคุยและได้เสียน้ำตาให้กับเขา ทั้งที่มีโอกาสมากมาย แต่ด้วยรายละเอียดบางอย่างในเหตุการณ์ที่แตกต่างกันขณะเข้าไปฉายแสงคนไข้ ทำให้ไม่มีผลลัพธ์ของการเดินเข้าไปครั้งไหนที่เหมือนกัน...........แม้สักครั้งเดียว

       วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเจอป้า พิศมัย ป้าเป็นคนไข้รายใหม่ ทันทีที่ผมทวนถามชื่อป้า ใบหน้าของป้าเริ่มซีดขาว น้ำตาไหลพลูออกมา เสียงของป้าสั่นพร้อมถามผมว่าเจ็บไหมลูก ป้ากลัว นี่เป็นคำถามที่ถูกผลิตขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเจ็บไหมฉายแสง ผมตอบไปว่า ไม่เจ็บหรอกครับ แค่นอนเฉยๆ แป้บเดียวก็เสร็จ เครื่องราคาตั้ง 48 ล้านใครๆก็อยากเห็นผมดับไฟในห้องแล้วทำทุกขั้นตอนของการฉายแสงเช่นเดียวกับที่เคยทำมา

          ป้า.....เป็นประสบการณ์ครั้งใหม่ของผมอีกแล้ว ป้าเป็นรายที่ทำให้ผมรู้สึกว่า มันก็น่าคิด การที่เราต้องฉายแสง 30 ถึง 40 ครั้ง อยู่โรงพยาบาลเป็น 2 เดือน ประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ใครจะไปรู้ว่าเมื่อเป็นมะเร็งแล้วฉายแสง เขาทำอย่างไร จะเป็นอย่างไร ถ้าให้ผมคิดแทน แน่นอนคนเราเมื่อเริ่มจากความว่างเปล่า มองจากจุดเริ่มต้นปลายทางก็ดูไกลแสนไกลเสียแล้ว เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตลอดทางปูไปด้วยสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ฉายแสงแล้วจะหายไหม แค่คิดบางคนก็เหนื่อย บางคนก็ท้อก่อนเริ่มเสียแล้ว

        ผมหันไปมองหน้าป้าพิศมัย ใบหน้าป้าตอนนี้เหมือนกับป้ากำลังดูละครหลังข่าวที่ชีวิตนางเอกสุดแสนจะรันทด หรือไม่ก็ป้าคงจินตนาการว่าเครื่องฉายแสงคือผีร้ายที่จะเข้ามาทำร้ายป้า ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพูดไปด้วยคำพูดที่พึ่งคิดออกมาได้ใน 10 วินาทีที่ผ่านมานี้เอง ป้าตอนเด็กป้าเคยใช้ไฟฉายส่องหน้าตัวเองไหม ป้าว่ามันเจ็บไหม ผมไม่รู้ว่าป้าเคยได้ยินใครเขาพูดว่าฉายแสงแล้วเจ็บ แต่ผมรับรองว่าไม่เจ็บ เอาเป็นว่าผมถ่ายรูปให้ป้าแล้วกัน ลองก่อน 1 ครั้งเดี๋ยวผมเข้ามาใหม่ แล้วป้าค่อยตอบผมว่าเจ็บไหม ผมตัดสินใจรีบเดินออกไปพร้อมกับกังวลว่าป้าจะเป็นอะไรไหม ผมเดินกลับเข้าไป เสียงของป้าเงียบกริบใบหน้าของป้าคลายความกังวลลง ผมก็ถามป้าเหมือนเดิม แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากป้า  หลังจากฉายแสงครบทุกขั้นตอน ผมนำป้าลงจากเตียงฉายแสง มือของป้าจากตอนแรกที่เย็นเฉียบบัดนี้กลายเป็นมืออันอบอุ่นที่สัมผัสกับข้อมือของผม เสียงเอ่ยปากของคุณป้ามันทำให้ผมคลายความกังวลลงเพราะป้าพูดออกมาว่าขอบคุณนะลูก...............

           วันที่ 2 วันที่ 3 วันที่ 4 และวันต่อๆมา ผมเริ่มคำถามทักทายป้าด้วยความเป็นกันเอง ถามว่าบ้านอยู่ไหน มีลูกกี่คน อยู่บ้านป้าทำอะไร ทำเหมือนมีลูกหลานมาพูดคุยทักทายด้วยความเป็นกันเอง เพราะมันเป็นวิธีที่ผมคิดว่านอกจากที่ต้องบอกป้าประจำว่านอนนิ่งๆอย่าขยับตัวนะเดี๋ยวฉายแสงผิดที่มันน่าจะเป็นคำพูดที่ช่วยทำให้ป้ารู้สึกคลายความกังวล ผมเริ่มรู้สึกว่าหลังจากวันแรกจากที่ป้านอนตัวเกร็งและแทบจะไม่พูดกับผมเลย แต่วันนี้ป้านอนอย่างผ่อนคลายและเริ่มทักทายผมก่อน

           วันหนึ่งผมเริ่มรู้สึกป้าเรียกเราเหมือนเราเป็นลูกหลานคนหนึ่ง รู้ไหมว่าทำไม ป้าบอกว่าลูกชายของป้าชื่อเหมือนผมเลย ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ม.ต้นเขาและสามีเป็นทั้งความหวังและกำลังใจให้กับป้า ป้าบอกว่าจะสู้กับโรคร้ายนี้ให้ได้ ป้าอยากให้เขาเป็นนายร้อยหรือทนายความ ป้าอยากอยู่ถึงวันที่เขาเรียนจบ ผมถามว่าทำไม ป้าตอบด้วยใบหน้าแห่งความภาคภูมิใจ ป้าไม่มีเงินทองมากมายให้เขา สิ่งที่ป้าให้ได้คือการที่เขาได้เรียนอย่างหนึ่งอย่างใดดังที่ป้าว่า เมื่อเขาเรียนจบความรู้ที่เขาได้ มันจะสามารถช่วยคนจนได้นะลูก คำพูดของป้าที่พูดออกมาไม่ถึงนาทีชั่งกินใจเหลือเกิน เป็นคำพูดที่ผมจะจดจำแนบแน่นไว้ในหัวใจ

          ผ่านไปหลายสัปดาห์ผมเริ่มสังเกตเห็นป้ามีเพื่อนมากขึ้น ใบหน้าของป้าเปลี่ยนไปจากวันแรก วันนี้ป้ายิ้มแย้ม ผมบอกว่าป้าต่างจากวันแรกนะ ป้าตอบทันควันชีวิตป้าไม่เคยจากบ้านหลายๆวัน มันทำใจลำบากที่ต้องมานอนโรงพยาบาลเป็นเดือนๆ ป้าไม่เคยอยู่คนเดียว ไม่เคยไปไหนคนเดียวและไม่เคยนอนโรงพยาบาลคนเดียว สามีป้าเป็นตำรวจ เขามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเยอะ ป้าไม่อยากทำให้เขาเดือดร้อนและที่สำคัญเขาต้องคอยดูแลลูก  ป้าต้องทำให้ได้

      บ่ายวันเสาร์เสียงโทรศัพท์ผมดังขึ้น ผมแปลกใจกับเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอ แต่การตัดสินใจรับเบอร์ที่แปลกของผมมันเป็นเรื่องที่ตื่นเต้น ผมยอมกดรับด้วยการลุ้นเสียงที่ออกมา เป็นเสียงของผู้หญิง เธอรีบแสดงตัวเรียบร้อยว่าตัวเองคือใครก่อนที่ผมจะเอ่ยประโยคแรกของการตอบรับโทรศัพท์  ป้าพิศมัยนั่นเอง! ป้ามีความพยายามสูงสุดเธอไปเสาะหาเบอร์ของผมจากเจ้าหน้าที่ประจำตึกผู้ป่วยที่ป้านอนอยู่ ป้าบอกผมให้มาเอาของฝากจากจันทบุรี วันนั้นผมตอบขอบคุณป้าด้วยความเกรงใจ ตัวผมอยู่(เที่ยว)ข้างนอกศูนย์ฯไม่สามารถไปเอาได้ แต่ป้าไม่ลดละความพยายามพร้อมกับย้ำนักย้ำหนาให้ผมเข้ามาเอาตอนเย็นให้ได้

           ตอนเย็นหลังจากกลับจากข้างนอก(เที่ยว) อีก 10 นาทีก่อนถึงศูนย์ฯเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่งป้าเร่งให้ผมรีบมาหา ให้ผมมารอที่ชั้นหนึ่งไม่ต้องขึ้นไปที่ตึก ทันทีที่ผมเห็น 3 พ่อแม่ลูก ลูกชายแกยกมือไหว้ผมด้วยความนอบน้อม ผมรีบรับไหว้และไหว้ทักทายคุณลุง คุณลุงมีบุคลิกที่นิ่ง สุขุมสำรวมกิริยาอาการอาจเป็นเพราะท่านอยู่ในแวดวงของวงการตำรวจมันน่าจะทำให้มีบุคลิกแบบนี้ แต่การที่คุณลงรับไหว้แล้วยิ้มมันทำให้ผมรู้สึกของการเป็นผู้ใหญ่ใจดี ครอบครัวของคุณป้ารีบเดินนำผมไปยังลานจอดรถ คุณลุงรีบเปิดกระบะหลังรถ สิ่งที่ผมเห็นคือ ลูกทุเรียนใบใหญ่นอนเอนกายย่างเงียบสงบอยู่หลังรถ ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง คุณลุงกับลูกชายยกทุเรียนให้ผมหลายใบ ผมบอกว่าลูกเดียวก็พอ คุณป้าไม่ยอมรีบยัดทุเรียนให้ผมราวกับมันคือผลส้มอันมีผิวเกลี้ยงเกลา ป้าให้ไปแบ่งพี่ๆน้องๆเพื่อนร่วมงาน ผมขอบคุณป้าและกลับเข้าบ้านพร้อมทุเรียนหลายใบและหนักหน่วง และคืนนี้มันจะต้องนอนเฝ้ายามอยู่ใต้ถุนบ้านให้กับผมด้วยหนามอันแหลมคม

               เย็นวันหนึ่งผมขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านสนามเด็กเล่น ป้าพิศมัยพร้อมเพื่อนฉายแสงคนสนิท(ป้าอังคณา)สองคนกำลังออกกำลังกาย และไม่แปลกใจที่จะเห็นป้าทั้งสองได้อย่างเด่นชัด ด้วยชุดคนไข้สีชมพูแปร๋นกับผ้าโพกผมสีสันตามวัยตัดกับสนามหญ้าสีเขียวขจี เพื่อปิดบังทรงผมที่เหลือให้เห็นอย่างบางตาด้วยผลจากเจ้ายาเคมีบำบัด คุณป้าเรียกผมให้จอดรถ ผมเลยตัดสินใจเข้าไปทักทายแกหน่อย แต่รู้ไหมป้าทั้งสองบอกว่ามีความลับจะบอกผม ป้าออกมาออกกำลังกายทุกเย็นเป็นช่วงเวลาที่ป้าเห็นการกลับเข้ารังของเจ้านกนางแอ่นที่สนนราคากิโลกรัมละประมาณ 100,000 บาทที่คุณป้าได้สืบราคามาให้ผมอย่างเรียบร้อย  ป้าบอกผมเป็นคนแรกและให้ผมเก็บไปขายให้ได้ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่มีใครรู้ ผมตื่นเต้นกับความลับของป้า...........แล้วผมจะทำอย่างไรต่อดีล่ะ.......

  วันสุดท้ายของการฉายแสง คุณป้าลงจากเตียงด้วยสีหน้าแห่งความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ป้าหันมาพูดกับผมว่าป้าขอบคุณทุกคนมาก ป้าไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ ที่นี่จะเป็นอย่างไร สิ่งที่ป้าคิดว่าป้ามาที่นี่คือป้ากลัวมาก แต่สิ่งที่ป้าได้รับคือเจ้าหน้าที่ทุกคนดีกับป้า ดูแลให้คำแนะนำที่ดีกับป้า ป้าขอบใจลูกมากๆที่สำคัญขอบคุณหนูมากๆป้าจะกลับไปบอกกับลูกของป้าให้ดูหนูเป็นตัวอย่างผมตอบขอบคุณป้าและให้กำลังใจป้าสู้ต่อไปเพื่อตัวของป้าและครอบครัวของป้า   ก่อนป้าออกจากห้องผมหันไปทางป้า ป้าพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอย่างเห็นด้วย โดยมีน้ำใสๆอยู่ในเบ้าตา

         หลังจากนั้นสองวันคุณป้าฝากเงาะถุงประมาณ 20 กิโลกรัมมาให้ผมซึ่งตามมาพร้อมกับโทรศัพท์พูดขอบคุณผมอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ผมไม่ชอบกินเงาะเอาซะเลย วันนั้นหยิบขึ้นมากินหนึ่งลูกเพื่อแสดงการตอบรับคำขอบคุณของคุณป้า ผมนำเจ้าเงาะไปแจกจ่ายเพื่อนบ้าน พี่ๆ น้องๆชาวรังสี และขอมอบความดีพร้อมคำขอบคุณจากทุกคนให้กับคุณป้าพิศมัยผู้ใจดี

           สุดท้ายนี้นี่คือความคิดอันสุดหรูที่ผุดขึ้นมาจากสมองของผมที่ว่า ไม่มีการฉายแสงที่เหมือนกัน ป้าพิศมัยต่างมีความคิดเรื่องฉายแสงของป้าเอง การฉายแสงในความคิดของป้า   กับการฉายแสงของป้า   ก็เป็นคนละฉายแสงกัน แต่สิ่งที่คนไข้จะได้ความรู้สึกของการฉายแสงเดียวกันคือ การได้รู้สึกไว้ใจในการฉายแสงของเจ้าหน้าที่ ดูแลเอาใจใส่เขา เก็บในรายละเอียดในทุกเหตุการณ์ของเขา

ผมขอสารภาพว่าผมดีใจและภูมิใจที่ตัดสินใจเป็น..........นักรังสีการแพทย์.......ผมมีโอกาสได้ให้ถึงแม้มันจะไม่ใช่ของมีค่าอะไร แต่มันก็มีค่าสำหรับใครอีกหลายคน

           ผมขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ผมที่ทำให้ผมเกิดมาแล้วไม่ต้องไปมัวคิดหาคำตอบว่าคนเราเกิดมาทำไม? เพราะะผมคิดว่า เกิดมาแล้วจะทำอย่างไรต่อไปมากกว่า ก็เราเกิดมาแล้วนี่นา!

 

 

                 นายทินกร ดอนมูล  ศูนย์มหาวชิราลงกรณ์