
โอลิมปิค 2008
วราลี นิลนนท์
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคจัดขึ้นโดยกำหนด 4 ปีต่อ 1 ครั้ง ให้ประเทศสมาชิกหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน และวิธีเล่นกีฬาก็พัฒนาไปอย่างกว้างขวาง การแข่งขัน
ทุกๆ ครั้งให้ถือเอากรีฑาเป็นกีฬาหลัก ซึ่งจะขาดเสียมิได้ในการแข่งขันแต่ละครั้ง ประเทศที่ได้รับพิจารณาให้เป็นเจ้าภาพถือได้ว่าเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับความไว้วางใจ อันก่อให้เกิดความภาคภูมิใจต่อปวงชนทั้งประเทศ สำหรับประเทศไทยยังไม่เคยได้รับการพิจารณาให้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค แต่ก็ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันมาตลอดโดยส่งเข้าแข่งขันครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495)
กีฬาโอลิมปิคไม่ได้แข่งขันกันเพื่อหวังผลแพ้หรือชนะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศด้วย ซึ่งตัวนักกีฬาเปรียบเสมือนทูตสันถไมตรีเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ร่วมเล่นสนุกสนานด้วยความเห็นอกเห็นใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดทั้งสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน อันนำมาซึ่งความสามัคคีและเพื่อสันติภาพของโลก ถ้าประเทศใดได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพก็ถือว่าเป็นการโฆษณาให้ชาวต่างชาติได้รู้จักประเทศนั้นดียิ่งขึ้น สำหรับรางวัลมีสามระดับ คือ เหรียญทองเหรียญเงิน และเหรียญทองแดง ให้แก่ผู้ชนะเลิศ ผู้ชนะเลิศที่สอง และที่สามตามลำดับ ส่วนอันดับที่สี่ไปถึงอันดับที่หก จะได้ประกาศนียบัตรการเข้าร่วมการแข่งขัน ถ้านักกีฬาคนใดได้รับเหรียญทองจากการแข่งขันถือว่าเก่งสุดยอด ทำชื่อเสียงให้กับประเทศ แล้วก็จะได้รับการตอบแทนด้วยเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทองอย่างคุ้มค่า สำหรับปีนี้ประเทศจีนได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ ประเทศไทยก็คว้ามาได้สองเหรียญทอง โดยเหรียญแรกจากกีฬายกน้ำหนัก คือ นางสาวประภาวดี เจริญรัตนธารากุล และเหรียญที่สองจากกีฬามวยสากลสมัครเล่น คือ นายสมจิต จงจอหอ ซึ่งคนไทยทั้งประเทศลุ้นกันจนตัวโก่ง จนในที่สุดก็สมหวังที่ธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาโอลิมปิคอย่างภาคภูมิ นักกีฬาที่ได้เหรียญทองก็เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนอย่างมีความสุข ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากคนไทยทั้งประเทศ ส่วนนักกีฬาที่พลาดเหรียญทองก็พยายามต่อไปเพื่อคว้าเหรียญทองในการแข่งขันคราวต่อไป การที่จะคว้าเหรียญทองกีฬาโอลิมปิคมาครองไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องเป็นนักกีฬาที่ฉลาดมีไหวพริบ มีความอดทน
ขยันฝึกซ้อมและมีระเบียบวินัยในตนเอง สำหรับปีนี้ก็มีนักกีฬาที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชนไทย คือ นายสมจิต จงจอหอ ที่เคยผิดหวังจากเหรียญทองโอลิมปิค แต่ก็ไม่ยอมย่อท้อ มีความพยายามจนสมหวังในที่สุดและได้รับชัยชนะอย่างสวยงาม
กีฬาจะต้องมีแพ้มีชนะถึงจะเรียกว่า “การแข่งขัน” ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา คนที่พ่ายแพ้ก็ไม่ย่อท้อและพยายามต่อไป “สักวันหนึ่งคงเป็นของเรา” ส่วนคนที่ได้รับชัยชนะก็อย่าหลงตัวเอง ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ผู้คนกล่าวขานยกย่องตลอดไป