วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 สิงหาคม 2551)
ภายหลังละครสังข์ทองจบลง ผมและสองหนุ่ม
ไม่รีรอที่จะออกเดินทางไปยังวัดเกาะแก้ว
ต.หนองบัว อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์หลักสามประการใหญ่ ๆ อันได้แก่ ไปทอดเทียน ไปศึกษาเรียนรู้กิจกรรมวัดวิถีพุทธเฉลิมพระเกียรติ ฯ และเป็นไปกำลังใจให้กับ “กลุ่มไหล” ในการจัดกิจกรรมกับสังคม
ก่อนการเดินทางนั้น ทั้งผมและน้อง ๆ กลุ่มไหล ได้พบปะพูดคุยกันถึงกิจกรรมนี้แล้วอย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง โดยที่มาที่ไปนั้น เริ่มต้นขึ้นจากการที่เจ้าเดียร์ (ประธานกลุ่มนอกห้องเรียน) ได้เชื้อเชิญพวกเราสัญจรไปช่วยกิจกรรมที่วัดดังกล่าว อันเป็นกระบวนการหนึ่งของการขับเคลื่อนให้เยาวชนเกิดภาวะสำนึกรักบ้านเกิดของตนเอง
สำหรับกิจกรรมที่ว่านี้ เจ้าเดียร์เคยได้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ผมได้ทำความเข้าใจล่วงหน้าบ้างแล้ว รวมถึงการเข้ามาปรึกษาถึงความเป็นไปได้ในทำนองว่า อยากให้ผมและทีมงานได้เข้าไปช่วยเป็นมือเป็นไม้ขับเคลื่อนกิจกรรมนี้ร่วมกัน
กิจกรรมดังกล่าวมีชื่อเต็ม ๆ ว่า โครงการวัดวิถีพุทธเฉลิมพระเกียรติ สร้างเสริมวิถีชีวิตชาวพุทธ ด้วยธรรมะ ดนตรี กวีศิลป์ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น (เข้าวัดวันอาทิตย์ พัฒนากายและจิต ใกล้ชิดบุญ)

การไปร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ถือได้ว่าไป “นอกระบบ” เพราะไม่มีการขออนุมัติจัดกิจกรรมใด ๆ ตามระเบียบของมหาวิทยาลัย
เบื้องต้นผมถามน้องกลุ่มไหลว่า จะใช้เงินเท่าไหร่ ? จะได้หางบประมาณให้ แต่ทีมงานก็ยืนยันเสียงแข็งว่า จะยังไม่รบกวนจากผมและส่วนกลาง แต่ขออนุญาตนำเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเขามาจัดกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยตัวของเขาเอง จะได้รู้รสชาติว่ามันเป็นเช่นใดบ้าง ?
ฟังดูอาจออกแนวเชย ๆ เฉิ่ม ๆ อยู่ไม่น้อย แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นความจริงทุกประการ เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาได้ขอรับบริจาคขวดพลาสติกเพื่อนำไปชั่งกิโลขาย รวมถึงการรับงานกับห้างร้านภายนอก ด้วยการไปจัดกิจกรรมนันทนาการบริการลูกค้าให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง เสร็จแล้วก็นำเงินที่ได้มาจัดกิจกรรมกันที่นี่
ถึงแม้เม็ดเงินที่เขาได้มาอาจดูไม่มากมายนัก แต่เงินที่ได้มาจากการลงแรงกายและแรงใจของพวกเขาเองนั้น ก็น่าจะพิสูจน์ได้บ้างกระมังว่า พวกเขามุ่งมั่นและบริสุทธิ์ใจต่อการ “ให้” อย่างไม่ต้องสงสัย และมีความมุ่งมั่นกับการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมหาศาล

กิจกรรมครั้งนี้ พวกเขานำเทียนเล่มเล็ก ๆ ไปทอดถวาย เพียงเพราะเชื่อว่า เทียนเล่มเล็ก ๆ เหล่านี้ จะง่ายต่อการใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง นอกจากนั้นก็ถวายผ้าอาบน้ำฝน สังฆทาน พร้อมปัจจัยตามกำลังศรัทธาของพวกเขาเอง ขณะที่ผมก็ถือโอกาสต่อยอดร่วมบุญกับเขาตามอัตภาพ
ก่อนพิธีการใด ๆ จะเริ่ม ผมถูกเชิญให้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในการทอดถวาย แต่ผมก็ชิงปฏิเสธอย่างง่าย ๆ เพียงเพราะอยากให้พวกเขาได้ทำภารกิจแห่งใจนี้ด้วยตัวของพวกเขาเอง ซึ่งมันน่าจะดีกว่าการที่ผมต้องรับพันธะนั้นมาทำเอง ดังนั้น จึงถอยออกมาเป็นกำลังใจ เฝ้ามองและบันทึกภาพเป็นระยะ ๆ
น้อง ๆ กลุ่มไหล ดำเนินการทุกอย่างได้อย่างดียิ่ง นำสวดมนต์เอง ถวายสิ่งของด้วยตนเอง แถมยังด้นกลอนสรภัญญะแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านอย่างสนุก สร้างความครึกครื้นไปทั่วทั้งบริเวณวัดอย่างน่าประทับใจ


ไม่เพียงเท่านั้น นิสิตที่มาด้วย ยังได้มีโอกาสบรรเลงพิณและแคนในลายต่าง ๆ ให้ชาวบ้านได้รับฟัง ขณะที่เจ้าเดียร์หัวเรือใหญ่ก็ไม่ลืมที่จะเดี่ยวโหวดในเพลง “ดวงจำปา” ให้ผู้เฒ่าผู้แก่ได้รับฟังอย่างชุ่มฉ่ำใจ แต่ถึงกระนั้น ชาวบ้านก็ไม่ยอมน้อยหน้า เข็นกลอนลำต่าง ๆ ขึ้นมาขับร้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างคึกคัก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเวที ดนตรี กวีศิลป์ในแดนดินแห่งธรรมะอย่างน่ายกย่อง

ภายหลังกระบวนการต่าง ๆ ได้ยุติลง เจ้าอาวาสได้พบปะพูดคุยกับนิสิตและญาติโยมอย่างเป็นกันเอง โดยพระคุณเจ้าได้แสดงความชื่นชมที่นิสิตกลุ่มนี้มี “จิตสำนึกสาธารณะ” อันดีต่อการ “เข้าวัดเข้าวา” และนั่นก็หมายถึง การให้ความสำคัญกับวิถีพุทธและวัฒนธรรมทางสังคมของตนเอง
โดยช่วงหนึ่ง ท่านได้สะท้อนภาพความเป็นสังคมปัจจุบันด้วยวาทกรรมสั้น ๆ อย่างน่าสนใจ อันได้แก่
วัด ขาด สงฆ์
ดง ขาด ป่า
นา ขาด ข้าว
เจ้า ขาด ศาล
สมภาร ขาด เณร
·
บ้าน ขาด บุญ
ฯลฯ
จากคำบอกเล่าดังกล่าว โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าวาทกรรมเหล่านั้น ชวนให้ได้คิดได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ทางสังคมเป็นยิ่งนัก และตั้งใจว่า ในวันพฤหัสบดีนี้ จะนำมาเปิดเวทีถกคิดร่วมกับ “ทีมไหล” อีกครั้ง เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น และเพื่อย้ำถึงพันธกิจอันสำคัญของพวกเขา ตามกรอบคิดว่า “อิสระทางความคิด แต่มีจิตสำนึกสาธารณะ” ซึ่งนั่นก็อาจรวมความถึง การกลับไปต่อยอดกิจกรรมนี้อย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง
แต่เบื้องต้นนี้ ผมขอคาราวะหัวใจอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาด้วยบันทึกนี้ เริ่มจากเจ้าเดียร์ .. ผู้ซึ่งตั้งใจแรงกล้าว่า จะพลิกฟื้นกิจกรรมในบ้านเกิด เพื่อให้เยาวชนหันเหกลับมาสู่จิตสำนึกรักบ้านเกิดของตนเองดังอดีต
ขณะเดียวกันก็ขอคาราวะทีมไหล ที่ไม่ท้อกับการทำงานเพื่อสังคม ด้วยการลงแรงกายและแรงใจหางบประมาณอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อนำเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเป็นต้นทุนในการนำทางไปสู่การเรียนรู้กับชุมชนอย่างแสนสำราญ
และสำหรับผมนั้น -
· ดีใจที่เห็นภาวะจิตสำนึกสาธารณะของนิสิต
· ดีใจที่เห็นนิสิตมีกระบวนคิดด้านกิจกรรมที่ไม่ติดยึดกับกรอบเดิม ๆ
· ดีใจที่เห็นความพยายามของนิสิตในการที่จะร่วมเรียนรู้กับชุมชน โดยไม่แยแสต่อระยะทางอันแสนไกลและแสนเหนื่อย
· ดีใจที่เห็นนิสิตแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวบ้านในมิติของดนตรี และการขับร้อง
· ดีใจที่เห็นนิสิตยังเห็นความสำคัญของการดำเนินชีวิตตามแบบวิถีพุทธ
· ดีใจที่เห็นนิสิตกล้าที่จะขยับเข้าหาปราชญ์ชาวบ้าน
· ...
· ดีใจที่เห็นวัดเป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้” แบบบูรณาการ
· ดีใจที่ยังเห็นเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ เข้าวัดเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องราวอันดีงามและทรงคุณค่าของสังคมอย่างไม่สิ้นหวัง

-----------------------------------------------
หมายเหตุ
บันทึกนี้
แด่...
วัด .. พื้นที่แห่งการเรียนรู้แบบบูรณาการของคนต่างวัย
และนิสิตกลุ่มไหล และผองเพื่อน
ที่ไม่ย่อท้อต่อการเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วยจิตสาธารณะ
การได้ออกไปข้างนอกแบบเนี่ย เป็นการเรียนรู้ที่ดีมากๆอีกแบบนึงเลยค่ะ
ดูท่าทาง คงสนุกน่าดูเลยนะคะ ^^
อนุโมทนาบุญด้วยนะคะ
อนุโมทนาบุญ นะคะ
ดีครับ ไปวันนั้นอิ่มบุญจริงๆ บางคนก็รู้เลยว่าไม่เคยเข้าวัดเลย(ตัวผมเอง) อิอิ...
แวะมาเยี่ยมชมกิจกรรมสร้างสรรค์ครับ
สวัสดีค่ะ
* ขอชื่นชมน้องๆ กลุ่มไหลค่ะ
* เป็นกำลังใจให้นะคะ
* ร่วมสาธุบุญกับอาจารย์ด้วยค่ะ
ดีใจครับที่ได้ไปทอดเทียในวันนั้น
เพราะผมองก็ตั้งใจไว้นานเเล้วครับ
ว่าจะไปทอดเทียนวันเข้าพรรษาเเต่ไม่ได้ไปถ้าไม่มีเพื่อนไหล
ก็คงต้องรอเรื่อยๆ
*ขอบคุณครับบอสที่คอยเป็นกำลังใจในทุกๆก้าวของความฝันของไหลทุกต้น...
เสียดายมากที่ไม่ได้ไปร่วมด้วย
เผอิญวันเสาร์กับขอนแก่นพร้อมกับพี่เดียร์(muangkhan)
แกชวนไปเที่ยวบ้าน ดูโครงการที่บ้านหนองบัว
แต่ผมติดงานที่จะต้องกับมาเตรียมงานคืนใสใส ของพรรคชาวดิน ในเช้าวันอาทิตย์
หวังว่าในโอกาสหน้าคงจะได้ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มไหลอีกนะครับ
สวัสดีครับ
ทีแรกเข้าใจว่า "ทอดเทียน" คือหลอมเทียนให้เหลว..
เหมือนการถวายเทียนพรรษาใช่ไหมครับ
...สาธุๆๆ....
สวัสดีคับบอสส
ขอบคุณบอสสเหมือนกันที่เป็นกำลังใจให้เราขับเคลื่อน
แต่เนื่องจากที่เราไปทำทุกอย่างเพียงเพราะเราสนองความต้องการของเราเท่านั้น
อย่างน้อยเราก็สนองที่เราอยากไปทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง
กลุ่มไหลวันนี้กอไหลยังเล็ก แต่ผมเองก็เชื่อว่ารากไหลหยั่งลึกบ้างแล้ว
ในฐานะที่ผมเองก็เป็นคนที่ก่อต้งกลุ่มจึงอยากให้บอสสคอยเป็นกำลังใจให้เราตลอดไป
บ้านที่แข็งแกร่งและสวยงามย่อมอยู่ที่เจ้าของดูแลมากกว่าการชื่นชมอย่างเดียว
แล้วกลุ่มไหลจะยืนหยัดต่ออุดมการณ์ต่อไป.........ครับผม
สวัสดีครับ dae_da
การเดินทางออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน ถือเป็นความท้าทายมาก ซึ่งคนหนุ่มสาวไม่ควรละข้ามไปเฉย ๆ ยิ่งกิจกรรมที่มีมิติทางวัฒนธรรมนั้น ก็ยิ่งควรต้องได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนเป็นพิเศษ เพราะถือเป็น "รากเหง้า" ของสังคมเรา
และเมื่อออกไปแล้ว ได้สัมผัสกับคนต่างวัยที่ล้วนแล้วแต่มีความรู้และจิตใจอันเอื้ออารี ยิ่งช่วยให้ชีวิตมองโลกในแง่ดียิ่งขึ้น
....
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช
ขอบพระคุณที่แวะมาเยี่ยม นะครับ พักนี้ไม่ค่อยมีเวลาเลย แต่ก็มีความสุขกับการทำงานอย่างต่อเนื่อง
วันนั้นถ้าไม่ติดทำโปสเตอร์ภาพกิจกรรมก็กะว่าจะไปด้วยนะคะ
ศรัทธาในน้ำใจของน้องกลุ่มไหล...
ยังไงก็ขออนุโมทนาบุญด้วยคนค่ะ สาธุ
สาธุ..ครับ
แวะมาถามพี่ชายเหมือนกันค่ะ นับว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมากค่ะเป็นการเรียนรู้อีกอย่างนอกห้องเรียน เป็นการใช้เวลาเกิดประโยชน์ต่อสังคม อยากให้มีกิจกรรมเช่นนี้เพือปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนรุ่นใหม่ด้วยเพราะทุกวันนี้มีน้อยมากค่ะ (มีโอกาสอยากร่วมกิจกรรมด้วยค่ะ)
สวัสดีครับ พี่นงค์ MSU-KM :panatung
ผมดูเรื่องสังข์ทอง ส่วนหนึ่งคือความบันเทิง และอีกส่วนก็คือการแทรกสอนลูก ๆ เกี่ยวกับคติ หรือวิถีชีวิตแบบไทย ๆ เป็นที่ตั้ง รวมถึงการชี้ให้เห็นว่า ทำดีได้ดี.. ทำชั่วได้ชั่ว
ไม่รู้ว่าได้ผลกี่มากน้อย...
แต่ก็พยายามอย่างเต็มที่
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ เจ้... DSS "work with disability" ( หนิง )
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม
ขอให้ผลบุญ .. ทั่วถึง ๆ นะครับ
ขอบพระคุณพี่พนัสมากครับ..สำหรับการที่เข้าไปช่วยเติมเต็มสิ่งดีดีที่บ้านเดียร์ ที่ลืมไม่ได้คือความศรัทธาอันแรงกล้าต่อการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการสร้างสีสันให้เกิดขึ้นในวัดของพี่น้องกลุ่มไหล ขอบพระคุณจริงๆครับ
บุญคุณนี้ต้องทดแทน