วันนี้วันแม่ครับ (ใครไม่รู้บ้าง) ถ้าให้พูดถึงแม่คงเรื่องยาวครับ เอาเป็นว่าเล่มเรื่องผมกับแม่ตอนผมเป็นหนุ่มแล้วกันครับ ผมมีคำพูดแม่ประโยคหนึ่งที่ผมถือเป็นแนวในการใช้ชีวิตครับ ครั้งกระนั้น (ตอนม.5) ด้วยความเป็นนักกิจกรรมนอกห้องเรียน ผลการเรียนเลยได้ 0 มาวิชาหนึ่ง เอาผลการเรียนมาให้ที่บ้านดู ฮาฮาฮา โดยรุ่มประชาทัณฑ์จากพี่ๆ และน้องว่า แย่จังเลย ผมก็เถียงครับ ไม่ยอมรับหรอกมาว่าได้งัยว่า เราไม่เก่ง ฮิฮิ เถียงไปเถียงมาเลยหันไปถามแม่ว่า ที่ผมติดศูนย์ แม่ว่าไง? แม่ตอบว่า ไอ้ที่ได้มานะ พยายามเต็มที่แล้วยังล่ะ ถ้ายังไม่ได้พยายาม แสดงว่า แย่หน่อย แต่ถ้าพยายามเต็มที่แล้ว ก็ไม่เป็นหรอก แม่ไม่ว่าอะไร ฮิฮิ สำนึกตัวเลยครับ ยังไม่ทุ่มเทในการเรียนเท่าไร

พอตอนเข้ามหาวิทยาลัย ผมไม่ค่อยได้กลับบ้านครับ เพราะกลับก็ไม่ค่อยจะเจอพ่อกับแม่ เนื่องจากช่วงแรกๆ นั้นแม่เปลี่ยนบทบาทเป็นคุณยายของหลานๆ ท่านก็จะตระเวณไปบ้านโน้นทีบ้านนี้ที ตอนนี้ผมมีลูกเป็นของตัวเอง แม่ได้บทบาทใหม่ครับเป็นคุณย่า ฮิฮิ (แน่ะ ถ้าผมไม่มีลูก แม่อาจหมดโอกาสเป็นคุณย่าแน่เลย ฮิฮิ)

ย้อนกลับไปยังความรู้สึกหนึ่ง คือ อะไรที่ผมและน้องชายผม (ผมคิดว่าเราคิดเหมือนกัน) รู้สึกเท่ที่สุด ผมว่า ตอนผมจะไปโรงเรียนคุรุสัมพันธ์ (เรียนศาสนาวันเสาร์อาทิตย์) คุณแม่เป็นคนตัดชุดตะโล๊ะบาลางอให้ผมกับน้องใส่ครั ผมภูมิใจมาก จำได้ว่าชุดนั้นใส่ได้ถึงสี่ปีแนะ ต่อมาเข้าโรงเรียนมัธยม (โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา) แม่ก็ตัดชุดยูบะห์ให้ผมกับน้องอีกคนละชุด ความจริงแม่เป็นช่างตัดเย็บเสื้อสตรีครับ ไม่เคยตัดชุดผู้ชาย ตอนตัดชุดนี้ให้ผมกับน้อง แม่ไปขอเสื่อของคุณตามาดูเป็นแบบครับ

ออ.แต่ชิ้นที่เป็นมหัศจรรย์คือ "สาระบัน" เป็นผ้าที่ใช้ผูกหัว (ถ้านึกถาพไม่ออกก็นึกถึงผู้ชายอาหรับจะมีผ้าโผกหัว นั่นแหละครับ) เพราะเป็นสาระบันสองผืน (ผมหนึ่งและน้องอีกหนึ่ง) ที่ไม่มีอีกแล้วในโลก แม่ทำเองครับ ด้านหนึ่งเย็บติดกับลูกไม้ ส่วนอีกด้านหนึ่งผม น้องและแม่ ช่วยการเลาะเอาด้ายของผ้าออก แล้วเย็บติดเพราะไม่ให้มันหลุดอีก ผมใส่ไปเรียนทีไร แล้วรู้สึกเท่ไม่หยอก แน่ละครับผมว่า ไม่มีใครมีผ้าสาระบันแบบนี้นอกจากผมกับแม่

 

(แม่มาช่วยเลี้ยงเตาฟิกในวันแรกคลอดเลยครับ)

 

 (นี้ก็เตาฟิกครับ)

(นี้ก็แม่อีกคนหนึ่งครับ แม่ยาย)

แม่ยายผมมีลูก 15 คนครับ แฮะแฮะ เยอะมากครับ ท่านเคยให้ผมดูรูปตอนท่านแต่งงาน ท่านแต่งตอนอายุสิบสองปี

ส่วนหลานของแม่ยายผมนะหรือ สามสิบ (เท่าไหรแล้วหว่า)

ส่วนสองคนนี้คือหลานคนที่สิบเอ็ดและสิบสองของแม่ผม และคนที่สิบสามกำลังจะมาในอีกไม่อีกวันนี้แหละครับ (อินชาอัลลอฮ์)

ท่านศาสนทูตมูฮัมมัด (ซ.ล) ได้กล่าวไว้ว่า "สวรรค์นั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา"

ท่านให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนเป็นแม่มากครับ ในขณะที่ท่านกำพร้าแม่เมื่ออายุสี่ขวบครับ หลายครั้งที่อยู่ในภาวะสงคราม มีชายหนุ่มมาขออาสาเป็นทหาร แต่ใครที่แม่ของเขาไม่ยอมให้ไปรบ ท่านศาสนทูต (ซ.ล) ก็จะไม่อนุญาตให้ไปรบครับ