เมื่อก่อนได้แต่ฟังข่าวเรื่องโครงการอีสเทรินร์ซีบอร์ด นิคมอุตสาหกรรมกำลังคึกคัก เป็นแหล่งปูพื้นฐานการสร้างเสริมอุตสากรรมในประเทศ ลูกหลานคนอีสานที่เดินทางมาทำงาน กลับไปเล่าให้ฟังถึงการสร้างเมืองอุตสาหกรรม สร้างท่าเรือน้ำลึกไว้ขนถ่ายและขนส่งสินค้า ถนนทุกสายมุ่งมาชายทะเลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง (สยองขวัญ)

 

 

 

นักเรียนโข่งถูกจัดให้มาศึกษากรณีความเจริญบนความขัดแย้ง กิจกรรมต่างๆเปิดหู-เปิดตาแต่ละวันอย่างบรรเจิด คณะเราแบ่งกันทำการบ้าน9กลุ่ม มีหลายหัวข้อ บ้างก็คละกัน บ้างก็แยกแย้งกันไปดู ฟังบรรยายสรุปจากหลายฝ่าย จัดสัดส่วนการบริหารเวลาด้านทฤษฎีประมาณ40% ภาคเดินทางไปพูดคุยกับประจักษ์พยาน 40% และภาคเจ๊าะแจะ20% โดยมีตัวช่วยต่างๆดังนี้

 

  • ฝ่ายนิคมอุตสาหกรรม
  • ฝ่ายผู้ประกอบการ
  • ฝ่ายราชการที่กำกับดูและและรับผิดชอบตามขั้นตอน
  • ฝ่ายองค์กรชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
  • ฝ่ายประชาคมชุมชน
  • ฝ่ายเอ็นจีโอ
  • ฝ่ายสื่อมวลชน

  

พวกเราได้แยกย้ายกันลงพื้นที่ไปชมโครงการนิคมอุตสาหกรรมไม่เว้นแต่ละวัน ยกเว้นวันสุดท้ายที่แยกย้ายไปกันไปทำการบ้าน แต่ก็เจอการสรุปย่อยอยู่ดี กลับมาเราก็เอาโจทย์มาถกกันในโต๊ะอาหาร ระหว่างนั่งรถเป็นอีกช่วงหนึ่งที่มีโอกาสอันดีจะได้แลกข้อคิดเห็นระหว่างกัน ผมโชคดีทุกนัดทุกวัน เพราะมีผู้สันทัดกรณีเฉพาะทางในหมู่เรา  ทำให้ได้แง่มุมหลากหลายที่ยากจะสรุป  อะไรง่ายๆ..

 

  • แผนแม่บทโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศ
  • หลักการยืนอยู่บนพื้ฐานอะไร
  • ปัญหาที่เปรียบเหมือนแต่ละฝ่ายถือบทละครคนละบท
  • สิ่งแทรกซ้อนที่ติดตามมากับความเจริญ
  • ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทุกมิติ
  • ผลกระทบกระทั้งที่ยังหาเจ้าภาพไม่ได้
  • การลงทุน เพื่อรายได้ แต่ทำลายคุณภาพชีวิตและสังคม
  • โจทย์ใหม่ๆที่อ่อนไหว และแข็งกระด้าง

  

มันมากมายจนต้องระดมความเห็นกันอย่างมาก จะตีบทแตกหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ เพราะสิ่งที่ได้ดู ได้เห็น ได้ยิน ทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้น ยังมีต้นทุนสืบเนื่องน้อยมาก แต่ที่เศร้าเหลือกำลังก็คืองานนี้เจ้าภาพมากเหลือเกิน แต่ความรับผิดชอบยังตกลงกันไม่ได้ ปัญหาจึงตกหนักที่ชุมชน-สังคม-และชะตากรรมของประเทศ

 

 

 

เรามีอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยมลพิษ

  • มลพิษทางน้ำแม่น้ำ น้ำมหาสมุทร์ ริมอ่าวทะเลตั้งแต่มาบตาพุดไปถึงอ่าวคุ้งกระเบน น้ำทะเลเป็นพิษ อาหารทะเลจะเหลือเรอะ พวกเราที่บริโภคเข้าไปจะเป็นยังไงนั้น ถือว่าเป็นมัจจุราชที่อร่อยก็แล้วกัน
  • มลพิษในน้ำบริโภค น้ำบ่อ น้ำฝน ใช้ไม่ได้ ชาวบ้านเป็นผื่นแดง โรคผิวหนัง โรคภูมิแพ้ เป็นกันจนคนป่วยล้นโรงพยาบาล โรคมะเร็งทางเดินหายใจ ตับไตใส้พุงถูกสารพิษทุกวันที่สูดดมเข้าไป วันดีคืนดีสารเคมีรั่วไหล ลอยมากับอากาศ ลมหายใจเป็นอัมพาต อาเจียรกันยกหมู่บ้าน
  • มลพิษด้านเสียง-กลิ่นเน่าเหม็น ก็ลองคิดดูเถิดคนที่อาศัยอยู่ติดชายทะเล แทนที่จะมีอากาศสดชื่นหายใจเข้าปอด กลับมีสารปนเปื้อนไม่น้อยกว่า40ชนิดไปแทรกซ้อนอยู่ในกระแสเลือด เจาะเมื่อไรก็หน้าซีดเมื่อนั้น
  • มลพิษด้านสภาพแวดล้อม ด้านสังคม มากระจุกตัวอยู่ที่นี่ จะบริหารจัดการอย่างไร ในเมื่อการทบทวนแบบลูบหน้าปะจมูก ภาคธุรกิจจะเดินหน้าลูกเดียว เอาผลกำไรสูงสุดเป็นตัวตั้ง ชีวิตคนเป็นเรื่องรอง..

 

เมื่อคิดว่ามีเงินมากพอที่จะซื้อปัญหาได้

อะไรๆมันก็ยากที่จะฟันธง!

 

 

 

มันยากจริงๆพี่น้อง..

ต่างฝ่ายต่างมีบทละคร-ถือ-ท่อง คนละบท

แถมตอนแสดงยังแยกเวลาการแสดงอีก

บางกรณีก็แสดงคนละเวที

อนาคตอุตสาหกรรม ที่ก่อเวรกรรมต่อสังคมและประเทศชาติ

กำลังเดินหน้าไปสู่ระยะที่-3-4

ยังไม่มีวิธีบริหารปัญหา

ยังไม่มีความรู้พอที่จะสะสางปัญหา

ยังไม่มีแผนแม่บทที่เหมาะสมมาดำเนินการ

มีแต่อีแอบ วิธีหมกเม็ด กระบวนการซ่อนเร้น และดันทุรัง

 

  

ยิ่งช้าเท่าใด

โรคประเทศไทยเน่าจะลุกลามมากขึ้นเท่านั้น

เราคงปฏิเสธวิถีอุตสาหกรรมไม่ได้

แต่เราควรจะมีสติปัญญาพอที่จะเลือกอุตสาหกรรมที่เหมาะสมมิใช่หรือ

ศึกษาหาวิธีบำบัด-บำรุง-ให้อยู่ในมาตรฐานปลอดภัยได้ไหม? 

คำถามเรื่องนี้ใครจะตอบ ยกมือขึ้น!

ไหนละมือ?????