ยิ่งสะสม ยิ่งมีกิเลสมาก ทุกข์ที่ตามมาก็จะมากตามลำดับ

พอกลับมาจากการปฏิบัติที่วัดทำให้รู้ตัวมากขึ้นว่า สะสมอะไรหลายๆ อย่างมากเกินไป ทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาหาร สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไหร่ จนบางครั้งก็ต้องทิ้ง

การไปอยู่วัดทำให้เห็นคุณค่าของที่อยู่อาศัย อาหาร เสื้อผ้า และยารักษาโรคที่เป็นปัจจัย ๔ ของมนุษย์ แต่ไม่ใช่การเห็นคุณค่าแบบอยากสะสมของเหล่านี้ เป็นการเห็นคุณค่าว่ามีเพียงเท่าที่ต้องการใช้ก็พอแล้ว ไม่มีการสะสม ไม่ต้องสะดวกสะบายยิ่งขึ้นไป แค่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น

การไม่สะสมเป็นการขจัดกิเลสที่ซ่อนอยู่ในตัวเป็นอย่างดี บางครั้งเวลาไปซื้อของ เรามักจะคิดว่า ซื้อเผื่อสักหน่อยน่า หรือตอนนี้ลดราคา ซื้อไปก่อนดีกว่า ฯลฯ ทำไปทำมาทั้งชีวิต ก็จะเกิด surplus ที่เป็นขยะในบ้านเป็นจำนวนมาก เปลืองทั้งที่เก็บ ทั้งสกปรก รกรุงรังอีกด้วย

การไม่สะสมยังเป็นการสร้างความอดทน ให้รู้จักกับความไม่สบายกายที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ตามสภาพสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ไม่ใช่สภาพความเป็นอยู่ที่ปรุงแต่งปรับขึ้นมาแล้ว นับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิตเป็นอย่างดี

ในอีกนัยหนึ่งสิ่งที่เราสะสมรกรุงรัง ก็เหมือนกับกิเลสที่ยังค้างรกรุงรังใจเราอยู่ด้วยนั่นเอง

ยิ่งสะสม ยิ่งมีกิเลสมาก ทุกข์ที่ตามมาก็จะมากตามลำดับ

เกิดทุกข์ตามมา ทั้งอาจจะเสียดายที่ของเสื่อม อาจจะเสียดายที่ของหาย หรือเป็นความทุกข์ที่ต้องคอยดูแลรักษาของเหล่านั้น จิตแทนที่จะสงบได้ กลับกลายเป็นมีแต่ความกังวลในเรื่องของการสะสมไป

การรู้จักประมาณ รู้จักความพอเพียง รู้ว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เป็นการช่วยเหลือตัวเอง ลดกิเลส สร้างภูิมิคุ้มกัน แล้วยังเป็นการช่วยสังคม ไม่สร้างขยะโดยไม่จำเป็น ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม รักษ์สิ่งแวดล้อมไปในตัวด้วย

ขอเชิญชวนให้ร่วมกันอยู่อย่างพอเพียงค่ะ