พักร้อนวันพระใหญ่

            หยุดราชการวันพระใหญ่รอบนี้ยาวนานถึง 4 วัน ก็ถึงเวลาที่ครอบครัวผมจะต้องอพยพออกจากบ้านกันอีกรอบ คราวนี้เราเลือกที่จะไปในที่ที่ใกล้ที่สุด ใกล้ใจนะครับ ใกล้ใจเพราะมันใกล้บ้านเกิด ใกล้ใจเพราะได้เข้าไปนอนในบ้านทั้ง 2 แห่ง ทั้งสุราษฎร์ฯและปากพนัง เราไปสมุยกันครับ

            วันนี้เป็นวันพุธที่ 16 กรกฎาคม 2551 เป็นวันพุธกลางสัปดาห์ ผมออกเดินทางกับ Wish คู่ใจที่ชื่อคุณบุญรอด ในเวลาราว 4 โมงเย็น คุณๆตัวเล็กตื่นเต้นเหมือนการออกเดินทางทุกครั้ง ต่างกุลีกุจอที่จะนั่งที่นั่งของตัวเอง car seat ทั้ง 2 ตัวถูกใช้จนคุ้มเงินตั้งแต่รุ่นพี่แป้ง คุณจ้าก็มารับช่วงต่ออย่างไม่อิดออด เรื่องที่นั่งเด็กนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เป็นกฎเหล็กของบ้านเราที่ว่า เด็กทุกคนต้องนั่งใน car seat เท่านั้น ไม่งั้นรถไม่ขยับ แล้วเราก็ไม่ต้องมานั่งพะวงอยู่ว่า เธอจะล้มบ้าง เดี๋ยวเบรกแล้วเธอจะคะมำบ้าง เพราะต่างคนต่างก็คาดเข็มขัดอย่างดี

            เราแวะกินข้าวเย็นกันที่ร้านสเต๊กหลานตาชู ร้านอาหารชื่อดังที่ควนขนุน พัทลุง คุณแป้งเธอท่องมาหลายวันแล้ว ว่าจะกินสเต๊กปลาย่างที่นี่

            ว่ากันถึงเรื่องร้านอาหารแห่งนี้ต้องขยายหน่อยครับ เพราะแวะเข้ามากินหลายครา ตั้งแต่เขาเริ่มเปิดร้านใหม่ๆ จนบัดนี้หลายปีดีดัก เราก็ยังแวะอยู่ ได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างน่าชื่นชม เรื่องแรกก็คือเรื่องที่จอดรถที่เขาจัดที่ทางไว้ได้อย่างเหมาะสม และเมื่อเดินเข้ามาในร้านก็พบว่า เขาจัดร้านได้อย่างเหมาะเจาะ พนักงานบริการที่นี่หูตาไวครับ ยกมือปุ๊บก็จะเห็นปั๊บ ตอบสนองเราได้ทันที (อันนี้ชอบ) สนามเด็กเล่นก็ใหญ่โตกว้างขวาง เด็กๆชอบมาก ที่น่าชื่นชมมากก็คือ พื้นสนามเด็กเล่นนั้น เขาปูด้วยยางกันลื่นและกันกระแทกครับ มาตรฐานสูงมาก เพราะว่าพื้นยางแบบนี้ล้มไม่เจ็บครับ และของเล่นก็ดูปลอดภัยไร้มุมเหลี่ยม ผมกับจิ๋มจึงวางใจที่ทั้งสองตัวเล็กจะวิ่งเข้าไปเล่นได้ ชื่นชมอย่างจริงใจครับ

            มื้อนี้พี่แป้งสั่งสเต๊กปลาแซลมอนย่าง แม่เธอสั่งสเต๊กเนื้อ พ่อมันสั่งข้าวสวยกินกับหัวปลาแซลมอนนึ่งซีอิ้ว ส่วนคุณจ้าไม่ต้องสั่ง เพราะเธอน่าจะแค่พอตอดๆ ฮ่า ฮ่า

            ปรากฏว่า สเต๊กแซลมอนอร่อยเหลือเชื่อในราคา 150 บาท เราได้ส่วนท้องของมัน เลยมีก้างมากสักหน่อย แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคมากนัก เพราะลูกผมขึ้นชื่อเรื่องขย้อนครับ ก้างเล็กแค่ไหน เธอก็จะค่อยๆใช้ลิ้นดุนๆมันออกมาโดยที่อาหารส่วนอื่นยังอยู่ในปาก มันเป็นแบบนี้ทั้งคู่ครับ เก่งจริงๆ คุณจ้าเธอก็กินของพี่แป้ง กินเอากินเอา จนเมื่อหัวปลาของพ่อมา เธอก็ยังกินต่ออย่างไม่หยุดยั้ง เล่นเอาพ่อมันชื่นใจอย่างแรง เพราะภาพแบบนี้เห็นได้ไม่ง่ายนักในตระกูลย่อยของผมเอง (คือถ้าบอกว่าตระกูลผมนั้น กินโคตรเก่งครับ แต่ตระกูลที่ผมเป็นต้นตระกูลร่วมกับจิ๋มนั้น กินโคตรยากเลย)

            จานของผมคือหัวปลาแซลมอนนึ่งซีอิ้ว หลังจากสั่งอาหารไปนั้น คุณพนักงานเสิร์ฟท่านดีใจใหญ่ อดไม่ไหวที่จะไปบอกเพื่อนร่วมงานว่า ของเราขายหัวปลาออกแล้ว ดีใจจัง ได้ 20 บาท อันนี้เล่นเอาผมอึ้ง ซวยละตู สงสัยมันจะขายไม่ออกกระมัง จึงได้เล่นกันแบบนี้ แต่นั่นก็แค่คิดไปเรื่อยๆ เพราะว่า เอาเข้าจริงๆแล้วมันก็อร่อยครับ ตอนแรกคิดว่ามันจะเป็นแบบของฟูจิ ที่มีรสชาติแก่ไปทางหวาน แต่ที่นี่ทำแบบไทยครับ ใส่ซีอิ้วแบบเค็มนำ อร่อยจริงๆแบบไทยๆ ชอบครับ

            ลูกผมทั้งคู่เธอชอบกินตาปลาครับ ยิ่งเป็นตาแซลมอนแล้วละก็ หายห่วง พี่แป้งซึ่งปกติไม่กินอะไรที่ดูเหลวๆเมือกๆ แต่ตาปลานี่เป็นข้อยกเว้น ดูดวุ้นตาปลาเหมือนดูดหอยจุ๊บเลยเชียว

            ช่วงนี้พี่แป้งแสดงความน่าทึ่งเรื่องกินให้เห็นครับ ทึ่งที่ว่าเธอดันมาชอบกินนัตโตะ หรือถั่วเน่าญี่ปุ่นนั่นแหละครับ เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า ครั้งที่ผมไปญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่แล้ว และทราบมาว่า วิธีการกินนัตโตะที่ถูกต้องนั้น เราต้องผสมซีอิ้วและมัสตาดลงไป คนให้เข้ากันจนเป็นเมือกๆ จากนั้นก็คีบมันวางลงบนข้าว และนำมาวางบนสาหร่าย แล้วอ้ำๆๆ

            แต่ปัญหาของมันก็คือรสชาติและกลิ่นที่บอกไม่ถูก มันเน่าจริงๆครับ แต่แปลกอย่างมากที่แป้งดันชอบกิน ฮ่า ฮ่า แบบนี้เรียกว่าอะไรดีครับ

            มาว่ากันเรื่องสเต๊กเนื้อของคุณเมียบ้าง งานนี้ไม่อร่อยสมราคาครับ ขอบอก

            ได้เวลา 18.30 น. เราก็ออกเดินทางกันอีกครั้งครับ

            ผมใช้ความเร็ว 80-110 กม.ต่อชั่วโมง คุณบุญรอดซดน้ำมันราว 13.4 กม.ต่อลิตร ผมแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มปตท.ที่อยู่เลยแยกเข้าทุ่งใหญ่ไปอีกนิด ซึ่งเป็นปั๊มใหญ่ คนเข้ามาก และก็รู้สึกดีครับ เพราะดูโดยทั่วไปแล้วก็พบว่า มันทันสมัยดี มีตู้ ATM ไว้คอยบริการด้วย หัวจ่ายก็สวย ไปออกสีส้มๆ เออแฮะ ผมนี่มันไอ้บ้านนอกจริงๆ ปกติไม่ค่อยเข้าปตท. เพราะเมียไม่ได้ถือหุ้น เอ้ย..ไม่ใช่ เพราะว่าผมใช้ visa card เติมที่ Caltex แล้วสามารถได้ 1 เปอร์เซ็นต์ครับ

 

           สามทุ่มตรงเป๊ะผมก็ถึงบ้านดอนครับ บ้านดอนบ้านเกิด บ้านดอนยามนี้เงียบจังเลย บ้านผมย้ายออกมาจากในเมืองตั้งแต่ปี 2543 โดยก่อนหน้านั้นบ้านผมอยู่ในเมืองพอดีดัก ซอยบ้านพักนายอำเภอนั้น สุดซอยเป็นทางตัน สุดซอยนั้นเป็นบ้านผมเอง แต่ตอนนี้มันเป็นบ้านร้างไปแล้ว แม่ผมย้ายออกมาตั้งแต่พ่อตาย เดิมทีนั้นพ่อก็ตั้งใจจะย้ายออกมาอยู่ในหมู่บ้านไทยสมุทรที่เราอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้ว มันยังสร้างไม่เสร็จพ่อก็มาตายจากไปเสียก่อน

            ในหมู่บ้านที่แม่อยู่ตอนนี้นั้นอยู่นอกเมืองออกมา ก็เป็นโชคดีของแม่มาก เพราะว่าญาติๆต่างก็ย้ายมาอยู่ชิดติดกันหลายหลัง ตรงกันข้ามก็เป็นหลานสาวสายตรง (ลูกพี่สาว) เยื้องกันก็เป็นบ้านของน้องชายคนสุดท้อง คนที่บ้านเรามีความสนิทสนมที่สุด ติดไปอีกหลังก็เป็นบ้านน้องสายเยื้องที่สนิทที่สุดอีกคน อีกหลังชิดรั้วก็เป็นบ้านของพี่สาวนอกอุทรของแม่อีกคนที่เคยเลี้ยงแม่เมื่อครั้งยังเป็นสาวๆ รวมแล้วก็มี 8 หลังที่เป็นญาติกัน กลายเป็นว่า ชุมชนนี้ได้กลายเป็นชุมชนของครอบครัวแม่ไป ผมก็เลยรู้สึกเบาใจไปอีกนิดที่ต้องทำงานอยู่ไกลท่าน

            ครั้นเมื่อคุณบุญรอดได้ถอยตูดเข้าบ้านในเวลา 3 ทุ่มตรง ย่าและอาต่างก็กรูกันมาอุ้มหลานออกไป สองสาวนั้นกระดี๊กระด๊ากันใหญ่ ล่วงไปเกือบห้าทุ่มเข้าแล้วจึงยอมหลับยอมนอนกัน เตรียมตัวเดินทางกันต่อในวันพระใหญ่พรุ่งนี้