สดับเสียงการเปลี่ยนแปลงของสังคมขัดเเย้ง

ในเวลาที่ล่วงผ่าน จากวันเป็นคืน ผมยังสดับฟังความต่างจากเรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบเหล่านี้ พลังของความอยากรู้มีเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงอารมณ์เศร้าในความจริงที่พบเจอ

 

 

ังคมที่แตกแยกทางด้านความคิด ปัญหาวิกฤตที่เราใช้ความรู้สึกตัดสินใจ มากกว่าปัญญา

ผมเองเติบโตผ่านการเรียนรู้จากผู้คนที่หลากหลาย ผมเดินทางไปข้างหน้าเรื่อยๆ สร้างความรู้ พัฒนาปัญญาผ่านการปฏิบัติ อยู่ภายใต้การถอดประสบการณ์ผ่านตัวเอง ซ้ำเเล้วซ้ำเล่า

 

สังคมเราเกิดวิกฤติ เพราะเราชาชินกับความชั่วและเราพยายามสร้างให้มีมุมมองต่อความชั่วเป็นสิ่งที่สามัญธรรมดา เรามักบิดเบี้ยวกับสิ่งที่เป็นมาตรฐานของศีลธรรม เราพอกพูนอัตตาตามระดับศึกษาที่สูงขึ้น และเราเฟ้อฝันเรื่องราวต่างๆผ่านการนั่งคิดอยู่กับที่ และทฤษฏีที่สุมหัว

สังคมกับสันติวิธีเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน หากไม่มีสันติในใจ ยอมรับมาตรฐาน อันเป็นกฏเกณฑ์ของศีลธรรมอันดี พูดคุยภายใต้การยอมรับซึ่งกันและกัน ...เปิดใจ ไร้อัตตา

การใช้พลังกลุ่มเพื่อสร้างความชอบธรรมจึงเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เราชาชินอยู่เสมอในสังคม...เป็นพลังด้านลบที่คอยกร่อนกัดสังคมแห่งปัญญา

วันนี้มันจึงดูว่างเปล่า... การสูญสิ้นความศรัทธาผ่านความจริงที่ผมค้นพบ นั่นคือ ความเศร้ากว่าเรื่องใดทั้งมวล

หากผมพอจะหยุดความเศร้าเหล่านี้ได้...ก็เป็นโอกาสให้ผมได้เรียนรู้สร้างภูมิให้แก่ตนเองจากเรื่องจริงที่น้ำเน่าสิ้นดี

"การสูญสิ้นความศรัทธาผ่านความจริงที่ผมค้นพบ นั่นคือ ความเศร้ากว่าเรื่องใดทั้งมวล"

ผมขอถอดบทเรียนด้วยประโยคข้างบนนี้ครับ

ในวันนี้ ผมมองว่า เราได้ ก้าวเดินมาอีกขั้น เราสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองมากขึ้น ตามประสบการณ์ที่เราก้าวข้ามผ่าน

การเดินทางผ่าน เรื่อง ดี เรื่องร้าย เราแยกแยะได้โดยใช้ " ปัญญาญาณ" (Intuition)สิ่งนี้เป็นเหมือนแสงไฟส่องทางครับ

ความรู้แต่เพียงอย่างเดียวสุ่มเสี่ยงพ่ายแพ้ต่ออคติและพลังด้านลบพร้อมที่จะชักนำเราไปสู่วังวนของความไม่ดีทั้งมวล ด้วยความคุ้นชินของการสร้างมาตรฐานใหม่ของสังคมด้อยปัญญาที่ลดทอนความชอบธรรม

ผมอ่านหนังสือของนักเขียนที่ผมชื่นชอบท่านหนึ่ง(กระบี่ไม้ไผ่ ) เนื้อความโปรยจากสำนักพิมพ์เขียนไว้น่าคิดมากทีเดียวครับ มีเนื้อความว่า

".... มันเป็นเหมือน " คลื่น" ที่ผ่านเข้ามากระทบ " ข้างใน" ของเราทุกคน คลื่นที่จะลากจูงชีวิตไปในทิศทางของความสุข ความเศร้า ความทุกข์ ความจริง ความลวง...สุดแท้แต่เราจะจัดการกับ " หางเสือ" ภายในตัวเราอย่างไร

กระทั่ง ตระหนักรู้ว่าหรือไม่ว่า ข้างในเรามีคลื่นประเภทนี้อยู่

ใช่...

การตระหนักรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นในเบื้องต้น แต่ในขั้นตอนต่อไป สิ่งที่จำเป็นกว่านั้นคือ แล้วเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือกำกับทิศทางความเคลื่อนไหวของชีวิต ภายใต้อิทธิพลของคลื่นลมที่ว่านี้.. ."

และในคำนำของ กระบี่ไม้ไผ่เองเขียนไว้อย่างน่าฟังว่า

“... แต่ในความจริงก็คือ ความรู้บางอย่างอาจทำให้ตั้งต้นในบางโลกได้ แต่ใช่ว่าจะใช้ตั้งต้นในทุกโลกได้ เพราะพร่องความรู้บางเรื่อง ความเศร้าจึงมาเยือนเป็นพักๆ

ในยามที่การเปลี่ยนแปลงไหวตัว ความเศร้าในชะตากรรมตนเองและเพื่อนมนุษย์ ก็ไขประตูโลกอีกใบที่ซ่อนลึกลงไปออกมาให้เห็น

นเวลาที่ล่วงผ่าน จากวันเป็นคืน ผมยังสดับฟังความต่างจากเรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบเหล่านี้ พลังของความอยากรู้มีเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงอารมณ์เศร้าในความจริงที่พบเจอ

 


 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
๑๖ ก.ค.๕๑,๒๓.๐๙ น.
ปาย,แม่ฮ่องสอน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน The ultimate leader



ความเห็น (51)

เขียนเมื่อ 

สังคมศาสตร์ "ศาสตร์" แห่งสังคม...

เพราะสังคมเป็นที่รวมของคนที่หลากหลาย...

ความแตกต่างในความคิดจึงเกิดขึ้น....

ถามว่าเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือกำกับทิศทางความเคลื่อนไหวของชีวิต...

สำหรับผมไม่มีเครื่องมือใดที่จะดีไปกว่า "ปัญญา" ครับเพื่อน...

      

ขอบคุณครับผม...

ความรู้แต่เพียงอย่างเดียว สุ่มเสี่ยงพ่ายแพ้ต่อ อคติ และ พลังด้านลบพร้อมที่จะชักนำเราไปสู่วังวนของความไม่ดี

เห็นด้วยค่ะ...
                  ในมุมมอง เราควรใช้ทั้งศาสตร์  และศิลป์ 

                               ในการก้าวเดินชีวิตค่ะ

                                    

เขียนเมื่อ 

ก่อนราตรีสวัสดิ์ค่ะ คุณเอก

* เจ็บหัวเหม็ดนิคุณเอก ใช้อะนิ้อย่างเดียวพอ

.... ว่าแต่ว่า .. รูปคุณ ตรงๆ ถ่ายเท่ห์มากค่ะ เรียกว่าท่าอันหยัง? คะ ..  ... ชอบมุมนี้ เดี้ยน ๆ ปัด ๆ ไปเลย นิ คุณเอก ...

"...เรากำลังชาชินและร่วมวงตัดสินอะไรง่ายๆ หารู้ไม่ว่า ตัวเองก็อาจกลายเป็นเหยื่อที่ต้องทรมานอยู่ในบ่วงแร้วของการช่วงชิงการตีความศีลธรรมกันอย่างเข้มข้นได้เหมือนกัน.."

ศีลธรรมศาลเตี้ย ใน คลื่นข้างใน -กระบี่ไม่ไผ่

 

 

 

ครั้งหนึ่ง เราใช้คำว่า "ความรู้" ในการจัดการ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เรายอมรับกันว่า ความรู้คือรากฐานสำคัญของการพัฒนา ของการสร้างคุณภาพชีวิตและสำหรับการสร้างความสงบสุขในการอยู่ร่วมกัน

พอมาอีกครั้งหนึ่ง เราก็พบว่า "ความรู้" อย่างเดียวไม่ได้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมดีขึ้น กลับทำให้สังคมแย่ลง เราก็พากันเรียกหายาดีอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ "คุณธรรม"

อีกสักครั้งหนึ่ง เราอาจจะต้องมองหาตัวใหม่แทนคำว่า "คุณธรรม" เนื่องจากเพราะทุกคนในสังคมจะกล่าวอ้างกันว่า สิ่งที่ฉันทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องสอดคล้องกับคุณธรรมแล้ว เพียงแต่คำๆ นี้ถูกนำไปตีความอย่างที่ตนต้องการ

ผมว่าครั้งอีกครั้งหนึ่งที่น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย คือ การที่คนในสังคมต้องทำความรู้จักกับตัวเองให้มากขึ้น รู้ว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไร และอะไรคือหน้าที่ที่ถูกบัญญัติไว้พร้อมๆ กับการเกิดของชีวิต เมื่อหาคำตอบนี้ได้ สังคมคงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ขอบคุณครับ

สะบายดีอ้าย

ตั้งแต่ไปเรียนไม่ค่อยได้อ่านและสดับฟังเรื่องเล่าจากอ้ายเลย

ขอให้สนุกกับการเรียนนะครับ

เรื่องเล่าบางเรื่องไม่ฟังมั้งก็ได้ครับ ปล่อยไปเถอะ ปล่อยวาง

ปล่อยให้ไหลไป

อิอิ

 

สวัสดีครับ เพื่อนMr.Direct

ผมเดินทางและในระหว่างเดินทางท่ามกลางผู้คนหลากหลาย ปัญหาของสังคมที่เราพยายามแก้ไข ส่วนใหญ่เราพยายามมองออกไปไกลตัวมากที่สุด และนั่นเองคือการปิดเร้นการพัฒนาตนเอง ความอ่อนด้อยของปัญญา

ผมมองว่า หลุมพรางของการแก้ไขกับปัญหา คือการเดินเข้าไปโรมรันพันตูกับปัญหานั้นโดยขาดการวิเคราะห์ตนเอง แต่กลับมั่นใจในการใช้ "ความรู้" เป็นเพียงเครื่องมือเดียวที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญเหนือใคร

อายุที่มากขึ้นตามวัฏจักรชีวิต การศึกษาที่สูงขึ้นตามที่มนุษย์พึงมีให้ศึกษาตามแนวทางการศึกษากระแสหลัก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีได้เลยว่า พวกเขาเหล่านั้นมี "มโนธรรม" ในการพัฒนาตนเองและสังคมแต่อย่างใด ตรงกันข้ามความหลงผิดและอัตตาที่เหมือนเกราะอัศวินที่มันป้องกันเราได้ก็จริง แต่หนาหนัก ทำให้เขาหยิ่งผยอง หารู้ไม่ว่า เกราะอัศวินที่แสนจะรุ่มร่ามนั้น หลายคนสลัดทิ้งอย่างไม่ใยดี และมุ่งแสวงหาความโปร่ง สบาย  

"สายตาที่กว้างไกลในสนามรบ เป็นสิ่งที่ได้เปรียบที่สุด"  คุณประภาส ชลศรานนท์  ได้กล่าวประโยคนี้ในข้อเขียนเชิงสัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่ง

สายตาที่กว้างไกลนั้น ผมคิดไปถึง Bird Eye View ที่สามารถบินไปในระดับสูงพอสมควรที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆได้ตามที่ควรจะเห็น นั่นคือโอกาสที่ได้เปรียบที่สุดครับ

ผมเขียนแบบนี้พยายามจะกล่าวไปถึง จาก "ความรู้" พัฒนาไปถึง "ปัญญาญาณ"  นอกกรอบความคิด เป็นชีวิตที่อิสระและทรงพลัง

ผมเองก็พยายามเรียนรู้ตามวิถีของตนเองเงียบๆผ่านความเปลี่ยนที่เกิดขึ้นรอบตัว ทั้งที่คาดไว้แล้ว และเกินคาด อย่างที่สัมผัส พร้อมกับสดับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ขอบคุณเพื่อนมากครับ ...อย่างน้อยผมมองว่า เราได้โอกาสนั้น ได้โอกาสในการเรียนรู้ที่จะสร้างระยะห่างกับความไม่ดี และเพิ่มพูนตัวเองในเส้นทางความดี 

สังคมศาสตร์เป็น "ศาสตร์" แห่งสังคม ดังนั้้น"ความรู้"ที่เป็นเรื่องของสังคมจึงเป็นพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาจากข้างในของเราเอง

สติปัญญายังน้อยนิดครับ แต่ก็ได้หยิบมุมที่เห็นมาบอกกล่าว แลกเปลี่ยนกับเมธีที่ผ่านเข้ามาทักทาย

ขอบคุณเสมอครับสำหรับมิตรภาพที่ดีเสมอมา

-----

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร 

เขียนเมื่อ 

หวัดดีค่ะ...

" กระบี่อยู่ที่ใจ  ถึงเป็นไม้ไผ่  ก็ไร้เทียมทาน " ค่ะ

มีความสุขกับวันหยุดนะค๊ะ... 

         

เขียนเมื่อ 

สังคมแห่งความขัดแย้งก็คือสังคมแห่งความกลัว

กลัวเสียทุกอย่างจนไม่อาจไว้ใจใครได้

การคิด การกระทำ จึงแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

กลัวแม้กระทั่งตัวเอง...........

                                             นายกระท้อน ปาย  17 ก.ค.51

 

สวัสดีครับ ครู @..สายธาร[email protected]

วันนี้ผมจัดการความว่างครับ ผมปล่อยตัวเองว่างมาตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อมาพักผ่อนอย่างเต็มที่ที่บ้านเกิด

บางครั้งในความว่าง จัดการยากกว่าความวุ่นนะครับ เพราะว่างก็พยายามจะหางานมาทำเรื่อยเลย ส่วนหากอยู่ในเวลาวุ่น เราก็แอบพักผ่อนเองระหว่างทาง

เรื่อง การจัดการความขัดเเย้ง ผมให้ความสำคัญกับ การพัฒนาด้านจิตใจเบื้องลึกของตัวเอง ซึ่งก็อยู่ในช่วงการพัฒนา เรียนรู้และถอดบทเรียนครับ

ดูรายการโทรทัศน์ที่ผมชมย้อนหลัง รายการตาสว่างทาง อสมท. ที่นำเรื่องราวของ ดร.ประมวล มาพูดคุย ทำให้เราได้เรียนรู้สัจธรรม ในการเดินทาง ชีวิตเราเหมือนการเดินทาง หากเราตัดสินใจละทิ้งภาระที่พันธนาการออกไป เราก็สบายใจ และพร้อมที่จะเดินเพื่อชนะตนเองอย่างเต็มกำลัง 

และ อ.ดร.ประมวล ท่านได้บอกว่า ท่านพยายามเดินออกจากอารมณ์  ๓ อารมณ์ คือ อารมณ์กลัว อารมณ์เครียด และอารมณ์เสียดาย เพื่อเอาชนะจิตใจ ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดๆทั้งหมด

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีในการ จัดการความขัดเเย้งในตัวเอง เพื่อเรียนรู้มรรควิธีที่จะนำตนเองไปสู่ความสุข สันติในใจ นำเรื่องราวประสบการณ์มาบอกกล่าวให้คนใสังคมได้เรียนรู้ร่วมปัญญาที่ผ่านการถอดบทเรียนที่อาจารย์ทุ่มเททั้งชีวิตนั้นด้วย

การจัดการความขัดเเย้งนั้นเริ่มที่ตัวเอง หากจะทำให้สังคมโดยรวมมีสันติสุข ตอบโจทย์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่าไปคิดเรื่องอื่นเลย

เพราะความขัดเเย้งนั้น ไม่ได้อาศัยความเชี่ยวชาญของการศึกษาที่หนาหนักด้วยอัตตา ไม่ได้อาศัยบุคคลที่สูงวัยตามวัฎจักรชีวิต แต่หากต้องพึ่งพาบุคคลที่ปัญญา คิดได้ สังเคราะห์เป็น ที่สำคัญเป็นคนดี(ที่ดีจริงๆ) มีมโนสุจริต วจีสุจริต กายสุจริต...มีคุณธรรม

หากสังคมเราประกอบไปด้วยคนดีเหล่านี้ มาร่วมกัน พัฒนาสังคมที่กำลังวิกฤติของเรา ผมก็พอจะมองเห็นทางรอดครับ แต่หากผู้คนเหล่านี้อาศัยแต่เพียงภาพลักษณ์ที่ดี(การศึกษา - วัยวุฒิ)แต่อย่างเดียว แต่ขาดคุณธรรมผมคิดว่าการแก้ปัญหานั้น เป็นการเพิ่มปัญหามากกว่าครับ

ขอบคุณครับที่มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

 

HyPeR MonKeY
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

“...แต่ในความจริงก็คือ ความรู้บางอย่างอาจทำให้ตั้งต้นในบางโลกได้ แต่ใช่ว่าจะใช้ตั้งต้นในทุกโลกได้ เพราะพร่องความรู้บางเรื่อง ความเศร้าจึงมาเยือนเป็นพักๆ

ในยามที่การเปลี่ยนแปลงไหวตัว ความเศร้าในชะตากรรมตนเองและเพื่อนมนุษย์ ก็ไขประตูโลกอีกใบที่ซ่อนลึกลงไปออกมาให้เห็น”

เห็นตามนั้นครับ ^___^

เขียนเมื่อ 

สังคมต้องการ "คนดี" เป็นผู้เปลี่ยนแปลง หรือ ควบคุม "คนไม่ดี" ครับ

ดั่งเช่นพระราชดำรัสของในหลวงผู้เป็นที่รักของเราชาวไทยทุกคน

ขอบพระคุณครับ :)

เขียนเมื่อ 

มาเยี่ยมนะคะ สำหรับพี่ ถ้าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
ก็ไม่พยายามเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งใดๆ  เพราะ บางที บางเรื่อง อาจจะมี อะไรๆ  ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ  เราเองก็ไม่ทราบ  จึงไม่อยากจะไปกังวลอะไรมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

...ความรู้ต้องคู่คุณธรรมค่ะ

ความรู้อย่างเดียว ไม่ได้ค่ะ สังคมไม่ปลอดภัย เพราะเราอาจมีคนเลวที่ฉลาด

ความไร้รู้ ก็ไม่ได้ค่ะ ความไม่ปลอดภัยของสังคมยิ่งมากขึ้น เพราะอาจมีคนดีที่โง่เขลา

สังคมอุดมปัญญาและคุณธรรม เป็นเรื่องที่ยังเป็นโจทย์ของประเทศไทยค่ะ

สาวนุ้ย  poo 

ต้องขออภัยอย่างแรงที่ทำให้คุณสาวนุ้ย ปวดหัวเหม็ด

ผมเพียงแต่ถอดบทเรียนสิ่งที่ผ่านไป และบังเอิญว่าผมได้อ่านหนังสือหลายๆเล่มช่วงนี้ ทำให้ความคิดทำงานไปได้ดีทีเดียวครับบันทึกนี้ ทำให้ผมคิดไปถึงข้อเสนอแนะของ อ.ดร.ธวัชชัย ที่ บันทึก อ.Wasawat Deemarn

ขออนุญาตยกมาในบันทึกนี้ครับ

------------------------------------------------

P

ธวัชชัย ปิยะวัฒน์
เมื่อ ศ. 18 ก.ค. 2551 @ 06:59
746813 [ลบ]

ปัญหาที่ผมพบเจอคือความถูกและความผิดในความเข้าใจของคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันเหลือเกินครับ บางครั้งแม้จะเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเหลือเกินว่าเป็นความผิดที่สังคมทั่วไปรับรู้ แต่ก็จะถูกมองข้ามให้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยทันทีพร้อมพยายามหาเหตุผลมาประกอบต่างๆ นานาเมื่อเอาความเป็นพวกพ้องเข้ามาผสมครับ

ผมคิดว่าระบบพวกพ้องเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในทุกระดับครับ ถ้าประเทศไทยแก้ไขปัญหาด้วยกันแบ่งพวกเขาพวกเรา เราก็เหมือนพายเรือในอ่างไปตลอดครับ ถ้าเราต้องเลือกที่จะนิ่งดูดายเพราะพวกใครเป็นพวกใครนั้น ประเทศเราก็จะเป็นเช่นที่เราเจออยู่อย่างปัจจุบันไม่มีสิ้นสุดครับ

------------------------------------------------

อ้างอิงจากบันทึก http://gotoknow.org/blog/scented-book/194813

ผมคิดว่าประเด็นนี้ เป็นความจริงที่เราพบในสถานการณ์ปัจจุบันครับ

และผมได้ให้ข้อเสนอแนะต่อ เพื่อเป็นการเชื่อมให้เป็นเรื่องเดียวกัน จากบันทึกเดียวกันครับ

--------------------------------------------------

P
 จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
เมื่อ ศ. 18 ก.ค. 2551 @ 07:39
746844 [ลบ]

เช้านี้ผมได้รับโทรศัพท์ปลุกแต่เช้าตรู่ เพื่อคุยเรื่อง สังคม บ้านเมือง คุยเรื่องภาคใต้...เป็นปกติที่สถานการณ์เปลี่ยน ประเด็นใหม่ๆก็ถูกฉุดมาในวงสนทนามากขึ้น

บันทึกสั้นๆนี้ กลับฉุดความคิดผมให้คิดเตลิดไปมากขึ้น

เข้ามาอ่านบันทึก และ ได้อ่านข้อคิดเห็นของ อ.ดร.ธวัชชัย ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปบันทึกล่าสุดของผมครับ สดับเสียงการเปลี่ยนแปลงของสังคมขัดเเย้ง

ข้อเสนอแนะของท่าน อ.ธวัชชัย นั้นเป็นจริงที่ผมรู้สึกเศร้าในสังคมที่ ใช้ระบบเพื่อนพ้อง แล้วฝังกลบมาตรฐานความดีงามไว้ ไม่รู้สึกรู้สา เราพบเห็นเรื่องราวเหล่านี้ ที่มักขัดต่อความรู้สึก ผมเองก็ทำใจได้ยากกับวิธีคิดที่เปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น

ความเศร้าที่พบกับความจริงจึงมาเยือนเป็นพักๆ ที่มีโอกาสได้รับรู้เป็นปกติครับสำหรับมนุษย์สามัญ คนเดินดินแบบผม

ก็ถือว่าได้เรียนรู้กันไป

"เป็นคนดีไม่มีเหงา" อยากให้ประโยคนี้เป็นกำลังใจให้คนดี คนที่ทำสิ่งที่ตนเองรัก เป็นสิ่งที่ชอบ และประกอบไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม จิตใจที่เป็นสุข ดีงาม

หากลองถามตัวเองดูว่า มีความสุขหรือไม่กับสิ่งที่ทำ คำตอบที่ได้ต่างเข้าข้างตนเองว่า "สุข" แต่มองลึกลงไปกว่านั้น เราต้องถามอีกว่าเป็นความสุขจริง หรือว่า สุข ปลอมกันแน่นะ สุขแล้วมีรอยด่างในใจ ...คงไม่ไหวเป็นแน่

"ความดีสวยงามเสมอ" ขอยกประโยคส่วนตัวมาอีกครั้ง เอาไว้ย้ำกับตนเองครับ

ขอบคุณครับ

--------------------------------------------------

 

ขอบคุณครับ คุณสาวนุ้ยอยู่ไกล ยังไงก็ไม่ลืมสะตอ

เขียนเมื่อ 

อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณไข่นุ้ยเอก

* อ่านแล้วได้ข้อคิด และอมยิ้มค่ะ

* รู้สึกดีๆ ขึ้นเยอะ หลังจากสับสน งงๆ เมื่อเช้าค่ะ

*  ...
.... พอแล้วหนอ คนดี สุดที่รัก
.... ทำไมจัก ทำร้ายกัน ได้ไฉน
.... ทั้งเผาใต้ ระเบิดกรุง ถลุงไทย
.... ดวงหทัย ใยจึงทำ ได้ลงคอ


...... สุขสงบ งามเงียบ และเรียบง่าย
...... ภูมิใจไทย รักศักดิ์ศรี มิมีหงอ
...... กล้าต่อสู้ เพื่อถูกต้อง ต้องเพียงพอ
...... คิดถึงพ่อ รักแผ่นดิน สิ้นลมปราณ *

.... * หยุดทำร้าย แผ่นดินพ่อ ขอนะคะ ......

.... คงจะเกี่ยวกันได้นะคะ .. ขอบคุณค่ะ ... สายนุ้ย ...

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีค่ะ
  • ตามเข้ามาทักทายในช่วงสายของวันหยุดค่ะ
  • อิ่มบุญหรือยังคะเช้านี้
  • รู้สึกจะยากนะคะ ถ้าจะให้ทุกคน "เปิดใจ ไร้อัตตา"
  • ขนาดบางวัด ยังสอนให้ยึดมั่นในอัตตา แทนที่จะยึดมั่นในอนัตตาเลยค่ะ  (พูดแล้วของขึ้นค่ะ)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

  • แวะมาเยี่ยมครับ
  • สบายดีนะครับ
  • อิ่มบุญไหมครับ
  • วันนี้
  • โชคดีมีความสุขครับผม
เขียนเมื่อ 
  • ขอบคุณค่ะ ที่แนะนำเพลงดีดี
  • เพลงเพราะถูกใจเลยค่ะ (โดนใจม๊าก มาก)

สวัสดีครับ อ.อีย์จารุวัจน์

เช้าวันสดใส วันฝนพรำ...

อ่านข้อเสนอแนะอาจารย์แล้ว

ใช่เลยครับ ความรู้นั้นต้องคู่คุณธรรม หากเรามีคนที่เก่งมากมายแต่ไร้คุณธรรมแล้วนั้น บ้านเมืองจะเจริญขึ้นได้อย่างไร

เดี๋ยวนี้บ้านเมืองวิกฤติมากขึ้น ของจริงที่เราเคยเห็นดูเหมือนพิสูจน์ออกมาได้ว่าทำเลียนแบบ น่าเศร้าใจนะครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า เราหวังให้สังคมเป็นไปตามที่เราคิดนั้้น ยากยิ่งนัก จึงต้องกันกลับมาย้อนมองตัวเราเอง ว่าเราดีพอหรือยัง เราพร่องตรงไหน และถอดบทเรียนทำความดีให้ถึงพร้อม

ผมขอให้กำลังใจ อ.อีย์ ครับ เดินข้างเคียงคู่กันไป ให้กำลังใจในการทำสิ่งที่ดีที่งดงามครับผม

ขอบคุณครับ

น้องออต

ผมยังไม่ได้ลงเรียนเลยครับ ปลายนี้นี่หละครับ สำหรับการวางแผนเรียน ต้องเข้าไปปรึกษาผู้ใหญ่ที่ผมเคารพก่อนครับ อ.หมอวิจารณ์ และทั้ง พี่เอกชัย (ลุงเอก) คิดว่าช่วงนี้สะสมประสบการณ์ไปก่อนครับ

ส่วนหลักสูตร เสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๑ ผมเป็น ส่วนของผู้อำนวยความสะดวกให้กับ ท่านทั้งหลายที่เข้ามาร่วมเรียนรู้ครับ เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว และที่สำคัญผมเต็มใจ

ความขัดเเย้งในสังคมนั้น ยังไงเราก็ต้องรับรู้ครับ หลีกไม่ได้ แต่ก็ดีนะครับ รับรู้แล้วปล่อยวาง บางทีก็คงต้องทำแบบนั้นจริงๆครับ

เพราะไม่มีทางเลือกอื่นใด...

ขอกำลังใจให้ทุกๆคนที่ทำความดีให้กับสังคมครับ

มีความสุขมากๆครับผม

ครูสาวนุ้ย มธุรสwindy  ครับ

ผมชอบประโยคนี้จังครับ

" กระบี่อยู่ที่ใจ  ถึงเป็นไม้ไผ่  ก็ไร้เทียมทาน "

การเดินทางเพื่อเรียนรู้ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ขณะเดียวกันทำให้เราอ่อนน้อมลง เหมือน มูซาซิไงครับ

เขียนเมื่อ 
  • ขอบคุณน้องเอก
  • ดีใจไหมได้กลับมาบ้านแล้ว
  • ที่ไหนๆก็ไม่สุขใจเท่าบ้านเรา
  • ความขัดแย้งในหลายวัฒนธรรมภาคใต้
  • คงมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
  • คิดว่า ที่ออกมา ประกาศว่า ยุติแล้ว คงไม่ใช่ตัวจริง
  • ยังมีอีกหลายกลุ่มมากๆๆ
  • ขอให้มีความสุขกับการอยู่บ้านครับน้องเอก
เขียนเมื่อ 

เมื่อเศร้าโศกอย่างเงียบสงบ
จึงย่อมพานพบความจริงที่ยิ่งใหญ่
ผ่านมาและผ่านไป
ชีวิตซึมซับไว้หลากบทเรียน

.....

มีความสุขมาก ๆ ...
มีพลังเยอะ ๆ
และขอให้ความฝันผลิบานอย่างดงามเสมอไป

....

  • เป็นกำลังใจให้ค่ะ
  • มีความสุข เบิกบาน กับปัจจุบันขณะนะคะ...คนดี
เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

..เราชาชินกับความชั่วและเราพยายามสร้างให้มีมุมมองต่อความชั่วเป็นสิ่งที่สามัญธรรมดา ..

สวัสดีครับ

  • ผมก็กำลังมึน-งงกับการรับรู้เรื่องราว (อย่างเลี่ยงไม่พ้น) ของผู้คนที่พยายามทำให้เรื่องผิดกลายเป็นถูก...เรื่องไม่ดีกลายเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำใจให้ยอมรับ..
  • การยึดถือระเบียบ-กฎเกณฑ์กลายเป็นเรื่องขบขัน/คร่ำครึ..
  • เราจะมีทางออกในเรื่องนี้อย่างไร
  • หรือจะให้ปล่อยวาง (แตกต่างอะไรกับการปล่อยปละละเลย!!!)...
  • ....มาทักทายก็บ่นซะแล้ว...

ขอให้มีพลังกาย พลังใจ มากๆ นะครับ

 

เขียนเมื่อ 
  • แวะมา ลปรร.ครับน้อยเอก
  • "คนทุกคนมีคุณค่า...ของความเป็นคนเท่าเทียมกัน"
  • "คนทุกคนมีความรู้...ในเรื่องเดียวกันอาจเรียนรู้มาไม่เหมือนกัน...แต่ถ้านำความรู้ทั้งหมดของทุกคนที่เรียนรู้มาไม่เหมือนกัน..มาผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว...แล้วนำไปสู่การปฎิบัติ...
  • ผลสำเร็จที่ออกมาจะเป็นอย่างไร...น่าลองทำดูนะ
  • ความขัดแย้งในสังคมย่อมเกิดขึ้น เมื่อทุกคน...ไม่ยอมเปิดใจ
  • เป็นกำลังใจให้ตลดอเวลานะครับ
เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีค่ะคุณเอก
  •  "ทุกวันนี้สังคมวิกฤตเพราะคนเราชาชินกับการทำความชั่ว เห็นการกระทำความชั่วเป็นเรื่องสมัญธรรมดา"
  • เธอทำได้ฉันก็ทำได้ กลัวจังค่ะว่าต่อไปจะเห็นเรื่องชั่วเป็นเรื่องดี แยะแยะไม่ออกสิ่งไหนดีสิ่งไหนชั่ว พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เฮ้อ..
  •  หากบุคลากในองค์กร มีการเปิดใจ ลดอัตตาให้มาก ก็จะช่วยลดความขัดแย้ง และทำให้องค์กรมีความเข้มแข็งขึ้นนะ
  • ขอบคุณที่ส่งดอกไม้ไปให้ค่ะ
  • ขอให้คุณแม่น้องเอก และน้องเอกมีความสุข สงบ ในเทศกาลเข้าพรรษาค่ะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

  • ไม่มีอะไรมาก
  • มาบอกฝากความคิดถึงครับ
  • ความขัดแย้งมีมาก ก็เพราะคนเรา ยึดมั่นมาก และยึดอยู่ด้วยความหลงครับ

 

พี่หมอ Mr. Kraton Pai  ครับ

ผมเห็นด้วยครับ ในเรื่องของ "ความกลัว" ผมนั่งชมทีวี ที่สัมภาษณ์ อ.ประมวล ท่านเริ่มออกเดินทางจากเชียงใหม่ ปลายทางบ้านเกิดเพื่อเดินให้พ้นความกลัวที่ตัวตนยังติดอยู่ ...ผมคิดว่าก่อนที่จะสำเร็จก็ต้องต่อสู้กับความขัดเเย้งในความเคยชิมมาก

และเช้าวันนี้ ผมนั่งอ่านหนังสือของนักเขียนคนโปรด "กระบี่ไม้ไผ่" เขาเขียนถึง ความกลัวไว้น่าสนใจว่า

"..จงกลัวความไม่รู้ของตัวเราเอง

อย่าให้ความกลัวของเราจุดไฟเผาคนอื่น

อย่าให้ความกลัวของเราเป็นไฟเผาตัวเอง

อย่าให้ความกลัวซึ่งกันและกัน เผาบ้านเผาเมืองของตัวเอง..."

------------------------------------------------------------------

แต่วันนี้ความกลัวซึ่งกันและกันกำลังเป็นไฟที่คุกรุ่นเผาบ้านเมืองตนเอง และ ลุกลาม...

 

 

ขอบคุณครับ

HyPeR MonKeY  พี่เอครับ

ขอบคุณมากครับ สำหรับการมาเยี่ยมบ้านผม...

โลกสองใบที่ซ้อนกัน เชื่อมโยงกัน บางครั้งแทบแยกไม่ออกเลยว่าโลกไหนที่เราดำรง

ดังนั้นความเศร้า หรือ เรียกว่า "สลด" ก็ได้ ผมพบเจอในโลกอีกใบที่ซ้อนลงจากโลกที่เป็นชีวิตจริง ความรู้สึกแบบนี้ ส่งผลกระทบกัน

๑.ความขัดเเย้ง เป็นวิวัฒนาการเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ความไม่พอทำให้เราเรียกร้องมากขึ้น เมื่อไม่ได้ก็เกิดปัญหา เมื่อไม่พอก็แย่งชิง...นั่นเป็นปฐมเหตุ

๒.ความขัดเเย้ง ต่อมาคือ การขัดเเย้ง "วิธีคิด" ของผู้มีการศึกษาทั้งหลาย การศึกษาที่พอกพูนด้วยอัตตา การศึกษามากขึ้นเพื่อการชนะคะคาน ใช้พลังกลุ่มเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของความไม่ดี เพื่อให้เป็นสิ่งที่ดี เป็นมโนทุจริตโดยแท้

ความขัดแย้งที่วิวัฒนาการ เป็นความพยายามวิ่งหนีความกลัวที่มีอยู่ในตัวตนของมนุษย์ครับ

ดังนั้นเราก็ต้องพร้อมที่รับมือกับเรื่องราวแบบนี้ต่อไป...

 

ขอบคุณครับผม..

 

อ.Wasawat Deemarn

ความเป็นจริง สังคมเรามีทั้งคนดี และ ไม่ดี และสังคมต้องมีการปกครอง การปกครองด้วยคนดีนั้น น่าจะนำพาองคาพยพไปสู่สิ่งที่ดีครับ  (ส่วนคำว่า "คนดี" นั้นต้องนิยามให้ชัดด้วยนะครับ)

ส่วนให้คนดีเป็น change agent นั้นผมมองว่า เป็นเรื่องที่ดีครับ อย่างน้อยหากเรามั่นใจว่าเราเป็นคนดี เราก็ช่วยกันสร้างสิ่งดีๆให้เกิดขึ้น เราก็เป็นคนหนึ่งในสังคมที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

เมื่อทำระดับมหภาคยาก ก็เริ่มที่เรานี่หละครับ

ให้กำลังใจครับ :)

ขอบคุณมากครับพี่ศศินันท์

บางครั้งเราก็อยู่ท่ามกลางความขัดเเย้งนั้นครับ ยากที่จะหลีกเลี่ยง สิ่งที่ผมทำอยู่ก็คือพยายามเข้าใจสถานการณ์ความขัดเเย้งนั้น และหากแก้ไขได้ก็ต้องทำ เมื่อทำไม่ได้ก็หาตัวช่วย เมื่อไม่ได้อีกก็ต้องปล่อยไป

เป็นเรื่องดีครับหากไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องความขัดเเย้งอื่นใดที่ไม่ส่งผลกระทบกับเรา ...นอกจากจะเครียดที่ได้รับรู้แล้ว ยังไม่เกิดประโยชน์อื่นใด

แต่หลายกรณีที่ เราจำเป็นเพราะเรื่องราวล้วนเชื่อมโยง กระทบตัวเราเอง สังคมของเรา ประเทศของเรา...ผมมักอดรนทนไม่ได้ครับ

สวัสดีครับ อาจารย์

"...ความรู้ต้องคู่คุณธรรมค่ะ

ความรู้อย่างเดียว ไม่ได้ค่ะ สังคมไม่ปลอดภัย เพราะเราอาจมีคนเลวที่ฉลาด

ความไร้รู้ ก็ไม่ได้ค่ะ ความไม่ปลอดภัยของสังคมยิ่งมากขึ้น เพราะอาจมีคนดีที่โง่เขลา

สังคมอุดมปัญญาและคุณธรรม เป็นเรื่องที่ยังเป็นโจทย์ของประเทศไทยค่ะ..."

 

ผมชอบความเห็นของอาจารย์มากครับ

ความรู้ต้องคู่คุณธรรม

คนเลวที่ฉลาด...ล่มจม

คนดีที่โง่เขลา...ไม่พัฒนา

และโจทย์ สังคมอุดมปัญญา เราต้องช่วยกันครับผม

 

---------------

ขอบคุณมากครับ

 

เขียนเมื่อ 
  • ลำดวนเห็นด้วยกับท่านMr.Kraton Pai
  • ทุกวันนี้เรากลัวกันเอง
  • กลัวเขายิ่งใหญ่กว่า
  • กลัวเขาเก่งกว่า
  • กลัว ฯลฯ
  • จนบ้านเมืองจะพังอยู่แล้ว

คุณสาวนุ้ย poo

ผมพยายามหยิบมุมคิด ในช่วงใดช่วงหนึ่งมาเขียนครับ อาจเข้าใจยากบ้าง แต่วัตถุประสงค์โดยรวมอยากให้เกิด "สันติสุข" ในสังคมที่ไม่เคยยอมกันครับ

ขอบคุณครับผม

 

สวัสดีครับ คุณlovefull

ยินดีต้อนรับครับ สู่บันทึกของผม...
ประเด็น "เปิดใจ ไร้อัตตา" เป็นเรื่องยาก ..จริงครับ เพราะบริบทส่งเสริมให้เราสะสมอัตตามากขึ้น ยากที่จะสลัดทิ้ง

แต่สังคมอุดมการณ์ที่เราต้องการคือ "สันติสุข" สิ่งที่เราควรทำคือ "เปิดใจ"  เพื่อพูดคุยกัน ลดสิ่งที่เป็นอคติต่อกัน ลดอัตตาลงไป

อาจจะยากในสังคมปัจจุบัน แต่เราก็หวังนะครับ

 

พี่ขจิต ฝอยทอง

ผมกลับบ้านเพียง ๑ วันไม่มีเวลาออกไปพบใครเลย ก็ต้องรีบกลับมาเชียงใหม่สอน นศ.เสร็จ ก็มาต่อที่ กทม.เลย จากนี้คงลงใต้ทันทีเมื่อถึง กทม.ครับ

ประเด็นที่ใต้ คงต้องพูดคุยกันอีกนานครับ...ที่เห็นและเป็นอยู่นั้น ต้องมองให้ลึกลงไปอีกหลายชั้น

ขอบคุณครับพี่่ที่มาทักทาย พี่คงสบายดีเช่นเดิมนะครับ ให้กำลังใจในการทำงานด้วยครับ

คุณพนัส แผ่นดิน ที่คิดถึง

อยากกล่าวคำว่า "คิดถึง" โดยไม่ลังเลเลยครับ ช่วงนี้ภารกิจค่อนข้างชุก เลยไม่ได้ไปเยี่ยมที่บันทึกโน้นเลยครับ

ผมกลับบ้านไป นำหนังสือ เล่มหนึ่งที่คุณพนัสเคยให้ผม ติดตัวมาที่ กทม.ด้วย ผมพบ ครูแดง (เตือนใจ ดีเทศน์) บ่อยๆครับ จะเอาให้ครูเซ็นชื่อตรงหน้าปก

ต้องขอบคุณมากครับ ผมหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาทำให้ผมซึ้งใจมากที่เห็นว่าเป็นต้นฉบับแรก หลังจากที่เล่มที่ผมให้คนอื่นยืมไปไม่กลับมานั้นเป็นเล่มที่ตีพิมพ์เป็นครั้งหลังๆ

ขอบคุณมากครับ...

ผมถ่ายกับ ครูแดงที่ พิมาย-โคราช ครับ

 

ขอบคุณสำหรับกัลยาณมิตรที่ดี นะครับ

 

ดีใจครับที่ คุณแหวว พชรวรัตถ์ แสงทองชนาพงศ์  มาเยี่ยมครับ ขอให้กำลังใจดีๆกลับไปเช่นกันนะครับผม

และขอบคุณครับ ครูโย่ง  มากครับที่ส่งความปรารถนาดีมาให้ครับ

สังคมจะดี เพราะคนดีไม่ท้อแท้ ให้กำลังใจคนดีทั้งสองท่านด้วยครับ

 

สวัสดีครับ คุณพิทักษ์

ผมดีใจครับ ที่เห็นพี่มาให้ข้อเสนอแนะ...

เรามาพร่ำบ่นเรื่องของสังคม ก็ถือว่า เรามีพฤติกรรม "เอาธุระ" แล้วนะครับ ดังนั้นที่เหลือเราก็คิดกันต่อว่าเราจะทำกันอย่างไร ตามหน้าที่ ตามบทบาท ศักยภาพที่มี

ความไม่ชอบธรรมโดยใช้พลังกลุ่มเบี่ยงเบนสิ่งที่ไม่ดีเป็นสิ่งที่ดี เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงในสังคมเราขณะนี้ ...

ผมมองว่า "ความหลงผิด" เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ไม่ได้เกิดจากการโง่เขลา หรือด้อยความรู้ แต่มีพลังเสริมที่เป็นความอยากเอาชนะ รวมถึงอัตตาที่ยึดอยู่

มันเศร้า และ "สลด"(คำของ ดร.กะปุ๋ม)  จากบันทึกนี้ น้ำหยดเดียว...

ผมก็รู้สึกที่ไม่ต่างกัน

แรกเริ่มมิตรภาพเราก็ต่างพร่ำบ่นให้กันฟังเสียแล้วนะครับ

แต่เชื่อเถอะว่าเราต่างมีใจดวงเดียวกันครับ

 

ขอบคุณมากครับ

P

ครูโย่ง 
สวัสดีครับ ต้องขออภัยครับที่โดดข้าม ความคิดเห็นครูมาแบบไม่ตั้งใจ
  • ผมสบายดีนะครับ
  • โชคดีมีความสุขครับผม

พี่ อดิศักดิ์ J.moragot ครับ

หลังจากไป ชาร์ตแบต มาแล้ว คิดว่าพี่ชายของผมมีแรงตะลุยงานหนักอีกครา น่าเสียดายอย่างยิ่งครับ ที่ผมบริหารเวลาไม่ถูกไม่งั้นได้ไปเที่ยวกับพี่เเล้ว ไว้โอกาสหน้านะครับ

----------------------------------------------------------------

"คนทุกคนมีคุณค่า...ของความเป็นคนเท่าเทียมกัน"

"คนทุกคนมีความรู้...ในเรื่องเดียวกันอาจเรียนรู้มาไม่เหมือนกัน...แต่ถ้านำความรู้ทั้งหมดของทุกคนที่เรียนรู้มาไม่เหมือนกัน..มาผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว...แล้วนำไปสู่การปฎิบัติ..."

ใช่เลยครับ การให้เกียรติในความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมกันในสิทธิที่ทุกคนมี เป็นเรื่องที่ควร

ดังนั้นเราจึงควรยอมรับความสามารถที่หลากหลาย

ช่วยกันคนละไม้ละมือ ตามศักยภาพของตนเองเพื่อผดุงสังคม ให้สันติสุข สมานฉันท์

----------------------------------------------------------

เป็นกำลังใจให้พี่ชายผมเช่นเดียวกันครับ...

 

พี่เอื้องเอื้องแซะ ครับ

ผมเคยให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งเกี่ยวข้องกับ เรื่องราว สันติสุข ผมยกเอากรณีศึกษษที่แม่ฮ่องสอน ว่าเรามีความหลากหลาย แต่เราสามารถจัดการความหลากหลายนั้นได้ดี แถมยังเป็นพลังในการพัฒนาเมืองไปด้วย โดยเฉพาะการท่องเที่ยว

เพราะเราต่างมีใจที่บริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนกัน และที่สำคัญภูมิปัญญาเราก็มีส่วนอย่างมากในการจัดการความขัดเเย้ง ผมมองถึง ทุนทางบุคคล ที่เป็นผู้อาวุโส ที่เรายังเคร่งครัดกันมากที่แม่ฮ่องสอน

แต่ในระดับประเทศเรามีวิกฤติศรัทธาในตัวบุคคล ทำให้เราไม่มีความเชื่อมั่นใดๆเหลืออยู่ เมื่อไม่มีความเชื่อมั่นเราก็เกิดการแตกแยกขัดเเย้งวุ่นวายกันมากขึ้น

ยังไงก็ตาม เป็นเรื่องของสังคมใหญ่ ในส่วนเราที่เป็นสมาชิกในสังคมคงต้องช่วยกัน เริ่มที่ตัวเรา คิดดี ทำดี พูดดี ขยายผลความดีสูคนรอบข้าง

ที่ใน gotoknow ที่ผมทำได้ ก็คือ การเขียนบันทึกนี่หละครับ

ขอให้กำลังใจพี่เอื้องแซะด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

สวัสดีครับ อ.Handy

ขอบคุณมากครับ ที่อาจารย์มาเยี่ยมบันทึก พร้อมกับคำว่า"คิดถึง" เช่นเดียวกันครับ ผมก็คิดถึงอาจารย์นะครับ

อาจารย์ครับ เราจะทำอย่างไรกันดีครับ เมื่อสังคมเราขัดเเย้งมากขึ้น ด้วย"ยึดมั่นมาก  และ ยึดด้วยความหลง"  อาจารย์คิดว่าเรามีทางออกอื่นใดครับ?

 

 

สวัสดีครับ พี่ ศน.ลำดวนP

ครับ หลักๆ ก็ประเด็นอยู่ที่ "ความกลัว" นี่เองครับ ความกลัวทำให้เราดิ้นรนทำทุกอย่างแม้ว่าจะสร้างความขัดเเย้งก็ตาม

กลัวเสียหน้า...

กลัวไม่ได้รับการยอมรับ...

รวมถึงการอยากเอาชนะคะคานด้วย มิจฉาทิฐิไม่ยอมแพ้แต่ดันทุรังแบบโง่เขลา ก็เลยชนะแบบโง่ๆ ล้วนเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งทั้งมวล

กระผมขอยกเอาเนื้อหาที่ได้อ่านจากหนังสือของท่านกระบี่ไม้ไผ่มาประกอบข้อเสนอแนะนี้อีกครั้งครับ

"..จงกลัวความไม่รู้ของตัวเราเอง

อย่าให้ความกลัวของเราจุดไฟเผาคนอื่น

อย่าให้ความกลัวของเราเป็นไฟเผาตัวเอง

อย่าให้ความกลัวซึ่งกันและกัน เผาบ้านเผาเมืองของตัวเอง..."

ขอบคุณพี่ ศน.ลำดวนมากครับ

เขียนเมื่อ 

ผมถือว่าเป็นเกียรติสำหรับผมมากที่ได้มอบหนังสือเล่มนั้นให้กับคุณเอก ..

และถ้าหนังสือเล่มนั้น  ได้ประทับลายเซ็นของผู้เขียน  ผมเชื่อว่าทั้งคุณเอกและผมก็จะมีความสุขเสมอกัน

.....

ทุกวันนี้  ผมไม่เขินอายที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้ให้นิสิตฟัง - ฟังดูอาจคล้ายล้ายุคล้าสมัยไปบ้าง  แต่ผมกลับมองตรงกันข้ามว่า  ..ไม่ใช่

และนี่คือ หนังสือดี ๆ ที่คนหนุ่มสาวควรได้มีโอกาสอ่าน ...
และอ่านอย่างมีจริง ๆ จัง ๆ

คุณแผ่นดิน

ขอบคุณมากจากใจของผมครับ ผมมีความสุขมากครับที่ได้เป็นเจ้าของหนังสือ ฉบับ original เล่มนั้น และไม่กี่วันหากผมได้เจอครูแดง ผมจะให้ท่านลงลายมือชื่อไว้ด้วยนะครับ

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ผมไม่มีวันลืมครับ

และผมไม่รู้จะขอบคุณคุณพนัสอย่างไรดี

เขียนเมื่อ 

    "คนดีดูที่การกระทำ ผู้นำดูที่การเสียสละ คติธรรมสื่อสัจจะบทนี้ นิยามชี้ชัด"คนดี-ผู้นำ"

                                 

                               

         กรรมเป็นทรัพย์แท้ของคน

คนมีกรรมเป็นทรัพย์ติดตัง

ทำดีทำชั่วติดตัวตลอดการ

แบ่งปันยักย้ายซ่อนเร้นมิได้

คนดีคิดดีพูดดีทำดีครบพร้อม

คนดีได้ดีมีดีเที่ยงแท้นิรันดร์

ผู้นำแท้ทำดีได้ดีแล้วมั่นคง

หมายมุ่งแผ่ดีเกื้อกูลโลก

พ้นโลภกอบโกยสะสมเพื่อตน

      เสียสละตน ทรัพย์สินเพื่อแผ่นดิน

เป็นเยี่ยงอย่างชี้นำให้ผู้อื่นน้อมตาม

ผู้นำย่อมยังชีวิตเพื่อผู้อื่นเป็นสำคัญ

ยอมเสียสละ ยินดีจาคะ

มีมากเกิน สู่มีน้อยพอเพียงยังชีพ

แม้ในที่สุดหมดเนื้อหมดตัว

ผู้นำเช่นนี้สังคมดั้นด้นค้นหา

จักทะนุบำรุงเลี้ยงดูตลอดชีพ

ทรงจำตลอดกาลแม้ล่วงลับไปแล้ว

    อันผู้นำที่สำคัญตนว่าเลิศล้ำ

แต่มิวายฉ้อฉลแผ่นดินประชาชน

โลภร้ายกอบโกยสะสมไม่ยั้ง

หลงเมินสัจจธรรม...อนิจจัง

จะยิ่งใหญ่คับฟ้ายืนยง..อย่าหมาย

สักวันวาระขาลงตามกาล

เงินทองโลกธรรมท่วมท้นก็ไร้ค่า

หาแผ่นดินซุกหัวนอนเป็นสุขมิได้

กรรมนี้มีผลไม่วันนี้ก็วันหน้า

      หากมิฉุกคิดทบทวนตน

แก้กรรมตั้งต้นวิถีชีวิตใหม่

ลบล้างภาพละโมบให้สิ้น

สร้างภาพให้ใสสะอาดเสียสละ

ชีวิตนี้น้อยนักสั้นนัก มิพึงประมาท

ละโอกาสสั่งสมอริยทรัพย์ใส่ตน

สะพัดโลกีย์ทรัพย์เอิบอาบแผ่นดิน

เป็นอนุสาวรีย์ยิ่งกว่าอนุสาวรีย์

อนุสาวรีย์สถิตเสถียร..ณ.กลางใจชน

 

                

       

  • ให้กำลังคนดีทำดีคิดดีต่อไป
  • ธรรมดาสำหรับมนุษย์ยังไม่สิ้นอาสวะย่อมมีความกลัวอยู่ในหัวใจทั้งนั้นเพราะยังไม่หมดสิ้นความลำเอียงอคติ ( ภยาคติ)ลำเอียงเพราะกลัว...
  • โดยเฉพาะลำเอียงเพราะกลัวเสื่อมจาก ลาภ ยศสรรเสริญ สุขที่ตัวเองมีอยู่..ที่เป็นอัตตาที่หนาหนักของคน..จนบางครั้งบางสถานการณ์ไม่กล้าที่จะเลือกเข้าข้างแม้กระทั่งความถูกต้อง..สาธุ   

นมัสการ ท่าน tukkatummo

เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ ที่ท่านมาให้ข้อเสนอแนะเติมเต็มในแง่มุมของพุทธศาสนา

ผมชอบบทกวีบทนี้ครับ

 "...  อันผู้นำที่สำคัญตนว่าเลิศล้ำ

แต่มิวายฉ้อฉลแผ่นดินประชาชน

โลภร้ายกอบโกยสะสมไม่ยั้ง

หลงเมินสัจจธรรม...อนิจจัง

จะยิ่งใหญ่คับฟ้ายืนยง..อย่าหมาย

สักวันวาระขาลงตามกาล

เงินทองโลกธรรมท่วมท้นก็ไร้ค่า

หาแผ่นดินซุกหัวนอนเป็นสุขมิได้

กรรมนี้มีผลไม่วันนี้ก็วันหน้า..."

อยากให้ท่านผู้นำหรือผู้ที่ทำงานเพื่อบ้านเมืองได้อ่านครับ

 

กราบนมัสการครับผม