ในเวลาที่ล่วงผ่าน จากวันเป็นคืน ผมยังสดับฟังความต่างจากเรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบเหล่านี้ พลังของความอยากรู้มีเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงอารมณ์เศร้าในความจริงที่พบเจอ

 

 

ังคมที่แตกแยกทางด้านความคิด ปัญหาวิกฤตที่เราใช้ความรู้สึกตัดสินใจ มากกว่าปัญญา

ผมเองเติบโตผ่านการเรียนรู้จากผู้คนที่หลากหลาย ผมเดินทางไปข้างหน้าเรื่อยๆ สร้างความรู้ พัฒนาปัญญาผ่านการปฏิบัติ อยู่ภายใต้การถอดประสบการณ์ผ่านตัวเอง ซ้ำเเล้วซ้ำเล่า

 

สังคมเราเกิดวิกฤติ เพราะเราชาชินกับความชั่วและเราพยายามสร้างให้มีมุมมองต่อความชั่วเป็นสิ่งที่สามัญธรรมดา เรามักบิดเบี้ยวกับสิ่งที่เป็นมาตรฐานของศีลธรรม เราพอกพูนอัตตาตามระดับศึกษาที่สูงขึ้น และเราเฟ้อฝันเรื่องราวต่างๆผ่านการนั่งคิดอยู่กับที่ และทฤษฏีที่สุมหัว

สังคมกับสันติวิธีเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน หากไม่มีสันติในใจ ยอมรับมาตรฐาน อันเป็นกฏเกณฑ์ของศีลธรรมอันดี พูดคุยภายใต้การยอมรับซึ่งกันและกัน ...เปิดใจ ไร้อัตตา

การใช้พลังกลุ่มเพื่อสร้างความชอบธรรมจึงเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เราชาชินอยู่เสมอในสังคม...เป็นพลังด้านลบที่คอยกร่อนกัดสังคมแห่งปัญญา

วันนี้มันจึงดูว่างเปล่า... การสูญสิ้นความศรัทธาผ่านความจริงที่ผมค้นพบ นั่นคือ ความเศร้ากว่าเรื่องใดทั้งมวล

หากผมพอจะหยุดความเศร้าเหล่านี้ได้...ก็เป็นโอกาสให้ผมได้เรียนรู้สร้างภูมิให้แก่ตนเองจากเรื่องจริงที่น้ำเน่าสิ้นดี

"การสูญสิ้นความศรัทธาผ่านความจริงที่ผมค้นพบ นั่นคือ ความเศร้ากว่าเรื่องใดทั้งมวล"

ผมขอถอดบทเรียนด้วยประโยคข้างบนนี้ครับ

ในวันนี้ ผมมองว่า เราได้ ก้าวเดินมาอีกขั้น เราสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองมากขึ้น ตามประสบการณ์ที่เราก้าวข้ามผ่าน

การเดินทางผ่าน เรื่อง ดี เรื่องร้าย เราแยกแยะได้โดยใช้ "ปัญญาญาณ" (Intuition)สิ่งนี้เป็นเหมือนแสงไฟส่องทางครับ

ความรู้แต่เพียงอย่างเดียวสุ่มเสี่ยงพ่ายแพ้ต่ออคติและพลังด้านลบพร้อมที่จะชักนำเราไปสู่วังวนของความไม่ดีทั้งมวล ด้วยความคุ้นชินของการสร้างมาตรฐานใหม่ของสังคมด้อยปัญญาที่ลดทอนความชอบธรรม

ผมอ่านหนังสือของนักเขียนที่ผมชื่นชอบท่านหนึ่ง(กระบี่ไม้ไผ่) เนื้อความโปรยจากสำนักพิมพ์เขียนไว้น่าคิดมากทีเดียวครับ มีเนื้อความว่า

"....มันเป็นเหมือน"คลื่น" ที่ผ่านเข้ามากระทบ "ข้างใน" ของเราทุกคน คลื่นที่จะลากจูงชีวิตไปในทิศทางของความสุข ความเศร้า ความทุกข์ ความจริง ความลวง...สุดแท้แต่เราจะจัดการกับ "หางเสือ" ภายในตัวเราอย่างไร

กระทั่ง ตระหนักรู้ว่าหรือไม่ว่า ข้างในเรามีคลื่นประเภทนี้อยู่

ใช่...

การตระหนักรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นในเบื้องต้น แต่ในขั้นตอนต่อไป สิ่งที่จำเป็นกว่านั้นคือ แล้วเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือกำกับทิศทางความเคลื่อนไหวของชีวิต ภายใต้อิทธิพลของคลื่นลมที่ว่านี้..."

และในคำนำของ กระบี่ไม้ไผ่เองเขียนไว้อย่างน่าฟังว่า

“...แต่ในความจริงก็คือ ความรู้บางอย่างอาจทำให้ตั้งต้นในบางโลกได้ แต่ใช่ว่าจะใช้ตั้งต้นในทุกโลกได้ เพราะพร่องความรู้บางเรื่อง ความเศร้าจึงมาเยือนเป็นพักๆ

ในยามที่การเปลี่ยนแปลงไหวตัว ความเศร้าในชะตากรรมตนเองและเพื่อนมนุษย์ ก็ไขประตูโลกอีกใบที่ซ่อนลึกลงไปออกมาให้เห็น

นเวลาที่ล่วงผ่าน จากวันเป็นคืน ผมยังสดับฟังความต่างจากเรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบเหล่านี้ พลังของความอยากรู้มีเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงอารมณ์เศร้าในความจริงที่พบเจอ

 


 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
๑๖ ก.ค.๕๑,๒๓.๐๙ น.
ปาย,แม่ฮ่องสอน