สังคมที่แตกแยกทางด้านความคิด ปัญหาวิกฤตที่เราใช้ความรู้สึกตัดสินใจ มากกว่าปัญญา
ผมเองเติบโตผ่านการเรียนรู้จากผู้คนที่หลากหลาย ผมเดินทางไปข้างหน้าเรื่อยๆ สร้างความรู้ พัฒนาปัญญาผ่านการปฏิบัติ อยู่ภายใต้การถอดประสบการณ์ผ่านตัวเอง ซ้ำเเล้วซ้ำเล่า
สังคมเราเกิดวิกฤติ เพราะเราชาชินกับความชั่วและเราพยายามสร้างให้มีมุมมองต่อความชั่วเป็นสิ่งที่สามัญธรรมดา เรามักบิดเบี้ยวกับสิ่งที่เป็นมาตรฐานของศีลธรรม เราพอกพูนอัตตาตามระดับศึกษาที่สูงขึ้น และเราเฟ้อฝันเรื่องราวต่างๆผ่านการนั่งคิดอยู่กับที่ และทฤษฏีที่สุมหัว
สังคมกับสันติวิธีเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน หากไม่มีสันติในใจ ยอมรับมาตรฐาน อันเป็นกฏเกณฑ์ของศีลธรรมอันดี พูดคุยภายใต้การยอมรับซึ่งกันและกัน ...เปิดใจ ไร้อัตตา
การใช้พลังกลุ่มเพื่อสร้างความชอบธรรมจึงเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เราชาชินอยู่เสมอในสังคม...เป็นพลังด้านลบที่คอยกร่อนกัดสังคมแห่งปัญญา
วันนี้มันจึงดูว่างเปล่า... การสูญสิ้นความศรัทธาผ่านความจริงที่ผมค้นพบ นั่นคือ ความเศร้ากว่าเรื่องใดทั้งมวล
หากผมพอจะหยุดความเศร้าเหล่านี้ได้...ก็เป็นโอกาสให้ผมได้เรียนรู้สร้างภูมิให้แก่ตนเองจากเรื่องจริงที่น้ำเน่าสิ้นดี
"การสูญสิ้นความศรัทธาผ่านความจริงที่ผมค้นพบ นั่นคือ ความเศร้ากว่าเรื่องใดทั้งมวล"
ผมขอถอดบทเรียนด้วยประโยคข้างบนนี้ครับ
ในวันนี้ ผมมองว่า เราได้ ก้าวเดินมาอีกขั้น เราสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองมากขึ้น ตามประสบการณ์ที่เราก้าวข้ามผ่าน
การเดินทางผ่าน เรื่อง ดี เรื่องร้าย เราแยกแยะได้โดยใช้ "ปัญญาญาณ" (Intuition)สิ่งนี้เป็นเหมือนแสงไฟส่องทางครับ
ความรู้แต่เพียงอย่างเดียวสุ่มเสี่ยงพ่ายแพ้ต่ออคติและพลังด้านลบพร้อมที่จะชักนำเราไปสู่วังวนของความไม่ดีทั้งมวล ด้วยความคุ้นชินของการสร้างมาตรฐานใหม่ของสังคมด้อยปัญญาที่ลดทอนความชอบธรรม
ผมอ่านหนังสือของนักเขียนที่ผมชื่นชอบท่านหนึ่ง(กระบี่ไม้ไผ่) เนื้อความโปรยจากสำนักพิมพ์เขียนไว้น่าคิดมากทีเดียวครับ มีเนื้อความว่า
"....มันเป็นเหมือน"คลื่น" ที่ผ่านเข้ามากระทบ "ข้างใน" ของเราทุกคน คลื่นที่จะลากจูงชีวิตไปในทิศทางของความสุข ความเศร้า ความทุกข์ ความจริง ความลวง...สุดแท้แต่เราจะจัดการกับ "หางเสือ" ภายในตัวเราอย่างไร
กระทั่ง ตระหนักรู้ว่าหรือไม่ว่า ข้างในเรามีคลื่นประเภทนี้อยู่
ใช่...
การตระหนักรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นในเบื้องต้น แต่ในขั้นตอนต่อไป สิ่งที่จำเป็นกว่านั้นคือ แล้วเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือกำกับทิศทางความเคลื่อนไหวของชีวิต ภายใต้อิทธิพลของคลื่นลมที่ว่านี้..."
และในคำนำของ กระบี่ไม้ไผ่เองเขียนไว้อย่างน่าฟังว่า
“...แต่ในความจริงก็คือ ความรู้บางอย่างอาจทำให้ตั้งต้นในบางโลกได้ แต่ใช่ว่าจะใช้ตั้งต้นในทุกโลกได้ เพราะพร่องความรู้บางเรื่อง ความเศร้าจึงมาเยือนเป็นพักๆ
ในยามที่การเปลี่ยนแปลงไหวตัว ความเศร้าในชะตากรรมตนเองและเพื่อนมนุษย์ ก็ไขประตูโลกอีกใบที่ซ่อนลึกลงไปออกมาให้เห็น”
ในเวลาที่ล่วงผ่าน จากวันเป็นคืน ผมยังสดับฟังความต่างจากเรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบเหล่านี้ พลังของความอยากรู้มีเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงอารมณ์เศร้าในความจริงที่พบเจอ
สังคมศาสตร์ "ศาสตร์" แห่งสังคม...
เพราะสังคมเป็นที่รวมของคนที่หลากหลาย...
ความแตกต่างในความคิดจึงเกิดขึ้น....
ถามว่าเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือกำกับทิศทางความเคลื่อนไหวของชีวิต...
สำหรับผมไม่มีเครื่องมือใดที่จะดีไปกว่า "ปัญญา" ครับเพื่อน...
ขอบคุณครับผม...
ความรู้แต่เพียงอย่างเดียว สุ่มเสี่ยงพ่ายแพ้ต่อ อคติ และ พลังด้านลบพร้อมที่จะชักนำเราไปสู่วังวนของความไม่ดี
เห็นด้วยค่ะ...
ในมุมมอง เราควรใช้ทั้งศาสตร์ และศิลป์
ในการก้าวเดินชีวิตค่ะ
ก่อนราตรีสวัสดิ์ค่ะ คุณเอก
* เจ็บหัวเหม็ดนิคุณเอก ใช้อะนิ้อย่างเดียวพอ
.... ว่าแต่ว่า .. รูปคุณ ตรงๆ ถ่ายเท่ห์มากค่ะ เรียกว่าท่าอันหยัง? คะ .. ... ชอบมุมนี้ เดี้ยน ๆ ปัด ๆ ไปเลย นิ คุณเอก ...
"...เรากำลังชาชินและร่วมวงตัดสินอะไรง่ายๆ หารู้ไม่ว่า ตัวเองก็อาจกลายเป็นเหยื่อที่ต้องทรมานอยู่ในบ่วงแร้วของการช่วงชิงการตีความศีลธรรมกันอย่างเข้มข้นได้เหมือนกัน.."
ศีลธรรมศาลเตี้ย ใน คลื่นข้างใน -กระบี่ไม่ไผ่
ครั้งหนึ่ง เราใช้คำว่า "ความรู้" ในการจัดการ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เรายอมรับกันว่า ความรู้คือรากฐานสำคัญของการพัฒนา ของการสร้างคุณภาพชีวิตและสำหรับการสร้างความสงบสุขในการอยู่ร่วมกัน
พอมาอีกครั้งหนึ่ง เราก็พบว่า "ความรู้" อย่างเดียวไม่ได้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมดีขึ้น กลับทำให้สังคมแย่ลง เราก็พากันเรียกหายาดีอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ "คุณธรรม"
อีกสักครั้งหนึ่ง เราอาจจะต้องมองหาตัวใหม่แทนคำว่า "คุณธรรม" เนื่องจากเพราะทุกคนในสังคมจะกล่าวอ้างกันว่า สิ่งที่ฉันทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องสอดคล้องกับคุณธรรมแล้ว เพียงแต่คำๆ นี้ถูกนำไปตีความอย่างที่ตนต้องการ
ผมว่าครั้งอีกครั้งหนึ่งที่น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย คือ การที่คนในสังคมต้องทำความรู้จักกับตัวเองให้มากขึ้น รู้ว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไร และอะไรคือหน้าที่ที่ถูกบัญญัติไว้พร้อมๆ กับการเกิดของชีวิต เมื่อหาคำตอบนี้ได้ สังคมคงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
ขอบคุณครับ
สะบายดีอ้าย
ตั้งแต่ไปเรียนไม่ค่อยได้อ่านและสดับฟังเรื่องเล่าจากอ้ายเลย
ขอให้สนุกกับการเรียนนะครับ
เรื่องเล่าบางเรื่องไม่ฟังมั้งก็ได้ครับ ปล่อยไปเถอะ ปล่อยวาง
ปล่อยให้ไหลไป
อิอิ
สวัสดีครับ เพื่อนMr.Direct
ผมเดินทางและในระหว่างเดินทางท่ามกลางผู้คนหลากหลาย ปัญหาของสังคมที่เราพยายามแก้ไข ส่วนใหญ่เราพยายามมองออกไปไกลตัวมากที่สุด และนั่นเองคือการปิดเร้นการพัฒนาตนเอง ความอ่อนด้อยของปัญญา
ผมมองว่า หลุมพรางของการแก้ไขกับปัญหา คือการเดินเข้าไปโรมรันพันตูกับปัญหานั้นโดยขาดการวิเคราะห์ตนเอง แต่กลับมั่นใจในการใช้ "ความรู้" เป็นเพียงเครื่องมือเดียวที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญเหนือใคร
อายุที่มากขึ้นตามวัฏจักรชีวิต การศึกษาที่สูงขึ้นตามที่มนุษย์พึงมีให้ศึกษาตามแนวทางการศึกษากระแสหลัก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีได้เลยว่า พวกเขาเหล่านั้นมี "มโนธรรม" ในการพัฒนาตนเองและสังคมแต่อย่างใด ตรงกันข้ามความหลงผิดและอัตตาที่เหมือนเกราะอัศวินที่มันป้องกันเราได้ก็จริง แต่หนาหนัก ทำให้เขาหยิ่งผยอง หารู้ไม่ว่า เกราะอัศวินที่แสนจะรุ่มร่ามนั้น หลายคนสลัดทิ้งอย่างไม่ใยดี และมุ่งแสวงหาความโปร่ง สบาย
"สายตาที่กว้างไกลในสนามรบ เป็นสิ่งที่ได้เปรียบที่สุด" คุณประภาส ชลศรานนท์ ได้กล่าวประโยคนี้ในข้อเขียนเชิงสัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่ง
สายตาที่กว้างไกลนั้น ผมคิดไปถึง Bird Eye View ที่สามารถบินไปในระดับสูงพอสมควรที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆได้ตามที่ควรจะเห็น นั่นคือโอกาสที่ได้เปรียบที่สุดครับ
ผมเขียนแบบนี้พยายามจะกล่าวไปถึง จาก "ความรู้" พัฒนาไปถึง "ปัญญาญาณ" นอกกรอบความคิด เป็นชีวิตที่อิสระและทรงพลัง
ผมเองก็พยายามเรียนรู้ตามวิถีของตนเองเงียบๆผ่านความเปลี่ยนที่เกิดขึ้นรอบตัว ทั้งที่คาดไว้แล้ว และเกินคาด อย่างที่สัมผัส พร้อมกับสดับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ขอบคุณเพื่อนมากครับ ...อย่างน้อยผมมองว่า เราได้โอกาสนั้น ได้โอกาสในการเรียนรู้ที่จะสร้างระยะห่างกับความไม่ดี และเพิ่มพูนตัวเองในเส้นทางความดี
สังคมศาสตร์เป็น "ศาสตร์" แห่งสังคม ดังนั้้น"ความรู้"ที่เป็นเรื่องของสังคมจึงเป็นพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาจากข้างในของเราเอง
สติปัญญายังน้อยนิดครับ แต่ก็ได้หยิบมุมที่เห็นมาบอกกล่าว แลกเปลี่ยนกับเมธีที่ผ่านเข้ามาทักทาย
ขอบคุณเสมอครับสำหรับมิตรภาพที่ดีเสมอมา
-----
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
หวัดดีค่ะ...
" กระบี่อยู่ที่ใจ ถึงเป็นไม้ไผ่ ก็ไร้เทียมทาน " ค่ะ
มีความสุขกับวันหยุดนะค๊ะ...
สังคมแห่งความขัดแย้งก็คือสังคมแห่งความกลัว
กลัวเสียทุกอย่างจนไม่อาจไว้ใจใครได้
การคิด การกระทำ จึงแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
กลัวแม้กระทั่งตัวเอง...........
นายกระท้อน ปาย 17 ก.ค.51
สวัสดีครับ ครู @..สายธาร..@
วันนี้ผมจัดการความว่างครับ ผมปล่อยตัวเองว่างมาตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อมาพักผ่อนอย่างเต็มที่ที่บ้านเกิด
บางครั้งในความว่าง จัดการยากกว่าความวุ่นนะครับ เพราะว่างก็พยายามจะหางานมาทำเรื่อยเลย ส่วนหากอยู่ในเวลาวุ่น เราก็แอบพักผ่อนเองระหว่างทาง
เรื่อง การจัดการความขัดเเย้ง ผมให้ความสำคัญกับ การพัฒนาด้านจิตใจเบื้องลึกของตัวเอง ซึ่งก็อยู่ในช่วงการพัฒนา เรียนรู้และถอดบทเรียนครับ
ดูรายการโทรทัศน์ที่ผมชมย้อนหลัง รายการตาสว่างทาง อสมท. ที่นำเรื่องราวของ ดร.ประมวล มาพูดคุย ทำให้เราได้เรียนรู้สัจธรรม ในการเดินทาง ชีวิตเราเหมือนการเดินทาง หากเราตัดสินใจละทิ้งภาระที่พันธนาการออกไป เราก็สบายใจ และพร้อมที่จะเดินเพื่อชนะตนเองอย่างเต็มกำลัง
และ อ.ดร.ประมวล ท่านได้บอกว่า ท่านพยายามเดินออกจากอารมณ์ ๓ อารมณ์ คือ อารมณ์กลัว อารมณ์เครียด และอารมณ์เสียดาย เพื่อเอาชนะจิตใจ ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดๆทั้งหมด
นี่เป็นตัวอย่างที่ดีในการ จัดการความขัดเเย้งในตัวเอง เพื่อเรียนรู้มรรควิธีที่จะนำตนเองไปสู่ความสุข สันติในใจ นำเรื่องราวประสบการณ์มาบอกกล่าวให้คนใสังคมได้เรียนรู้ร่วมปัญญาที่ผ่านการถอดบทเรียนที่อาจารย์ทุ่มเททั้งชีวิตนั้นด้วย
การจัดการความขัดเเย้งนั้นเริ่มที่ตัวเอง หากจะทำให้สังคมโดยรวมมีสันติสุข ตอบโจทย์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่าไปคิดเรื่องอื่นเลย
เพราะความขัดเเย้งนั้น ไม่ได้อาศัยความเชี่ยวชาญของการศึกษาที่หนาหนักด้วยอัตตา ไม่ได้อาศัยบุคคลที่สูงวัยตามวัฎจักรชีวิต แต่หากต้องพึ่งพาบุคคลที่ปัญญา คิดได้ สังเคราะห์เป็น ที่สำคัญเป็นคนดี(ที่ดีจริงๆ) มีมโนสุจริต วจีสุจริต กายสุจริต...มีคุณธรรม
หากสังคมเราประกอบไปด้วยคนดีเหล่านี้ มาร่วมกัน พัฒนาสังคมที่กำลังวิกฤติของเรา ผมก็พอจะมองเห็นทางรอดครับ แต่หากผู้คนเหล่านี้อาศัยแต่เพียงภาพลักษณ์ที่ดี(การศึกษา - วัยวุฒิ)แต่อย่างเดียว แต่ขาดคุณธรรมผมคิดว่าการแก้ปัญหานั้น เป็นการเพิ่มปัญหามากกว่าครับ
ขอบคุณครับที่มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
“...แต่ในความจริงก็คือ ความรู้บางอย่างอาจทำให้ตั้งต้นในบางโลกได้ แต่ใช่ว่าจะใช้ตั้งต้นในทุกโลกได้ เพราะพร่องความรู้บางเรื่อง ความเศร้าจึงมาเยือนเป็นพักๆ
ในยามที่การเปลี่ยนแปลงไหวตัว ความเศร้าในชะตากรรมตนเองและเพื่อนมนุษย์ ก็ไขประตูโลกอีกใบที่ซ่อนลึกลงไปออกมาให้เห็น”
เห็นตามนั้นครับ ^___^
สังคมต้องการ "คนดี" เป็นผู้เปลี่ยนแปลง หรือ ควบคุม "คนไม่ดี" ครับ
ดั่งเช่นพระราชดำรัสของในหลวงผู้เป็นที่รักของเราชาวไทยทุกคน
ขอบพระคุณครับ :)
มาเยี่ยมนะคะ สำหรับพี่ ถ้าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
ก็ไม่พยายามเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งใดๆ เพราะ บางที บางเรื่อง อาจจะมี อะไรๆ ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เราเองก็ไม่ทราบ จึงไม่อยากจะไปกังวลอะไรมากค่ะ
...ความรู้ต้องคู่คุณธรรมค่ะ
ความรู้อย่างเดียว ไม่ได้ค่ะ สังคมไม่ปลอดภัย เพราะเราอาจมีคนเลวที่ฉลาด
ความไร้รู้ ก็ไม่ได้ค่ะ ความไม่ปลอดภัยของสังคมยิ่งมากขึ้น เพราะอาจมีคนดีที่โง่เขลา
สังคมอุดมปัญญาและคุณธรรม เป็นเรื่องที่ยังเป็นโจทย์ของประเทศไทยค่ะ
สาวนุ้ย poo
ต้องขออภัยอย่างแรงที่ทำให้คุณสาวนุ้ย ปวดหัวเหม็ด
ผมเพียงแต่ถอดบทเรียนสิ่งที่ผ่านไป และบังเอิญว่าผมได้อ่านหนังสือหลายๆเล่มช่วงนี้ ทำให้ความคิดทำงานไปได้ดีทีเดียวครับบันทึกนี้ ทำให้ผมคิดไปถึงข้อเสนอแนะของ อ.ดร.ธวัชชัย ที่ บันทึก อ.Wasawat Deemarn
ขออนุญาตยกมาในบันทึกนี้ครับ
------------------------------------------------
เมื่อ ศ. 18 ก.ค. 2551 @ 06:59
746813 [ลบ]
ปัญหาที่ผมพบเจอคือความถูกและความผิดในความเข้าใจของคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันเหลือเกินครับ บางครั้งแม้จะเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเหลือเกินว่าเป็นความผิดที่สังคมทั่วไปรับรู้ แต่ก็จะถูกมองข้ามให้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยทันทีพร้อมพยายามหาเหตุผลมาประกอบต่างๆ นานาเมื่อเอาความเป็นพวกพ้องเข้ามาผสมครับ
ผมคิดว่าระบบพวกพ้องเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในทุกระดับครับ ถ้าประเทศไทยแก้ไขปัญหาด้วยกันแบ่งพวกเขาพวกเรา เราก็เหมือนพายเรือในอ่างไปตลอดครับ ถ้าเราต้องเลือกที่จะนิ่งดูดายเพราะพวกใครเป็นพวกใครนั้น ประเทศเราก็จะเป็นเช่นที่เราเจออยู่อย่างปัจจุบันไม่มีสิ้นสุดครับ
------------------------------------------------
อ้างอิงจากบันทึก http://gotoknow.org/blog/scented-book/194813
ผมคิดว่าประเด็นนี้ เป็นความจริงที่เราพบในสถานการณ์ปัจจุบันครับ
และผมได้ให้ข้อเสนอแนะต่อ เพื่อเป็นการเชื่อมให้เป็นเรื่องเดียวกัน จากบันทึกเดียวกันครับ
--------------------------------------------------
เมื่อ ศ. 18 ก.ค. 2551 @ 07:39
746844 [ลบ]
เช้านี้ผมได้รับโทรศัพท์ปลุกแต่เช้าตรู่ เพื่อคุยเรื่อง สังคม บ้านเมือง คุยเรื่องภาคใต้...เป็นปกติที่สถานการณ์เปลี่ยน ประเด็นใหม่ๆก็ถูกฉุดมาในวงสนทนามากขึ้น
บันทึกสั้นๆนี้ กลับฉุดความคิดผมให้คิดเตลิดไปมากขึ้น
เข้ามาอ่านบันทึก และ ได้อ่านข้อคิดเห็นของ อ.ดร.ธวัชชัย ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปบันทึกล่าสุดของผมครับ สดับเสียงการเปลี่ยนแปลงของสังคมขัดเเย้ง
ข้อเสนอแนะของท่าน อ.ธวัชชัย นั้นเป็นจริงที่ผมรู้สึกเศร้าในสังคมที่ ใช้ระบบเพื่อนพ้อง แล้วฝังกลบมาตรฐานความดีงามไว้ ไม่รู้สึกรู้สา เราพบเห็นเรื่องราวเหล่านี้ ที่มักขัดต่อความรู้สึก ผมเองก็ทำใจได้ยากกับวิธีคิดที่เปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น
ความเศร้าที่พบกับความจริงจึงมาเยือนเป็นพักๆ ที่มีโอกาสได้รับรู้เป็นปกติครับสำหรับมนุษย์สามัญ คนเดินดินแบบผม
ก็ถือว่าได้เรียนรู้กันไป
"เป็นคนดีไม่มีเหงา" อยากให้ประโยคนี้เป็นกำลังใจให้คนดี คนที่ทำสิ่งที่ตนเองรัก เป็นสิ่งที่ชอบ และประกอบไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม จิตใจที่เป็นสุข ดีงาม
หากลองถามตัวเองดูว่า มีความสุขหรือไม่กับสิ่งที่ทำ คำตอบที่ได้ต่างเข้าข้างตนเองว่า "สุข" แต่มองลึกลงไปกว่านั้น เราต้องถามอีกว่าเป็นความสุขจริง หรือว่า สุข ปลอมกันแน่นะ สุขแล้วมีรอยด่างในใจ ...คงไม่ไหวเป็นแน่
"ความดีสวยงามเสมอ" ขอยกประโยคส่วนตัวมาอีกครั้ง เอาไว้ย้ำกับตนเองครับ
ขอบคุณครับ
--------------------------------------------------
ขอบคุณครับ คุณสาวนุ้ยอยู่ไกล ยังไงก็ไม่ลืมสะตอ
อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณไข่นุ้ยเอก
* อ่านแล้วได้ข้อคิด และอมยิ้มค่ะ
* รู้สึกดีๆ ขึ้นเยอะ หลังจากสับสน งงๆ เมื่อเช้าค่ะ
* ...
.... พอแล้วหนอ คนดี สุดที่รัก
.... ทำไมจัก ทำร้ายกัน ได้ไฉน
.... ทั้งเผาใต้ ระเบิดกรุง ถลุงไทย
.... ดวงหทัย ใยจึงทำ ได้ลงคอ
...... สุขสงบ งามเงียบ และเรียบง่าย
...... ภูมิใจไทย รักศักดิ์ศรี มิมีหงอ
...... กล้าต่อสู้ เพื่อถูกต้อง ต้องเพียงพอ
...... คิดถึงพ่อ รักแผ่นดิน สิ้นลมปราณ *
.... * หยุดทำร้าย แผ่นดินพ่อ ขอนะคะ ......
.... คงจะเกี่ยวกันได้นะคะ .. ขอบคุณค่ะ ... สายนุ้ย ...
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ อ.อีย์จารุวัจน์
เช้าวันสดใส วันฝนพรำ...
อ่านข้อเสนอแนะอาจารย์แล้ว
ใช่เลยครับ ความรู้นั้นต้องคู่คุณธรรม หากเรามีคนที่เก่งมากมายแต่ไร้คุณธรรมแล้วนั้น บ้านเมืองจะเจริญขึ้นได้อย่างไร
เดี๋ยวนี้บ้านเมืองวิกฤติมากขึ้น ของจริงที่เราเคยเห็นดูเหมือนพิสูจน์ออกมาได้ว่าทำเลียนแบบ น่าเศร้าใจนะครับ
แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า เราหวังให้สังคมเป็นไปตามที่เราคิดนั้้น ยากยิ่งนัก จึงต้องกันกลับมาย้อนมองตัวเราเอง ว่าเราดีพอหรือยัง เราพร่องตรงไหน และถอดบทเรียนทำความดีให้ถึงพร้อม
ผมขอให้กำลังใจ อ.อีย์ ครับ เดินข้างเคียงคู่กันไป ให้กำลังใจในการทำสิ่งที่ดีที่งดงามครับผม
ขอบคุณครับ