รูปแบบกิจกรรมเหล่านี้ เป็นรูปแบบ "ตายตัว" ที่ยึดปฏิบัติกันมาทุกยุคทุกสมัย

เมื่อวาน (๑๕  กรกฎาคม ๒๕๕๑)
ผมและทีมงาน  มีโอกาสได้พานิสิตไปร่วมกิจกรรมที่ทางจังหวัดจัดขึ้นภายใต้ชื่อ "งดเหล้าเข้าพรรษา ออมเงิน เจริญสติ ละอบายมุข สร้างสุขแก่ครอบครัว" 

 

กิจกรรมหลักประกอบด้วยการเดินรณรงค์เรื่องการงดเหล้าในเทศกาลเข้าพรรษา
การรณรงค์ให้วันเข้าพรรษาเป็นวันงดเหล้าแห่งชาติ
การฟังธรรมเทศนา
การแซววาที, ทอล์คโชว์ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ  ...

 

 

รูปแบบกิจกรรมเหล่านี้  เป็นรูปแบบ "ตายตัว"  ที่ยึดปฏิบัติกันมาทุกยุคทุกสมัย  เรียกได้ว่า  ถึงไม่มีการประชุมมอบหมายงาน  ผมก็เดาออก  เพราะรู้และตระหนักว่า  การทำงานกับภาคส่วนของจังหวัดนั้น  สิ่งที่ต้องการที่สุดก็คือการ "เปิดภาพ"  ต่อสาธารรณะ   มีการกะเกณฑ์กำลังคนมาเยอะ ๆ เสร็จแล้วก็ประกาศตูม ๆ ถึงผลสัมฤทธิ์  หรือไม่ก็เจตนารมณ์ของการจัดกิจกรรม  เพื่อให้ "สื่อมวลชน"  นำพาไปบอกกล่าวในสาระบบอีกทอดหนึ่ง

 

ทีมงานที่มาช่วยดูแลนิสิต

 

 

ปีที่แล้ว...
ผมมีโอกาสได้เข้าไปทำงานกับภาคส่วนในเชิงลึก  เสนอให้เปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมจากการเดินรณรงค์มาเป็นการรวมพลที่จังหวัด ...พร้อม ๆ กับกิจกรรมอันหลากหลายของทุกภาคส่วน  เช่น  การออกร้านแสดงผลงานของชุมชนที่ประสบความสำเร็จ  การนำเสนอวีดีทัศน์ชุมชนเข้มแข็ง  การแสดงผลงานของสถานศึกษา  การแสดงกิจกรรมบนเวทีที่เน้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาได้แสดงความสามารถ  มีเกมสนุก ๆ  มีของแจก  มีการตอบปัญหา  มีการเสวนา   มีการมอบโล่และเกียรติบัตรแก่ต้นแบบต่าง ๆ 

และครั้งนั้นก็ได้เกิด "ฑูตตักสิลา"  ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ

ปีที่แล้วโชคดีที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหลายแหล่ง  จึงทำให้งานสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี  มีสีสัน และไม่น่าเบื่อ

 

แต่ปีนี้...
กิจกรรมกลับมาในสภาพเดิม ...
ทุกสถานศึกษาต้องนำพานิสิตและนักเรียนมาเดินรณรงค์ท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนแล้ง ..
แดดบ่าย, เป็นแดดที่ร้อนแรงและไม่เอื้อต่อคนเดินเท้าบนท้องถนนเป็นยิ่งนัก  แม้แต่ผู้คนรายรอบถนนที่ปักหลักในร้านรวงต่าง ๆ  ยังแทบจะไม่โผล่ออกมาดูชมกิจกรรมเลยก็ว่าได้

ส่วนผมก็ได้แต่สงสารนิสิตที่ต้องเดินฝ่าเปลวแดดอย่างเหนื่อยอ่อน

 

เล็กน้อย มหาสมปอง และ ผอ.เดี่ยว : สามขุนพลที่ไม่เคยทิ้งผม

 

 

วันศุกร์ที่แล้ว ...
ผมเสนอในที่ประชุมแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมทำนองนี้....
และเสนอให้จัดเป็นงานวัดไปเลย  เพราะยังไงก็จัดที่วัดกันอยู่แล้ว  โดยกำหนดให้แต่ละสถาบันออกร้านแทรกความรู้ในเรื่องเหล่านี้ ...และมุ่งสร้างความบันเทิงควบคู่ไปกับสาระความรู้  ผู้เข้าร่วมงานจะได้ไม่เบื่อ  แถมยังได้รำลึกความหลังในแบบงานวัด  เยาวชนและเด็ก ๆ  จะได้เห็นกลิ่นอายของวัฒนธรรมไทย  แถมยังสามารถเชิญคนแก่คนเฒ่ามาร่วมได้อย่างไม่เคอะเขิน -

 

แต่ก็อย่างว่า ...
ประชุมเมื่อวันศุกร์ที่แล้วเพื่อมาจัดในวันอังคาร  ..
ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง  หรือแม้แต่จัดเตรียมงานไม่ทันเป็นแน่  เลยต้องคืนกลับไปยังรูปแบบเดิม ๆ ในแบบฉบับที่ "ตายตัว" ..

 

ก่อนเลิกร้างปิดการประชุมในวันนั้น
ผมถือโอกาสบอกกล่าวว่า  ถ้าจะมีแค่เดินรณรงค์และให้ผู้แทนสถาบันขึ้นไปพูดบนเวทีเช่นนั้น  ก็ดูจะแห้งผากอยู่มิใช่น้อย 

ดังนั้น  จึงเสนอให้เพิ่มกิจกรรม  โดยการนำผ้าขาวมาผูกโยงไว้ในบริเวณวัด  เพื่อชักชวนผู้คนได้เขียนรณรงค์ร่วมกัน  รวมถึงการอาสานำนิสิตมานั่งวาดภาพล้อเลียนให้ฟรี ๆ  โดยไม่คิดตังค์  ....

 

 

 

 


 

ไม่รู้สิครับ...
ผมคิดเช่นนั้น  ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นภาระที่เพิ่มมาให้กับตัวเอง
แต่ผมไม่อยากให้งานมันแข็ง ๆ แห้ง ๆ ...และวนเวียนอยู่แต่กรอบเดิม ๆ
เพราะถ้ายังขืนเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ    แล้วผมจะเอานิสิตที่ไหนมาร่วมกิจกรรม
เพราะนิสิตก็คงจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ...
มันเป็นงานที่ "เปิดภาพ"  และไม่ "เปิดศักยภาพ"  อย่างที่ควรจะเป็น


ถึงกระนั้นก็ยินดีนะครับที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้
เพราะเป็นพันธกิจทางสังคมที่เรามีกับชุมชน
หรือแม้แต่อย่างน้อยตอนนี้
เราก็กำลังรณรงค์เรื่องมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพอยู่เหมือนกัน ...

ภาพนี้ให้ทายครับ..ว่าเป็นภาพของใคร ?

 

 

นี่เป็น่สวนหนึ่งของบันทึกที่เกี่ยวข้องในปีที่แล้วนะครับ

http://gotoknow.org/blog/pandin/116980

http://gotoknow.org/blog/pandin/116986