เขาพระวิหาร...แผนที่ทางประวัติศาสตร์

เรื่องเด่นประเด็นร้อนในช่วงนี้ ไม่น่าจะมีอะไรใหญ่ไปกว่าเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ผมอยากนำเสนอมุมมองนิดเดียวเกี่ยวกับ "แผนที่" ที่หลายฝ่ายพยายามนำมาเป็นตัวอธิบายเหตุผลของการสนับสนุนแนวคิดการยึดถือแนวเขตแดน

ซึ่งจริงๆ ในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "เขตแดน" มากนัก (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ เพราะผมเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้) แต่ให้ความสำคัญกับ "ประวัติศาสตร์ ของความเป็นมาด้านวัฒนธรรม สังคมมนุษย์ ที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรื่องในอดีต ตลอดจนอารยธรรมของเผ่าพันธุ์" ซึ่งผมขอใช้คำว่าเป็น "แผนที่ทางประวัติศาสตร์" มากกว่า แผนที่ทางดินแดน

ดังนั้น ทำไม? เราจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เท่าที่ควร ผมเชื่อว่าคนในพื้นที่ทั้งฝ่ายไทย และประเทศเพื่อนบ้านน่าจะเป็นคนที่อธิบายสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี และเชื่อแน่ว่าโดยทางประวัติศาสตร์แล้วคนทั้ง ๒ ประเทศ มิได้มีความขัดแย้งกันแต่ประการใด ผมเชื่อว่าตามวริเวณตะเข็บชายแดนทุกแห่งจะมีวัฒนธรรมที่คล้ายๆ กัน มีพระเพณี มีงานบุญที่สืบทอดกันมาที่ไม่ต่างกันมากนัก มีการใช้ภาษาในการสื่อสารที่มีความเข้าใจกันได้ และอยู่อย่างนี้มาอย่างยาวนาน จนเป็นแผนที่ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจแยกจากกันได้ แต่ทำไม? พอพูดถึงแผนที่ทางดินแดนแล้ว ปัญหา ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น  และอาจจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไป

ประเด็นก็คือ การขึ้นเป็น "มรดกโลก" ทั้ง ๒ ประเทศน่าจะยกเหตุผลทางประวัติศาสตร์ บวกกับความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง มาบริหารจัดการ พื้นที่ทับซ้อนที่ว่ากันตามแผนที่ทางดินแดน ก็เป็นพื้นที่ส่วนกลางทางประวัติศาสตร์ เหมือนกับเป็นช่องว่างของ ๒ วัฒนธรรม ที่ทับซ้อนกันอยู่ ความขัดแย้งก็น่าจะลดลง และทั้ง ๒ ฝ่ายก็จะชี้ให้ชาวโลกได้เห็นว่า "มรดก" นี้ควรค่าแก่การยกย่องด้วยวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของทั้ง ๒ ประเทศ

ด้วยความเคารพรัก