(๑) : คนฅ้นคน นำเสนอเรื่องของเด็กสาวเรียนดี ยากจน และไม่มีโอกาสได้เรียนในมหาวิทยาลัย ฯ
ภายหลังเรื่องราวของ “เดือน สีทอง” เด็กสาวอายุ 18 ปีจากโรงเรียนประดู่แก้วประชาสรร ตำบลระเวียง กิ่งอำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ ถูกเผยแพร่ผ่านรายการชื่อดังอย่าง “คนฅ้นคน” เมื่อวันที่ 14 และ 21 มิถุนายน 2548 ใคร ๆ ก็รู้จักเรื่องราวของเธออย่างกว้างขวาง ทั้งในฐานะของเด็กสาวกตัญญูสู้ชีวิต และเด็กสาวที่พลาดโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพียงเพราะไม่มีเงินไปรายงานตัวเป็นนิสิต ....
เรื่องราวของเธอได้รับการสื่อสารออกสู่สังคมอย่างเข้มข้น กล่าวคือครอบครัวมีฐานะยากจน มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน เธอเป็นคนโต มีผลการเรียนที่ดีมาโดยตลอด คนรองชื่อดาว กำลังเรียนอยู่ ม.5 น้องชายคนถัดมาเรียน ป.5 ส่วนคนสุดท้องนั้นพิการแต่กำเนิด และขณะนี้อายุก็กำลังย่างเข้า 4 ขวบ -
... พ่อของเดือนติดเหล้างอมแงม มิหนำซ้ำยังก่อร่างสร้างหนี้สินไว้ก้อนโต โดยหนีหายไปภาคใต้ นาน ๆ จึงจะติดต่อกลับมาสักครั้ง ทิ้งหนี้สินเป็นภาระให้เดือนและแม่ต้องแบกรับแทนอย่างหนักหน่วง
... ในแต่ละวัน นอกจากการเรียนที่โรงเรียนแล้ว เดือนต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้นำครอบครัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอออกรับจ้างตามหมู่บ้านอย่างไม่ย่อท้อ บางครั้งก็รับจ้างขนน้ำให้ชาวบ้าน หรือบางทีก็เก็บของเก่ารวบรวมไว้เพื่อนำไปขาย

เดือนฯ ในชุดนิสิตมาเป็นวิทยากรในวันปฐมนิเทศนิสิตใหม่ : ๓๐ พ.ค. ๕๑
(๒) จนแล้วไม่เจียมยังอยากเรียนอีก: คำบอกเล่าที่เปิดเปลือยในนิตยสาร ฅ.คน
... ถ้าหนูมีงานทำมีเงิน หนูไม่อยากให้แม่ต้องไปหาเขียดแล้ว อยากให้แม่กับน้องได้กินอาหารดี ๆ นอกจากพวกกบเขียดแล้ว อาหารที่ดีที่สุดที่ครอบครัวเราเคยกินมาคือแกงจืดวุ้นเส้นใส่หมูสับ และนาน ๆ ทีถึงได้กินกัน ...
... หนูอยากใส่ชุดนักศึกษามาก ฝันมานานแล้ว อยากเรียนให้สูง คนก็จะยกย่องนับถือเรา ยกย่องพ่อแม่เราและเป็นการเชิดหน้าชูตาพ่อแม่ได้ด้วย หนูคิดว่าสักวันหนึ่งหนูต้องได้ใส่ชุดนักศึกษาให้ได้ และวันนั้นต้องมีแน่นอน หนูต้องทำได้”
... จนแล้วไม่เจียมยังอยากเรียนอีก คำนี้มีคนพูดใส่หูแม่บ่อย หนูเอาคำดูถูกของคนมาเป็นแรงกระตุ้นอย่างดีให้หนูสู้ชีวิตและต้องเอาชนะคำพูดนั้นให้ได้ ยิ่งมีคนดูถูกเรามากเท่าไร เรายิ่งต้องพยายามมากขึ้นเท่านั้น ..
(๓) จากมหาสารคามสู่สุรินทร์ : การเดินทางอันแดกด่วนในเย็นวันหนึ่งของผมและทีมงาน
ภายหลังเรื่องราวของเดือน สีทอง ปรากฏออกสู่สาธารณะเพียงไม่ถึงสองวัน ผมก็ถูกเรียกตัวขึ้นไปพบผู้บริหารมหาวิทยาลัยอย่างเร่งด่วน ครั้งนั้นและห้วงนั้น ผมเองก็อยู่ในสถานะคนธรรมดา ๆ ที่เพิ่งจะลาออกจากงานบริหารมาไม่นาน จึงอดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่า การถูกเรียกตัวด่วนเช่นนั้น ย่อมมีอะไรให้ผมต้องรับผิดชอบเป็นกรณีพิเศษอย่างแน่นอน
และเมื่อรับรู้ข้อมูลและเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยในระดับหนึ่งแล้ว ก็เข้าสู่ห้วงสำคัญโดยการซักถามว่าใครพร้อมที่จะเดินทางไปทำหน้าที่เจรจากับเจ้าตัว เพื่อพาเจ้าตัวกลับมาสู่การเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยอีกรอบ
ผมนั่งเงียบ, หรือแม้แต่เรียกได้ว่าแทบไม่กระดิกตัวใด ๆ เลยก็ว่าได้ ในที่ประชุมตรงนั้นมีสายบริหารนั่งเรียงรายกันหลายคน ไล่เรียงตามลำดับแล้วไม่ปรากฏว่าใครจะขันอาสาไปเป็นทูตเจรจาเลยแม้แต่คนเดียว ทุกคนออกตัวในทำนองไม่พร้อม และไม่สะดวกนัก -
ผมนั่งเงียบเพราะรู้ตัวดีว่าสถานะของผมเป็นแค่ “คนธรรมดา” คงไม่มีพลังพอ หรือมีเกียรติพอที่จะรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นั้นได้ เพราะการเดินทางไปนั้น ก็เสมือนการเดินทางไปในนามมหาวิทยาลัย ฯ บางเรื่อง หรือแม้แต่หลายเรื่องก็ต้องมีอำนาจที่จะตัดสินใจได้อย่างไม่อิดออด
จนท้ายที่สุด .. ทุกอย่างก็มาลงที่ตัวผม และผมเองก็ไม่ปฏิเสธ หากแต่ลึก ๆ แล้วก็ดีใจและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำหน้าที่นั้นให้ลุล่วง เพราะผมเข้าใจดีว่าโอกาสของคนอยากไร้นั้นสำคัญแค่ไหน ..ผมเองก็เคยมีสภาพไม่ต่างกัน ไฉนเลยจะนิ่งดูดายต่อชะตากรรมนั้น ๆ ได้ราวกับคนไม่มีหัวจิตหัวใจ
ก่อนการเดินทาง ผมย้ำกับผู้บริหารว่าการไปครั้งนี้ มิใช่ไปเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย
หากแต่ไปเพราะความรู้สึกอาทรต่อคนดี ๆ ที่เราต้องดูแลและให้โอกาส ส่วนเจ้าตัวจะรับโอกาสนั้นหรือไม่ ก็สุดแท้แต่จะตัดสินใจเอง
นอกจากนั้นแล้ว ผมยังย้ำถามให้ชัดเจนอีกหนว่า มหาวิทยาลัยมีอะไรรองรับในด้านสวัสดิการแก่เด็กคนนี้บ้างหรือเปล่า ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า ประเด็นเหล่านี้ เจ้าตัวหรือแม้แต่คนรอบข้าง ก็คงอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับมหาวิทยาลัย และมันก็เป็นความชอบธรรมที่เขาจะต้องเอ่ยถาม ...
ไม่มีคำตอบใดที่ชัดเจนนักเกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการดังกล่าว หากแต่ยืนยันว่า อะไรที่ผมคิดว่าพอเป็นไปได้ ก็ขอให้ผมใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจได้เลย ส่วนอะไรที่คิดว่าไม่อยู่ในบริบทของเราที่จะดูแลได้ ก็ขอให้นำมาพิจารณากันอีกรอบ
นั่นคือ..ความชัดเจนที่เต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน แต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินไปอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ โดยผมต้องออกเดินทางอย่างเร่งด่วน พร้อมกับน้องนิสิตหญิงอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับ “เจ้าเดือน” ซึ่งจะทำหน้าที่ในการนำทางไปสู่บ้านเกิดเมืองนอนของ “เดือน สีทอง”
และอีกคนที่ผมเลือกให้ร่วมเดินทางไปด้วยก็คือ เจ้าก้อง หรือคุณวัฒนพงษ์ คงสืบเสาะ ผู้ซึ่งเป็นเสมือนน้องชายอีกคนของผม เพราะเจ้าตัวเป็นคนพื้นเพสุรินทร์ คงช่วยอะไรได้บ้างกระมัง หรืออย่างน้อยก็ไปเพื่อเรียนรู้ในเรื่องบางเรื่อง ด้วยหวังว่าในวันหนึ่งข้างหน้า เขาอาจต้องกลายมาเป็นคนที่ต้องแบกรับหน้าที่เหล่านี้แทนผม ได้บ้าง –
วันนั้น, เราออกเดินทางกันอย่างเร่งรีบด้วยรถตู้ของมหาวิทยาลัยฯ ยังไม่ทันพ้นเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม ฟ้าทั้งฟ้าก็ถูกห่มคลุมด้วยม่านดำของยามค่ำคืน
นี่เป็นการเดินทางอันแดกด่วนของชีวิต เราทุกคนไม่มีโอกาสได้อาบน้ำ หรือแม้แต่ตระเตรียมเสื้อผ้า ผมเองไม่มีแม้กระทั่งเสี้ยวเวลาที่จะกลับไปโอบกอดลูกชายให้ชื่นใจ ทุกอย่างเร่งด่วนและแดกด่วน เราไม่มีเวลาแม้กระทั่งรอให้ผู้เกี่ยวข้องไปจัดการหาเงินหาทองมาสำรองจ่าย.. ผมจึงได้แต่บอกกล่าวกับทีมงานว่า “ไม่เป็นไร ..ผมพอมีบ้าง”
การเดินทางครั้งนี้, เราเองก็รู้ดีว่า บัดนี้เจ้าตัวได้เดินทางไปปักหลักอยู่กรุงเทพฯ โดยมีคุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ หนึ่งในเจ้าของรายการ “คนฅ้นคน” เป็นคนให้ความเมตตาดูแลเสมือนลูกหลาน และเบื้องต้นเจ้าตัวก็ได้สมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดของรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายว่า จะเรียนและทำงานไปพร้อม ๆ กัน
(๔) เส้นทางที่ไมคุ้นเคย หากแต่มีคนคุ้นเคยรออยู่
เราเดินทางเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายในราว ๆ เกือบจะสองทุ่ม โดยเบื้องต้นแวะรับครูท่านหนึ่งที่ถือได้ว่าใกล้ชิดกับน้องเดือนมากที่สุดอีกท่านหนึ่งก็ว่าได้ ทันทีที่ผมก้าวลงจากรถตู้ของมหาวิทยาลัยและยังไม่ทันได้ตั้งตัว ชายหนุ่มท่านหนึ่งก็ตรงเข้ามายกมือไหว้ในระยะประชิดพร้อม ๆ กับแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองว่า “ผมจำพี่ได้ พี่จำผมได้มั๊ย...”
ครับ... บุรุษท่านนี้เป็นรุ่นน้องที่เรียนจบจาก มมส เมื่อหลายปีก่อน เคยเห็นผมท่องยุทธจักรกิจกรรมอย่างชัดแจ้ง และปัจจุบันเขาก็เป็นคู่ชีวิตของครูผู้หญิงที่เรามุ่งหน้ามารับเพื่อนำพาไปสู่จุดหมายของการเจรจาในค่ำคืนนี้ .
ถัดจากนั้นเราทั้งหมดก็มุ่งตรงฝ่าม่านมืดไปยังบ้านของเจ้าเดือนอย่างไม่ลดละ ภายใต้ม่านมืดของค่ำคืนผมกลับรู้สึกอบอุ่นและมั่นใจขึ้นกว่าเดิม ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากการได้พบกับคนรู้จักอย่างไม่คาดคิดนั่นเอง มันเหมือนกับการปลุกปลอบว่า “เราเริ่มต้นได้ดี ...ภารกิจนี้ก็น่าจะลุล่วงไปได้บ้าง” (กระมัง)
คืนนั้น เราเดินทางถึงบ้านของเดือนในตอนสักประมาณสามทุ่ม ..รถตู้จอดนิ่งในลานหญ้าใกล้ ๆ ทุ่งนา แสงสว่างจากหลอดไฟหน้ารถสาดส่องไปได้ไกล สะท้อนให้เห็นต้นไม้ และเรือนหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในเงามืดของราตรีกาล แต่พอก้าวเท้าเข้าใกล้กลับประจักษ์แก่ใจว่า บ้าน หรือเรือนหลังเล็กนั้น มีสภาพเป็นกระท่อมเล็ก ๆ มากกว่าจะเป็นบ้าน -
ผมยังคงเดินตามครูผู้นำทางไปอย่างติด ๆ .. ยังไม่ทันถึงตัวบ้านนั้น หญิงสาวท่านหนึ่งก็โผเข้ามาไหว้และเกาะกุมแขนผมราวกับคุ้นเคยและสนิทแน่นมาแสนนาน จังหวะนั้นทำเอาผมตกใจเป็นอย่างมาก ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่พอตั้งสติได้ก็จำได้แม่นเลยว่า หญิงสาวท่านนี้เป็นน้องนิสิตอีกคนที่ผมคุ้นเคยมาในสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งบัดนี้ก็เป็นมาเป็นครูอยู่ที่นี่ และเป็นครูอีกคนที่ให้ความเมตตาดูแลเจ้าเดือนมาอย่างใกล้ชิดไม่แพ้ท่านอื่นๆ ..
ค่ำคืนนั้น เราได้พูดคุยกันในเรื่องที่อยากจะให้เดือนกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัย โดยมีแม่และน้องสาวของเดือนมานั่งฟังอย่างเงียบ ๆ .. ปล่อยให้ครูและผู้นำชาวบ้านทำหน้าที่ในการพูดคุยและขบคิดในประเด็นต่าง ๆ แทนอย่างเต็มที่
เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะเอ่ยถามถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยจะจัดสรรให้กับเดือน .. ผมเองก็บอกกล่าวเบื้องต้นว่า ตอนนี้ที่ชัดเจนแล้วก็คือการเรียนฟรีในระดับคณะ การพักฟรีในหอพัก รวมถึงการจัดหางานพิเศษรองรับให้เจ้าตัวได้สร้างรายได้เสริมให้กับตัวเอง ขณะที่ผมก็ยืนยันว่า ในฐานะที่ตัวเองกำกับดูแลเรื่องทุนการศึกษานั้น ก็จะพยายามนำเสนอให้ผู้บริหารได้อนุมัติทุนให้เปล่าประเภทต่อเนื่องจนจบการศึกษาให้กับเจ้าตัว ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ต้องให้เจ้าตัวไปดูเงื่อนไขเองว่า จะตกลง หรือรับได้หรือเปล่า
คืนนั้น, เราไม่อาจติดต่อกับเดือนได้เลย ซึ่งเราก็เข้าใจดีว่า ตอนนี้เจ้าตัวมีทางเลือกอันมากมาย สังคมได้ขยับเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งมันก็ยุติธรรมดีแล้วสำหรับคนดี ๆ ที่ควรต้องได้รับการดูแลดี ๆ จากคนรอบข้าง และเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากความดีงามของเจ้าตัวแล้ว เราก็คงต้องยกความดีงามนั้นให้กับทีมงานของ “คนฅ้นคน” ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้เราได้มีโอกาสรับรู้ในเรื่องอันดีงามของคนที่ยังด้อยโอกาส –
และคืนนั้น, ผมและทีมงานตัดสินใจอำลาจากผู้คนที่เกี่ยวข้องในราว ๆ ห้าทุ่มเศษ โดยมีครูผู้ซึ่งเป็นน้องนุ่งมาส่งขึ้นรถอย่างใกล้ชิด พร้อมกับรับปากรับคำว่าจะช่วยติดต่อสื่อสารไปยังเดือนในเร็ววัน รวมถึงกล่าวอย่างมั่นใจว่า “เดือนน่าจะกลับมาเรียนที่ มมส เพราะเจ้าตัวอยากเรียนสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรมมาก ..มันเป็นความฝันของเดือน..จึงเชื่อว่าเดือนจะกลับมา”
ขณะที่ผมก็รับปากกับคุณครูที่เป็นรุ่นน้องของผมเองว่า หากเจ้าตัวกลับมาเรียนที่ มมส โดยส่วนตัวก็พร้อมที่จะอาสาให้การช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง และขอเอาเกียรติประวัตินักกิจกรรมของตัวเองที่พวกเขาคุ้นเคยเป็นประกันว่าจะทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด ..เหมือนกับที่เคยทำให้กับนิสิตมาแล้วในสมัยที่เป็นนายกองค์การ ฯ ...
ด้วยระยะอันแสนไกล กอปรกับค่ำคืนที่มืดสนิท ผมตัดสินใจพาทีมงานเข้าพักโรงแรมในตัวเมืองของจังหวัด และกว่าจะเข้าที่พักได้ก็ปาเข้าตีหนึ่งเศษ ๆ ..ไม่มีใครเอ่ยปากบ่นถึงความเหนื่อยล้า หากแต่เห็นได้ชัดว่า ทุกคนมีความสุขที่ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ ...ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเองนั่นแหละว่าจะเลือกเส้นทางใดให้กับชีวิต
(๕) สู่ การเป็นนิสิต มมส ..
ภายหลังจากการไปพูดคุยกันได้สัปดาห์เศษ ๆ จากนั้นผมก็ทราบข่าวว่าเดือน ฯ ตัดสินใจมาเรียนที่ มมส และวันที่เจ้าตัวมานั้น มีหลายคนหลายฝ่ายก้าวออกมาดูแลอย่างน่าอุ่นใจ มีการเข้าพบผู้บริหาร มีนักข่าวมาทำข่าว เว้นแต่เพียงผมคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ปรากฏในเวทีเหล่านั้น ทั้งด้วยการหลงลืมของมหาวิทยาลัยฯ และทั้งการตั้งใจของผมเอง
ต่อเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ เดือน สีทอง ก็เข้ามาพบผมเป็นการส่วนตัว, ผมไม่ได้บอกกับเขาว่าผมเป็นคนเดินทางไปยังบ้านของเขา หากแต่เจ้าตัวก็รู้เรื่องราวของผมจากปากคำของคณะครูแล้วว่า “มีอะไรให้มาหาผมได้ตลอดเวลา...”
ผมรับรู้จากเดือนว่า ตอนนี้มีงานพิเศษให้ทำเยอะมาก พอมีรายได้ให้ใช้และฝากไปให้แม่ ผมเองก็ยังยืนยันว่า ผมมีร้านเช่าหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัย ฯ หากจำเป็นก็เข้าไปทำได้เลย รายได้ก็จ่ายเป็นรายวัน ตอนนี้ก็มีนิสิตไปทำงานอยู่ที่ร้านกันหลายคน รวมถึงผมก็ติดต่ออาจารย์หลายท่านเพื่อหางานให้กับเดือนฯ แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่า ตอนนี้มีงานเยอะมาก .. ขืนทำมากกว่านี้ คงกระทบต่อการเรียนเป็นแน่
และจากนั้น ผมก็เสนอเรื่องขออนุมัติทุนต่อเนื่องปีละ 15,000 บาทให้กับเดือน โดยชี้แจงต่อผู้บริหารให้พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเป็นทุนสมทบช่วยเหลือการเรียนและการดำเนินชีวิตให้กับเขา ...และเป็นความโชคดีที่ผู้บริหารก็เห็นชอบในแนวทางที่ผมขออนุมัติ
จากวันนั้นยาวนานเรื่อยมา ผมพบเจอเดือน ฯ เป็นครั้งคราว เรียกได้ว่านานทีถึงจะได้พบกันสักครั้ง ซึ่งนั่นก็เข้าใจดีว่าเจ้าตัวเรียนหนักและเลิกเรียนก็ต้องทำงานพิเศษอย่างหนักหน่วง แต่ทุกครั้งที่ได้คุยกัน ผมก็มักจะถามถึงความเป็นไปของครอบครัวของเขาเสมอ ... รวมถึงเมื่อถึงเทศกาลปิดเทอม ผมและทีมงานก็ขออนุมัติกลับไปเยี่ยมครอบครัวของเดือนอีกครั้ง ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับที่ดีจากครอบครัวของเขาเสมอเหมือนคนรู้จักมักคุ้น
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมเปลี่ยนสายงานไปเรื่อย แต่ก็ไม่เคยลืมที่จะติดตามความเป็นไปของเขาอย่างต่อเนื่อง เพราะอย่างน้อยผมก็รู้สึกเสมอว่า ผมคือคนที่นำสารจากมหาวิทยาลัยไปให้เขาได้พิจารณา และบางอย่าง ผมก็รับปากรับคำเป็นการส่วนตัวกับใครอีกหลายคน ว่าจะดูแลลูกศิษย์ของเขาให้ดีที่สุด ...
ขณะเดียวกัน ก็อดที่จะตั้งคำถามอย่างปล่อยวางไม่ได้ว่า มันคุ้มหรือเปล่ากับการที่เขามาที่นี่ เพราะหากไม่มาที่นี่ บางทีวันนี้เขาอาจมีทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งในด้านการเรียนและการทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งผมก็ได้แต่เก็บงำคำถามนี้ไว้ในใจเสมอมา รวมถึงการรับรู้มาว่าในทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เจ้าตัวจะลงไปทำงานพิเศษขายเสื้อผ้าที่สวนจตุจักรในกรุงเทพฯ อย่างสม่ำเสมอ และนั่นก็คือสิ่งที่เขายังต้องขับเคี่ยวกับภาระของชีวิตอย่างหนักหน่วง
(๖) เปิดใจถามในคำถามที่คาใจ ..
ล่าสุดเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้เชิญเดือน สีทองมาเป็นวิทยากรพบปะพูดคุยเรื่องราวชีวิตกับนิสิตใหม่ ซึ่งขณะนี้เจ้าตัวกำลังรอฝึกงานในชั้นปีสุดท้าย และเดินทางไปอยู่กรุงเทพฯ พร้อมกับการทำงานพิเศษขายเสื้อผ้าอยู่ที่สวนจตุจักร
เดือน , ถามผมว่าจะให้เขาพูดเรื่องอะไรดี ...
ผมก็ได้แต่บอกอย่างกว้าง ๆ ในทำนองว่า “ในมุมมองของผม ผมอยากให้นิสิตใหม่ได้เรียนรู้ความเป็นชีวิตจากเขา เพราะเขาสามารถสื่อให้เห็นได้ว่า คนเราต้องยอมรับความเป็นจริงของชีวิตอย่างไม่เคอะเขิน การยอมรับความเป็นจริง หรือสถานะชีวิตของตนเอง คือการเริ่มต้นที่จะแก้ปัญหาชีวิต, ยืนขึ้นโดยไม่คิดที่จะหลีกหนีปัญหา และมีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาสู้อย่างไม่ย่อท้อ ... รวมถึงการเป็นผู้รับอย่างมีศักดิ์ศรี...
นอกจากนั้น ยังรวมถึงการพูดคุยให้น้องนิสิตใหม่ได้รับรู้ว่า มหาวิทยาลัยฯ แห่งนี้มีพื้นที่ให้พวกเขาได้เรียนรู้และพร้อมที่จะช่วยเหลือพวกเขาอย่างเต็มกำลัง ขอเพียงเขาทั้งหลายกล้าที่จะยอมรับสถานะอันเป็นจริงของตัวเอง และกล้าที่จะเดินเข้ามายังจุดที่ให้การช่วยเหลือ
สำหรับผมแล้ว เดือน ..เป็นเสมือนภาพสะท้อนที่ต้องการสื่อสารไปยังนิสิตใหม่ให้รับรู้ว่า คนดีๆ ย่อมมีพื้นที่เติบโตในทางสังคม หรือคนดี ๆ ที่สู้ชีวิตนั้น ย่อมได้รับการดูแลจากสังคมเสมอ และการเป็นคนดีก็ต้องเริ่มต้นจากการเป็นคนดีของครอบครัว .. รู้และเข้าใจในบทบาทสถานะที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง กล้าหาญที่จะตอบจุดยืนของตนเองอย่างทระนง รวมถึงการยืนยันว่า แท้ที่จริงแล้ว มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อจะพ่ายแพ้
หรือในอีกมุมหนึ่ง การใช้ชีวิตต้องมีจุดหมายที่ชัดเจน ท่ามกลางอุปสรรคนานัปการนั้น ชีวิตก็จำต้องเรียนรู้ที่จะต่อสู้ไปอย่างมีสติ ศรัทธาต่อการมีชีวิตอยู่ ...รวมถึงการยืนหยัดอยู่อย่างไม่สิ้นหวัง

เดือนฯ ในขณะที่นั่งประกบกับ อาร์เดอะสตาร์ 3 : ทั้งสองกำลังเรียนในคณะเดียวกัน
ก่อนการขึ้นเวทีในวันนั้น...ผมเปิดใจตามเดือนอย่างตรงไปตรงมาว่า เสียใจหรือเปล่ากับการกลับมาเป็นนิสิตของ มมส ...ทั้งที่หากยังอยู่ที่กรุงเทพฯ ชีวิตอาจเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีกว่านี้ก็เป็นได้
"ไม่เสียใจเลยจริง ๆ ... ที่นี่ให้โอกาสกับชีวิตมากมาย ทั้งการเรียนและการดำเนินชีวิต มีเพื่อนที่ดี ครูที่ดี และสิ่งดี ๆ รอบข้างให้สัมผัส บางทีหากยังเรียนที่กรุงเทพฯ อาจไม่จบแล้วก็ได้ เพราะคงต้องดิ้นรนทำงานให้ได้เงินพอสำหรับการดูแลตนเองและครอบครัว..."
นั่นคือคำตอบในคำถามที่คาใจตัวเองมาแสนนาน ผมรู้สึกราวกับว่า ได้ยกภูเขาลูกเล็ก ๆ ออกไปทิ้งทะเลจนหมดเกลี้ยง รวมถึงการดีใจที่มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนเล็ก ๆ ของเรื่องราวอันดีงามนี้ และถือเป็นเกียรติที่ได้เขียนถึงเขา หลังจากที่บอกเล่าเรื่องราวของเขาในเวทีต่าง ๆ มาอย่างมากมาย
จึงได้แต่หวังว่า น้องใหม่ที่นั่งฟังเรื่องราวของเขา จะเรียนรู้และยอมรับสถานะตัวเอง พร้อม ๆ กับกล้าพอที่จะลุกขึ้นมาหยัดสู้กับชีวิตอย่างไม่ย่อท้อ
ขอชื่มชม...และเชิดชู...คนดีของแผ่นดินค่ะ
คนดี ย่อมได้รับสิ่งดีๆ
น้องเดือนโชคดี
แต่ไม่รู้ว่ามีเด็กอีกกี่คนที่ไม่ได้เป็นข่าวอย่างน้องเดือน
เด็กอีกกี่คนที่สังคมยังเอื้อมมือไปไม่ถึง
ยังมีต่อใช่ไหมคะ แล้วจะตามมาอ่านค่ะ
สวัสดีครับน้องแผ่นดิน
สวัสดีค่ะ
* ชื่นชมและยินดีค่ะ
* เพียงเท่านี้เราผู้ปฏิบัติก็รู้สึกชื่นใจเหลือเกินแล้วใช่ไหมคะ
* ตำแหน่งไหนไม่สำคัญเท่าใจที่มุ่งมั่นค่ะ
* เป็นกำลังใจให้ค่ะ
สวัสดีครับ
พลังที่อาจดูเล็กๆในสายตาของคนทั่วไป แต่สุดแสนจะยิ่งใหญ่ในใจน้องเดือน
ขอแสดงความชื่นชมคุณแผ่นดินค่ะ
สวัสดีครับบน "แผ่นดิน" นี้
สวัสดีค่ะพี่แผ่นดิน
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
ไม่ง่ายนักที่งานเขียนยาวๆจะมีคนอ่าน และก็ไม่ยากถ้างานเขียนนั้นมาจากจิตใจ ของคนที่ทำดี แม้เราเป็นเพียงเปลวเทียนแต่ถ้าเปลวเทียนนั้นอยู่ในความมืด มันจะกลายเป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่ของคนที่สิ้นหวัง
เป็นกำลังใจให้คนที่ตั้งใจทำดีเพื่อแผ่นดิน ไม่มีใครเห็นเรายังเห็นสิ่งที่คุณทำเสมอ
สู้ๆๆค่ะ
มาชื่นชม และให้กำลังใจ "คนดี" ค่ะ
สวัสดีค่ะน้องแผ่นดิน
ขอชื่นชมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ความช่วยเหลือเด็กดีให้ได้เรียนในสิ่งที่เขาไฝ่ฝันไว้ และชื่นชมคนนำสารที่เป็นข่าวดีไปแจ้ง และดูแลให้ความช่วยเหลือ...
สวัสดีครับ 1. @..สายธาร..@
ผมเขียนเรื่องนี้ด้วยความรู้ที่บรรจบกันหลายอย่าง ประการแรกเลยก็คือ การเชื้อเชิญเขามาเป็นวิทยากรพบปะกับรุ่นน้อง...
ประการต่อมาก็คือในเร็ววันนี้, ผมจะไปจัดกิจกรรมที่สุรินทร์ ในวันที่เดินทางไปดูสถานที่ บังเอิญผ่านแยกไฟแดงอันเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านไปยังบ้านของน้องเดือน ..ผมเลยยิ่งคิดถึงเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมาอย่างจับจตจับใจ จนนำมาสู่การเขียนถึงเขาอย่างเป็นทางการ ..
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
ปีนี้เรื่องราวในทำนองนี้ปรากฏอย่างหลากหลายในสื่อต่าง ๆ และบางรายก็เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยมหาสารคามด้วยเช่นกัน
แต่เดือน สีทอง โชคดีมากที่รายการอย่างคนค้นคนได้นำมาบอกกล่าวต่อสาธารณะอย่างมีพลัง ..
ผมเพียงแต่อยากให้ "เดือน" เป็นตัวอย่างที่ดีกับนิสิตใหม่ อย่างน้อยก็ย้ำเตือนให้เขารู้ว่า เมือมีปัญหาต้องกล้าที่จะสู้และกล้าที่จะเดินเข้ามายังจุดที่เราคิดว่าช่วยเราได้ ..และดำรงตนในฐานะของการเป็นผู้รับที่มีศักดิ์ศรี...
ขอบคุณครับ
น่าชื่นใจจังค่ะ..
ชอบประโยคนี้มากๆ
"คนเราต้องยอมรับความเป็นจริงของชีวิตอย่างไม่เคอะเขิน การยอมรับความเป็นจริง หรือสถานะชีวิตของตนเอง คือการเริ่มต้นที่จะแก้ปัญหาชีวิต, ยืนขึ้นโดยไม่คิดที่จะหลีกหนีปัญหา และมีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาสู้อย่างไม่ย่อท้อ ... รวมถึงการเป็นผู้รับอย่างมีศักดิ์ศรี..."
ขอชื่นชมคนดีและมีพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่ด้วยจริงๆค่ะ..
ขอบคุณอาจารย์พนัสนะคะ..ที่เอื้อเฟื้อเรื่องราวดีๆ..จรรโลงใจอย่างนี้ให้ติดตามเสมอ..
ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ..^^
สวัสดีครับ... อ. ใบบุญ
ตอนนี้เรื่องราวจบสมบูรณ์แล้วนะครับ ตอนแรกที่นำมาลงนั้น สงสัยเพราะความยาวนั่นเองกระมัง ที่ทำให้หลายท่อนความหายไปอย่างหน้าตาเฉย
ขอบคุณครับ..และเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้ จะนำพาความชื่นบานมาสู่ผู้อ่านได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
ขอบคุณเรื่องราวดี ๆ ที่นำมาถ่ายทอดครับ...