วิถีอิสระปัจเจกชน วิถีการพึ่งพิงป่า ยังคงฝังลึกในหมู่พี่น้องชาวโซ่ดงหลวง
ประโยคที่ขึ้นต้นไว้ข้างบนเป็นข้อสรุปของผู้บันทึกในวาระที่สองวันนี้มีโอกาสได้กลับไปทำงานในดงหลวง แม้ว่าจะมีเวลาเพียงน้อยนิด และได้พบปะเฉพาะพี่น้องชาวโซ่บ้านพังแดง หรือในพื้นที่โครงการสูบน้ำห้วยบางทราย แต่อย่างไรก็ยังคงได้มุมมองได้แง่คิดสะท้อนวิถีทางสังคมบางบริบทมาแลกเปลี่ยนอยู่ไม่มากก็น้อย

แน่นอนว่าบรรยากาศความเป็นกันเองใสซื่อ แบบชาวโซ่ของพี่น้องยังคงคุ้นเคยอยู่เหมือนเดิม พี่น้องชาวโซ่พูดตรงๆ แต่จริงใจ ภาษาที่พี่น้องคุยกันในหมู่พวกผมยังคง(พอ)เข้าใจ ไม่ถึงกับ “ตะดัง = ไม่รู้” พี่น้องที่ผมเคยหยิบยื่น ปุ๋ยหรืออุปกรณ์การเกษตรให้ยังคงจำได้และมาบอกอย่างซื่อๆว่า “หัวหน้ามาก็ดีแล้วเดี๋ยวแม่บ้านกลับจากไปหาของป่าแล้วจะเอาเงินมาผ่อนคืน” ความซื่อสัตย์มีอยู่ในหมู่ชาวโซ่เสมอผมได้แต่บอกว่า “ไม่ต้องๆให้ถือว่าผมลงทุนร่วมกับลุงก็แล้วกัน ในเมื่อขาดทุนก็แล้วกันไป หากจะเอามาใช้คืนให้ตามกันมาครบทุกรายก่อน หากใช้คืนบางคนเดี๋ยวจะหาว่าผมลำเอียง” อันนี้ผมจำมาจากเมื่อครั้งที่ไปเดินเยี่ยมแปลงเมื่อปีก่อน พี่น้องรายที่ผมเดินผ่านไม่ได้แวะไปคุยด้วยจะโวยวายทุกครั้งว่า “ทำไมอาจารย์ไม่แวะดูแปลงผม” ความตั้งใจที่จะแวะเยี่ยมเฉพาะแปลงมีปัญหาให้แก้ไขก็เป็นอันพับไป คราวนั้นก็ต้องแวะเยี่ยมทุกๆแปลง การเยี่ยมเยียนให้กำลังใจจำเป็นสำหรับนักส่งเสริมผมว่านะ
ในที่ประชุมกลุ่มเมื่อวาน ชาวญี่ปุ่นค่อนข้างแปลกใจ และกังวลต่อจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกพืชฤดูแล้ง ที่ลดจำนวนลงมาก แต่สำหรับผมนั้นเข้าใจดีกับเหตุผลซื่อๆของพี่น้อง เช่น “ไม่คุ้มค่าเหนื่อย” คำๆนี้มีความหมายมากมาย เพราะเมื่อถามลึกลงไปอีกก็พบว่า
· ปลูกยาสูบ มะเขือเทศ ต้องอยู่ในไร่นาทุกวัน ไม่ได้เข้าป่าหายิงนกยิงบ่าง
· ปลูกพืชขายเขาชอบกำหนดวันซื้อวันขายไม่เป็นอิสระเหมือนไปหาของป่า
· ปลูกมันสำปะหลังดีกว่า ปีก่อนราคาดี แถมยังไม่ต้องดูแลมาก มีเวลาพักผ่อนไปหาของกินจากป่า
· ไปหาของป่า เช่น ขี้ซี (wood resin; ผู้เขียน) ได้รายได้มากกว่าปีก่อนแม่บ้านผมไปคนเดียวขายได้สามพันหก เพื่อนบ้านที่มีลิงบางคนหาได้หมื่นกว่าบาท
สรุปก็คือพืชที่ส่งเสริมต้องไม่ใช่ประเภทเกษตรประณีตที่ต้องใช้เวลามาก และต้องมีรายได้สูงกว่ามันสำปะหลัง หรือสูงกว่าการหาของป่า
“มันสำปะหลังก็มันฯ” ผมพึมพำกับตัวเอง ความจริงมันฯก็ไม่ขี้เหร่หากเรามีวิธีการจัดการ การปลูกแบบอนุรักษ์ดิน และการเพิ่มผลผลิต
เมื่อเช้าก็เลยจัดประชุมปรึกษาหารือกัน มีผู้สนใจมาฟังหลายสิบคน (บางคนมาเพราะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ“หัวหน้าเป ลี่ ยน”
· พี่น้องทุกคนปลูกมันฯกันอยู่แล้ว
· หลายรายทดลองใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพในมันสำปะหลังทั้งแบบน้ำ และแบบแห้ง
· บางรายกำลังทดลองใช้ปุ๋ยน้ำที่บริษัทเอกชนเอามาโฆษณาว่าจะได้ผลผลิตสามสิบสี่สิบตันต่อไร่
· ผมได้เล่าถึงงานทดลองที่มีรายงานว่าหากไถดินลึก ด้วยไถสิ่วแล้วจะได้ผลผลิตสูงขึ้น พร้อมทั้งย้ำให้พี่น้องทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตเอง หรือปุ๋ยพืชสด เพื่อลดการลงทุน รวมถึงการทดลองปลูกมันฯหลังการทำนา
· บริษัทโรงงานผลิตแป้งมันของชาวญี่ปุ่น มาเสนอรับซื้อผลผลิต มาแนะนำเทคนิคชั้นสูงในการปลูกมันซึ่งต้องใช้ปุ๋ยเฉพาะของเขา ลงทุนไร่ละสามสี่พันบาท โดยเขาพร้อมจะลงทุนค่าปุ๋ยค่าเตรียมพื้นที่ให้ แต่จะขอแบ่งผลผลิตจากเกษตรกร
· ผมได้ต่อรอง และเสนออีกเงื่อนไขหนึ่งคือ ขอให้มาไถที่ให้เกษตรกร และให้เงินยืมซื้อปุ๋ย เงินค่าจ้างแรงงานขุดมันฯ แต่เกษตรกรต้องขายผลผลิตให้โรงงานในราคาตลาด
· หลังจากได้รับฟังข้อเสนอ พี่น้องหันหน้าเข้าคุยกันด้วยเสียง “ในฟิล์ม” จนผมแปลไม่ทัน
· ได้ข้อสรุปว่า ไม่อยากกู้เงินบริษัท อยากไถที่เอง ขอใช้วิธีปลูกของตนเอง เพียงแต่ให้บริษัทมารับซื้อในราคาเป็นธรรมก็พอแล้ว
· แต่หาก “หัวหน้าเป ลี่ ยน” จะมาพาทดลองปลูกวิธีใหม่ ก็มาได้เลย ยินดี อยากจะดูเหมือนกัน
ดูสิครับว่า พี่น้องชาวโซ่ของผมจ๊าบเพียงใด ไม่อยากเป็นหนี้ ขอเรียนรู้เอง แต่ก็ยอมรับในตัวบุคคล

บันทึกนี้ได้พยายามจะถอดรหัส แนวคิด และวิถีชาวโซ่ หรือไทบรู ได้เป็นรายกรณีตามข้างบนไว้แล้ว แม้นไม่อาจเขียนบทสรุปรวบยอดได้ แต่ผมคิดว่าบันทึกเรื่องเล่านี้ คงสามารถให้แง่คิดต่อนักส่งเสริมการเกษตร นักพัฒนา ได้บ้าง...สะกิดท่านได้สักนิดก็ยังดี
วันสิ่งแวดล้อมโลก : 5 มิถุนายน ของทุกปี
เพราะพี่เปลี่ยนมีแต่ความจริงใจ ชาวบ้านจึงยอมรับนับถือ
อ่านบันทึกแล้วรู้สึกอบอุ่นครับ คิดถึงครับ
ดีใจๆๆพี่เปลี่ยนได้พบญาติแล้ว อิอิๆๆๆ
อ้ายเปลี่ยน
ราวสัปดาห์ที่แล้วไปเยี่ยมบ้านเพื่อนที่ ครบุรี เมืองโคราชมา
เขาปลูกมันสัมปะหลังกันสุดลูกหูลูกตา ประมาณว่าอำเภอแห่งการปลูกมันฯ
และที่แน่ ๆที่จะตามมาคือ เมืองแห่งสารเคมีและยาฆ่าหญ้า
น่ากลัวจริง ๆ
ตอนนี้แถวบ้าน ...ไร่มันสำปะลัง แทบหายเกลี้ยงแล้วนะครับ
เมื่อหลายสิบปี ต้นยูคามาแทนที่ - ถัดจากนั้นก็เป็น ยางพารา ..
ทุกวันนี้ ไร่อ้อยคืบขยายเข้ามาอีกครั้ง
บางเวลา ผมกลับบ้านก็ไม่ลืมที่จะแวะไปดูต้นยางพาราพลัดถิ่น(จากใต้มาอีสาน) เพราะมันเหมือนกับคนอีสานอีกหลายคนที่คิดถึงบ้านแต่ต้องเผชิญชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่
มาสะดุด คำว่า "ขี้ซี" น่าจะเป็น ขี้ตั๋งนี หรือเปล่าผมไม่แน่ใจ อ่านบันทึกอ้ายเปลี่ยนได้เฮียนฮู้ดีแต้ๆครับ
เรื่องราวของชาวโซ่ หากได้เรียงร้อยผ่านคนพื้นที่ คนทำงานแบบอ้าย คงน่าอ่านมากๆ อย่าลืมมีเวลาเขียนหนังสือไว้ให้น้องๆได้อ่านได้ผ่อพ่องเน้อครับ
กึ้ดเติงหาครับอ้าย
สวัสดีค่ะคุณเปลี่ยน ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นานค่ะ หนูยึดถือเป็นชีวิตค่ะ