พ่อแม่นี่แหละครับ ที่รักเรา ดูแลเราตลอดชีวิตท่านเลย


ผู้กำกับ : Jason Reitman (เคยกำกับ Thank you for smoking แผ่นนี้ก็มี เดี๋ยวดูดีกว่า)
เจ้าของแผ่น (คุณอั๊งอังอา) ให้ข้อมูลไว้ว่า หนังเรื่องนี้มี John Mulkovich ร่วมอำนวยการสร้าง มีแผ่น Being John Mulkovich อยู่ในมือ จะเกี่ยวกับผู้อำนวยการสร้างคนนี้ไหมหนอ เดี๋ยวดูดีกว่า
นำแสดง : Ellen Page
ระดับความชอบ : ให้คะแนนเต็มสิบครับ (ยังเป็นเรื่องเดียวตั้งแต่ให้คะแนนมา เข้าไปอยู่ในรายชื่อ หนังในดวงใจ เรียบร้อย)

หนังเล็กสุดในห้าเรื่องในปี ๒๕๕๑ ของเวทีออสการ์ แถมเป็นหนังเรื่องเดียวที่ออกแนว Feel Good ส่วนอีกสี่เรื่องออกแนวตรงกันข้าม

ได้อ่านจากหลายที่เลย พิจารณาแล้วน่าจะถูกจริต เข้า Waiting List อันดับต้นๆ เลย
เห็นเข้าโรงภาพยนตร์ ๑๘ พ.ค. ๕๑ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปดู

จนคุณอั๊งอังอาเขียนถึงหนังเรื่องนี้ เลยไปแจมความคิดเห็น จนพูดกันถึงเรื่อง Little Miss Sunshine ที่เธอยังไม่ได้ดู ก็เลยส่งไปให้เธอดูเสียเลย และแล้ว JUNO ก็มาถึงที่ทำงาน แถมหนังสือมาด้วย ๒ เล่ม คือ ที่เกิดเหตุ และ นิโคลากับเพื่อนแสนซน ที่คุณอั๊งอังอาบอกมาว่าอ่านแล้วจะชอบ ชอบจริงด้วยแหละ เดี๋ยวคุยให้ฟัง

มาดูที่หนังเรื่องนี้ เนื่องจากมีข้อมูลมาเยอะ เลยต้องทำใจไม่ให้คาดหวัง ปล่อยให้หนังพาไป เนื่องจากแผ่นที่ได้มาไม่มีซับภาษาไทย เลยได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยในตัว

ชอบมากเลยครับ หลายฉากถูกใจมาก เช่น ฉากบอกความจริงกับพ่อแม่ แม่เนี่ยเป็นแม่เลี้ยงนะครับ แต่รัก JUNO อย่างจริงใจ เห็นฉากประคารมกับนักอุลตราซาวน์ ถูกใจจัง พ่อแม่ที่แท้ต้องอย่างนี้ครับ ปกป้องลูกรักเต็มที่ โดยเฉพาะเวลาอันควร

ฉากที่พ่อคุยกับ JUNO ตอนใกล้คลอดก็เจ๋ง ทำให้ฉุกคิดว่าความรักแม้จะแปรเปลี่ยนตามกาลเวลา แต่รักของพ่อแม่คงที่ คงทนครับ แต่ต้องการสติครับเพื่อประคับประคองความรักนี้ให้คงทนถาวร หากไร้ซึ่งสติ เมื่อเจอปัญหาเหมือนพ่อแม่ JUNO ประสบ อาจคิดไม่ทัน จนปัญหาบานปลายได้ ค่อยๆ คิด ชีวิตไม่ง่ายนัก แต่ไม่ยากจนเกินไป เอาพ่อแม่ของ JUNO เป็นตัวอย่าง ที่ชอบหนังเรื่องนี้มากก็เพราะประเด็นนี้แหละครับ

แต่ฉากที่ชอบที่สุดคือ ฉากพระเอกที่มากอด JUNO ที่โรงพยาบาล ฉากนี้แอบมีน้ำตา ก่อนถึงฉากนี้ปูพื้นมาพอสมควร ตอนได้ข้อมูลบอกว่าพระเอกเป็นคนออกจะบื้อๆ แต่จริงๆ ไม่ใช่ เป็นเด็กหนุ่มที่กำลังค้นหาตัวเอง จนเจอว่ารัก JUNO นี่แหละ

ได้ศัพท์จากเรื่องนี้ เช่น Adoptive Parents คือพ่อแม่ที่รับลูกไปเลี้ยงต่อ

แอบได้เห็นสินค้าที่แฝงอยู่ในเรื่อง เช่น กีตาร์ที่ JUNO บอกคือ Gibson Les Paul กับ Fender เป็น ๒ ยี่ห้อที่พูดถึงในเรื่องนี้ ฉากนี้ดวลกีตาร์กันระหว่าง JUNO กับว่าที่พ่อบุญธรรม
เห็นแอบโฆษณาให้ Clinique Happy ด้วย

พ่อของ JUNO รอบคอบครับ มีการไปสำรวจบ้านที่หลานจะต้องไปอยู่เรียบร้อย
เป็นการรับสถานการณ์อย่างมีสติที่เห็นจากหนังเรื่องนี้ครับ

ดูต้นๆ เรื่องไม่ค่อยชอบ เพราะรู้สึกไม่ค่อยดีที่เด็กอายุสิบหก ดันมาพลาดจากการมีเพศสัมพันธ์กัน มอสี่เอง
แต่ทั้งหมดมันมีโอกาสเกิด สมมติเป็นแบบ Worst Case แบบนี้ แต่ยังมีทางออกดีๆ เสมอครับ
แต่หากป้องกันได้ก็จะดีมาก โดยเฉพาะการให้ความรู้เรื่องอุปกรณ์ป้องกัน ควรสอนไว้อย่าเคอะเขิน พลาดแล้วอาจไม่จบสวยเท่า JUNO ก็ได้

อีกองค์ประกอบที่ดีมากคือเพลงประกอบ ชอบแนวนี้ครับ ตีกีตาร์ร้องเพลงความหมายดีๆ เพลงไพเราะทั้งเรื่องเลยครับ นี่ว่าจะหา Soundtrack มาไว้ฟังเหมือนกัน พอดีดูซับอังกฤษเลยได้เห็นเนื้อหาดีๆ ในเพลงครับ

ปัญหาทั้งหมดแก้ได้ด้วยความรัก และมีสติ ปัญหาหนักขนาดไหน ปัญญาเอาอยู่
สุดท้ายหนังเรื่องนี้บอกผมว่า พ่อแม่นี่แหละครับ ที่รักเรา ดูแลเราตลอดชีวิตท่านเลยครับ
ใครเป็นพ่อแม่ทำให้ได้เหมือนพ่อแม่ของ JUNO นะครับ
วัยรุ่นดูแล้วก็ให้รู้ว่าหากสุดวิสัยจริงๆ มีแหละครับทางออก พ่อแม่ท่านรักเราเสมอครับ เปิดใจคุยกัน ก้าวข้ามได้เสมอ แต่ถ้าให้ดีก็ควรป้องกันตัวครับ

สรุปว่าวัยไหนดูก็ได้ประโยชน์ครับ เป็นหนังที่ดูแล้ว Feel Good จริงๆ ครับ

ทำไมผมชอบเรื่องนี้มากกว่า Little Miss Sunshine นะ สงสัยตรงบริบทเรามากกว่า คงค้านกับสายตาหลายคนเนอะ แต่คนเป็นพ่ออย่างผมเชียร์เรื่องนี้หมดใจครับ หนังในดวงใจลำดับล่าสุดครับ

ขอบคุณมิตรภาพดีๆ จากคุณอั๊งอังอาครับ ส่วนหนังสือที่ให้มาด้วยก็ชอบมากเลย ขอบคุณอีกครั้งครับ