"ผลงานจากเพื่อน ๆ ร่วมสังคมช่วยให้เรามีชีวิตและบ้านที่อบอุ่น ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องตอบแทนผู้คนในสังคมของเรา แต่การตอบแทนต้องไม่ใช่ด้วยเงิน หรือ การพินอบพิเทาให้พวกเขาพอใจ แต่เป็นการตอบแทนด้วยการรับใช้สังคมโดยรวม ไม่เช่นนั้นเราก็มีฐานะเพียงดัง กาฝาก แม้เราจะมักน้อยแค่ไหนก็ตาม"

ลมหายใจของคนเรามีอายุขัยที่หมดลงทุกวัน ... พุทธศาสนามีความเชื่อว่า มนุษย์เราเกิดมาเพื่อคิดดี พูดดี ทำดี ... แต่สภาพสังคมที่นับถือ "เงิน" เป็นพระเจ้า ... มัวเมากิเลสตัณหา ชอบมีอำนาจเหนือคนอื่น ยกตนขึ้นข่มคนอื่น โดยมองว่า คนอื่นก็แค่ "เบี้ย" ของตัวเองเท่านั้น ...

ได้เป็นนักการเมืองก็ตั้งแกงค์โกงกันด้วยกฎหมาย นโยบายที่ตัวเอง หรือ พรรคพวก ถืออยู่ในมือ อันได้มาจาก "ความซื่อสัตย์ของประชาชน" ที่มีต่อแก็งค์ของตัวเอง หาใช่ "ความโง่เขลา" ไม่

ได้เป็นคนเรียนเก่ง ประสบความสำเร็จในชีวิต มีปริญญาบัตรหลาย ๆ ใบ หรือใบใหญ่ ๆ มีตำแหน่งทางวิชาการระดับสูง ... ก็ "หลง" ยึดมั่น ตัวกู ของกู ดั่งที่ท่านพุทธทาสว่าไว้ ... ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วให้มีลมหายใจสักหมื่นปี ... เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ได้หมดด้วยตัวคนเดียว ... ก็เรียนรู้ได้ไม่หมด

ตัวอย่างที่เห็นกันอยู่ทั่วไปเหล่านี้ ... ล้วนสร้าง "ความเสื่อม" ให้กับสังคมไทยทั้งสิ้น สังคมเกิดความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวก ... เอ็งพวกโน้น ข้าพวกนี้ ... ข้ามีอำนาจ เอ็งไม่มี ... การยกย่องคนดีไม่เกิด เพราะถ้าจะยกย่องก็ต้องมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนแฝง ยกย่องแต่พวกตัวเอง เพื่อนตัวเอง คนสนิทตัวเอง ส่วนคำว่า "คนดี" ใช้ไม่ได้ เพราะไม่ใช้ ... ดีหรือไม่ ไม่ทราบ ขอแค่เอ็งยกมือช่วยข้า พอแล้ว ... สังคมแบบนี้ ท่านมีความสุขหรือครับ ? ...

เมื่อระบบการทำงานระดับประเทศเป็นแบบนี้ แล้วระดับล่าง ระดับพวกเรา ระดับชุมชนแบบที่แห่งนี้ จะรอดพ้นไปได้อย่างไรครับ ... อย่าอ้างว่า ทุกที่มีทั้งคนดีและคนเลว ... เวลาเราจะเลือกคิดดี พูดดี ทำดี เราต้องรอคนอื่นทำก่อนหรือเปล่าครับ ?

 

กัลยาณมิตรท่านหนึ่ง มักจะพูดคำหนึ่งติดปากอยู่เสมอว่า "ความดี ... สวยงามเสมอ" อันคนทำความดีย่อมมีจิตใจดี คิดดี ทำดี ... คิดแล้ว มีคนเดือดร้อนไหม ... พูดแล้ว มีคนเดือดร้อนไหม ... ทำแล้ว มีคนเดือดร้อนไหม ... นั่นถึงได้เรียกว่า "ความดี ... สวยงามเสมอ"

 

เป็นความตั้งใจของท่านชุติปัญโญ พระที่ผมให้ความเคารพท่านทางวิธีคิด และ การใช้หลักธรรมต่าง ๆ

 

ท่านได้เขียนบทความไว้ เรื่อง "ความดี ... สวยงามเสมอ" พอดี ...

 

เชิญท่านทั้งหลายลองอ่านไปพร้อม ๆ กันเลยนะครับ

 

:)..............................................................................................................................(:

 


ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ชมโฆษณาชิ้นหนึ่ง เป็นภาพที่ชายตาบอดคนหนึ่งเดินยิ้มอย่างมีความสุข ยิ่งท่ามกลางผู้คนที่กำลังแสวงหาด้วยอาการรีบร้อนทุรนทุราย เพราะความต้องการสิ่งต่าง ๆ มาตอบสนองชีวิตให้มีความสุข

เหตุผลที่ยิ้มได้ก็เพราะขณะที่เขากำลังเดินอยู่นั้น ได้มีชายหนุ่มใจดีคนหนึ่งเข้ามาคล้องแขนเขาให้เดินไปในทิศทางที่ปลอดภัย ทั้งชายหนุ่มที่จูงมือ และชายตาบอดต่างยิ้มแย้มแจ่มใส และทักทายกันด้วยความรู้สึกยินดี ทั้งฝ่ายผู้ให้ความช่วยเหลือและผู้รับการแสดงน้ำใจ

ทั้งสองได้เดินผ่านหมู่คนที่รีบร้อน หน้าตาบูดเบี้ยวเพราะความทุกข์ เดินยิ้มได้ท่ามกลางอากาศที่ไม่ค่อยแจ่มใสนักในเมืองใหญ่ แต่ภาพของคนทั้งสองจูงมือกันเดิน ประหนึ่งว่า ท่ามกลางความวุ่นวาย พวกเขาสามารถที่จะหาความสุขได้โดยไม่ยากแต่อย่างใด

และคำกล่าวสุดท้ายของโฆษณาชิ้นนี้ ก็สรุปลงที่ใจความสำคัญสั้น ๆ แต่งดงามในความทรงจำของใครหลายคนว่า "ความดีสวยงามเสมอ"

เมื่อเราพิจารณาเรื่องของชายหนุ่มและคนตาบอด ที่สามารถเดินยิ้มอย่างมีความสุขท่ามกลางผู้คนที่มีแต่ความกลัดกลุ้มกังวล สิ่งหนึ่งที่เปิดเผยจากความสุขที่เปล่งประกายออกมานั้นก็คือ "ความมีจิตใจที่ดีงาม" "ความมีเมตตากรุณาต่อกัน"

เพราะมีจิตใจที่ดีงาม ชายหนุ่มจึงยอมที่จะเป็นผู้คล้องแขนชายตาบอดเดิน เพราะความเมตตากรุณา ชายหนุ่มจึงแสดงน้ำใจท่ามกลางมิตรภาพที่เหือดแห้งของสังคมที่ดิ้นรนแสวงหา

ภาพเหล่านี้นับวันจะหาดูได้ยากในสังคมเมือง ซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นผลมาจากความรีบเร่งแห่งใจจนเกินไป จนทำให้เราลืมเก็บรายละเอียดของความสุขที่จะพึงได้จากรายทางของชีวิต เป็นความสุขที่เกิดจากความรู้สึกดีในตัวเอง และไม่ต้องแสวงหาทรัพย์ภายนอกใด ๆ มาปรนเปรอ แต่ก็สามารถสัมผัสกับความรู้สึกดี ๆ ที่มีในตนได้

 


มีข่าวหนึ่งที่รับรู้แล้ว ทำให้เกิดความสลดใจยิ่งนัก นั่นก็คือ "ข่าวลูกชายแท้ ๆ ฆ่าพ่อของตัวเอง" ในเนื้อหาของข่าวระบุว่า ลูกชายติดยาเสพย์ติดอย่างหนัก พ่อเตือนเท่าไรก็ไม่ยอมรับฟัง พ่อและลูกชายเกิดมีปากมีเสียงกัน เพราะพ่อไม่ต้องการให้ลูกตกเป็นทาสของยาร้ายนั้น

ทว่าลูกชายที่ความโกรธเข้าครอบงำ และความลุ่มหลงในสิ่งที่ตนปรารถนาได้กระตุ้นให้สติปัญญาดับลง เขามีความต้องการที่จะได้เงินเพื่อไปแลกกับยาเสพย์ติด สุดท้ายเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ลูกชายได้ใช้มีดปลายแหลมทำร้ายพ่อบังเกิดเกล้าจนเสียชีวิตทันที

ในขณะอีกซีกหนึ่งของครอบครัวนี้ ลูกสาวผู้เป็นนักกีฬาทีมชาติไทยต้องไปทำหน้าที่รับใช้ชาติ ในขณะที่ร่วมเดินทางไปแข่งขัน เธอไม่มีโอกาสได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะทุกฝ่ายเกรงว่าเธอจะเสียขวัญ จึงเก็บไว้เป็นความลับชั่วคราว

ทุกครั้งที่ลงแข่งขันประหนึ่งว่า มีเสียงของพ่อมาสอนอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา เธอมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีที่สุด เพื่อพิชิตเหรียญทองดั่งที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายความมุ่งหวังที่รอคอยก็ให้ผล เธอคือผู้ชนะและขึ้นไปยืนรับเหรียญทองด้วยน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มด้วยความดีใจ

แต่หลังจากความดีใจท่วมทับใจคนที่พยายามทำความดีมาตลอดก็มีอันต้องมลายลงทันที เมื่อเธอได้ทราบข่าวว่า พ่อเสียชีวิต และการเสียชีวิตนั้นก็ด้วยน้ำมือลูกชายของตัวเองน้ำตาแห่งความเสียใจที่ต้องหลั่งออกมาเป็นคำรบใหญ่ ไม่ต่างอะไรจากเขื่อนที่พังครืนลง ความดีและความพยายามที่เธอทุ่มเท เพื่อพ่อและคนที่เธอรักประหนึ่งว่า ไร้ค่าในบัดดล เธอกล่าวประโยคหนึ่งที่สะท้อนถึงความอยากได้แต่ไม่มีโอกาสได้รับตอบนั่นก็คือ

"ถ้าแลกได้ระหว่างเหรียญทองกับชีวิตของพ่อ เธอยอมที่จะเป็นผู้แพ้ แต่ขอให้พ่อยังอยู่กับเธอ"

 

ทว่าแม้เรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้นแก่เธอ สิ่งที่เธอได้พยายามและทำดีมาตลอดก็ได้แสดงให้รู้ว่า ไม่ว่าชีวิตจะประสบความทุกข์เพียงใด แต่ความดีงามที่เธอทำมาก็ยังงดงามเสมอ อย่างน้อยก็งดงามในใจของนักกีฬาผู้เรียนรู้ที่จะต่อสู้ และผ่านปัญหาที่ยากลำบากนั้นให้ได้

เมื่อมองชีวิตผ่านสองเรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกที่แตกต่าง แต่เรื่องราวเหล่านี้ก็สะท้อนให้เราได้เรียนรู้ว่า "ความดีนั้นเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ" เป็นสิ่งที่จรรโลงโลกให้น่าอยู่ และแสดงความต่างระหว่างดีและชั่วให้ประจักษ์

 

โดยแนวทางของชีวิตและการดำรงอยู่ร่วมกันในสังคม ความดีนั้นสวยงามเสมอ ถึงแม้ว่าจะเป็นความดีเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่น้อยนิดนั้นก็เป็นไปเพื่อความสุขแบบเล็ก ๆ ในตัวเอง และเมื่อความดีนั้นเปล่งประกายที่มากพอ ความสุขที่สัมผัสได้ก็มักจะเบ่งบานไปสู่ผองชนอย่างน่าชมเชย

ทว่าความดีหากมีน้อยเกินไป บางครั้งความชั่วที่มีมากกว่าย่อมเผาผลาญให้เกิดความว้าวุ่นได้ ถึงแม้อาจจะเป็นความเดือดร้อนเล็ก ๆ แต่อิทธิพลของความชั่วมักแผ่ขยายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ความชั่วที่ผลิบานสะพรั่งไปทั่ว ก็จะกลบเกลื่อนความดีอย่างไม่ต้องสงสัย ความดีที่น้อยนิดนั้นจึงกลายเป็นความอ่อนแรงในทันใด

ด้วยเหตุนี้ความดีจึงไม่ใช่สิ่งที่ "ควร" ทำ แต่เป็นสิ่งที่ "ต้อง" ทำ เพราะยิ่งความดีมีมากเพียงใด ความดีเหล่านั้นย่อมมีพลังที่จะต่อต้านความชั่วที่ถาโถมเข้ามาได้ ถึงแม้ในเบื้องต้นอาจอ่อนกำลังจากการขับเคี่ยวกับความชั่วร้าย แต่ก็ชื่อว่าช่วยทัดทานให้สิ่งร้าย ๆ เดินทางช้าลง

 

"ความดีไม่ใช่สิ่งที่ "ควร" ทำ แต่เป็นสิ่งที่ "ต้อง" ทำ

 

จึงเป็นนิยามที่ทุกคนในสังคมใส่ใจร่วมกัน เพราะความดีนั้นเป็นเสมือนสิ่งที่ทำให้ความแข็งกระด้างเป็นความอ่อนโยน ความเกรี้ยวกราดเป็นความผ่อนปรน ความเลวร้ายให้กลับกลายเป็นความดีได้ด้วยความสมดุล

 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า

"ผลงานจากเพื่อน ๆ ร่วมสังคม ช่วยให้เรามีชีวิตและบ้านที่อบอุ่น ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องตอบแทนผู้คนในสังคมของเรา แต่การตอบแทนต้องไม่ใช่ด้วยเงิน หรือการพินอบพิเทาให้พวกเขาพอใจ แต่เป็นการตอบแทนด้วยการรับใช้สังคมโดยรวม ไม่เช่นนั้นเราก็มีฐานะเพียงดังกาฝาก แม้เราจะมักน้อยแค่ไหนก็ตาม"


ดังนั้น เมื่อปรารถนาให้ชีวิตของตนเอง และผู้อื่นดำรงอยู่ด้วยความผาสุก สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องสร้างร่วมกันก็คือ "ความดี" เพราะความดีที่แต่ละคนสร้างขึ้น เปรียบเสมือนสายฝนที่หลั่งมารดพื้นแผ่นดินให้มีความชุ่มฉ่ำ

ครั้นเมื่อสายฝนหลั่งรดจนมากพอ สิ่งที่รอเติบโตหลังจากสายฝนจางหายไป ย่อมเติบใหญ่ตามกาลเวลาที่เหมาะสม ก่อเป็นความงดงามตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาจากอานุภาพแห่งน้ำฝน ที่ส่งมารดพื้นดินนั้นให้เป็นแหล่งเติบใหญ่ของสรรพสิ่ง

ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน ต้องอาศัยความดีเป็นตัวหล่อเลี้ยงความรู้สึกให้มีความทรงจำอันงดงาม กระทั่งก่อให้เกิดการแบ่งปันไปสู่ผู้อื่นด้วยความเมตตากรุณา เมื่อนั้นความร่มเย็นแห่งโลก ย่อมไม่ไกลเกินที่คนเราจะพึงปรารถนา

 

เพราะความดีนั้นสวยงามสำหรับทุกสรรพสิ่งเสมอ

 

:)..............................................................................................................................(:

 

คุณเชื่อไหมล่ะครับว่า "ความดี ... สวยงามเสมอ" ? .... (ถ้าเราทำ)

 

อยากให้คนไทยในสังคมทุกคน

คิดดี (ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทั้งกายและใจ)

พูดดี (ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทั้งกายและใจ)

ทำดี (ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทั้งกายและใจ)

 

ฤา ... แค่ผมฝันไป

 

 

 

แหล่งอ้างอิง

 

 ชุติปัญโญ.  ทำใจเสียบ้างแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น.  พิมพ์ครั้งที่ 9.  กรุงเทพฯ: ใยไหม, 2550.