บนวิถีของตัวเองเป็นการเรียนรู้ผ่านการหล่อหลอมจากคำสั่งสอน และน่าจะเป็น"ทุน"ที่พอมี ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะพยายามสร้างความดี อย่างน้อยเมื่อเราทำได้ ...ความสบายใจก็เกิด ตรงนี้เป็นเงื่อนไขที่วางไว้ในใจ
ตอนเป็นเด็กจำได้ว่า อาจารย์ท่านหนึ่งบอกผมว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" ผมก็จดจำมาโดยตลอด และค่อยๆทำความเข้าใจว่าความสุขที่เกิดขึ้นง่ายๆนั้นอยู่ที่เราทำ "ดี" แม้เพียงเล็กน้อย เราก็สามารถสุขได้ทันที "ความดี"นั้นเป็นพลังงานทางบวกที่เราสามารถสัมผัสบรรยากาศสุขนั้นโดยฉับพลัน เช่น การยิ้ม การหัวเราะ มธุรสวาจา ทั้งหมดล้วนแต่เป็นพลังงานบวกสะท้อนกลับคืนผู้ส่งสารเหล่านี้
มนุษย์สามารถหยิบยืมพลังให้กันและกันได้ และการให้นั้น เหมือนการให้ยืม มีดอกเบี้ยให้อีกด้วย นั่นคือเมื่อยิ่งให้ ก็ได้ดอกเบี้ยทบต้น ทบดอก ผมหมายถึง ความเมตตา กรุณา ความปรารถนาดีของเราที่มีให้ผู้อื่น
ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า หากเราเกิดความกล้ามีเจตจำนงที่แน่วแน่เราจะก่อเกิดพลังชนิดหนึ่งเป็นความเชื่อมั่น (conviction) เป็นพลังในการทำอะไรที่เรามั่นใจ เราศรัทธาว่าเป็นสิ่งที่ควรแล้ว งดงามแล้ว เป็นมงคลแล้วที่ทำ เป็นการพัฒนาเจตจำนง (open will) จนก้าวไปถึงขั้น open mind เลยระดับ "จิตตื่นรู้" (intellectual understanding) นั่นคือ หากเราเชื่อในพลังของความดี เราก็จะมีการพัฒนาจิตที่เป็นสุขไต่ระดับไปเรื่อยๆ
ที่เขียนแบบนี้ ผมอยากโยงให้เห็นสภาวะการพัฒนาจิตที่เป็น step อันมีพื้นฐานจากความศรัทธาใน"ความดี"
ผมกำลังมีโอกาสได้ทำงานในประเด็นที่ผมคิดว่ามได้มีโอกาสเรียนรู้ "เมล็ดพันธุ์แห่งความดี" ที่มีอยู่ในตัวตนของมนุษย์ โดยเฉพาะ บุคลากรสายแพทย์ สายสุขภาพทั้งหมด โดยการถอดบทเรียน Humanized health care ซึ่งการถอดบทเรียน จิตตปัญญา นั้นจะถูกนำมาเรียงร้อยถ่ายทอดเป็น Best practice งานนี้ได้รับทุนจาก มสช. และมูลนิธิสดศรี- สฤษดิ์วงศ์ ผมเลือกพื้นที่ภาคใต้ เป้าหมายในโรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่วิกฤติด้วย ผมสนใจกระบวนการ วิธีการ รวมถึงจิตปัญญาของบุคลากรสายสุขภาพที่นั่น...แล้วผมจะนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในบันทึก หากมีโอกาสครับ
"ความดีสวยงามเสมอ" เป็นวลีที่นายทหารท่านหนึ่งเคยบอกผม เมื่อครั้งยังอยู่ที่เหนือ ผมจำประโยคนี้ได้ดีมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมรู้สึกทดท้อ ผมทบทวนประโยคนี้เสมอกับตัวเอง ในเมื่อผมทำดี ตัวเองมีสุข คนอื่นไม่ทุกข์ ไม่เบียดเบียนใครเลย อันเป็นสิ่งควรกระทำอย่างยิ่งในบทบัญญัติของพระพุทธศาสนา ผมก็จะปฏิบัติและปฏิบัติด้วยความตั้งใจ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้น ปลายทางผมไม่ได้ใส่ใจมากนัก รับรู้เพียงแต่ว่า เมื่อตัดสินใจ ความสุขก็เริ่มบังเกิดขึ้นและในตลอดกระบวนการก็ได้สัมผัสความสุขนั้น
อาจารย์ครับ ผมอาจเขียนให้ความเห็นเพิ่มเติมยาวบ้างนะครับ แต่ประเด็นนี้สำคัญมาก และผมก็อยากให้ผู้อ่านได้เรียนรู้และซึมซับสิ่งที่ดีของบันทึก รวมถึงข้อคิดเห็นจากผู้เข้ามาเติมความรู้ เป็นมรรควิธีในการพัฒนาเจตจำนง(open will)ของท่านผู้อ่าน และเป็นความกล้าทางคุณธรรม(moral Courage)
ให้กำลังใจทุกท่านนะครับ ในการสร้างความดี สร้างสังคมแห่งปัญญาให้เกิดขึ้น เริ่มจากตัวเราเอง
-------------
ขอบคุณครับ
เอก-จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร