ในการเตรียมทำนาแบบไม่ไถ ที่เป็น
ปีที่ ๓ ในแปลงที่ ๑
เป็นปีที่ ๒ ในแปลงที่ ๒ และ
ปีที่ ๑ ในแปลงที่ ๓
ที่เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ทำลายตนเอง ไม่ทำลายผู้อื่น และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตามหลักการของเกษตรอินทรีย์
ในการดำเนินงานนั้น ผมก็ได้เตรียมพื้นที่ กำจัดหญ้าที่ขึ้นอยู่ในแปลงที่ ๑ และ ๒ หลังจากเกี่ยวข้าวมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยพยายามเก็บหญ้าไว้ในแปลง ให้หญ้าได้โตเป็นแหล่งปุ๋ยธรรมชาติ แต่คอยระวังในการตัดเวลาหญ้าออกดอก
ค่อย ๆ ตัดมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือน มกราคม และมาเร่งให้เสร็จช่วงสงกรานต์
เพราะคาดว่า หลังสงกรานต์ น้ำในนาน่าจะแห้งพอที่จะหว่านข้าวได้ ผมคาดว่าหลังสงกรานต์จะได้หว่านข้าว จึงรีบเตรียมแปลงทั้งหมดให้ทันเวลา
แต่ปรากฏว่า ผมมีเวลาเตรียมได้แค่แปลง ๑ (๕ ไร่) และ แปลง ๒ (๖ ไร่) เท่านั้น แปลงที่ ๓ (๕ ไร่) เวลาไม่พอ จึงได้ เตรียมพื้นที่พร้อมที่จะหว่านปลายเดือน เมษายน
แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นช่วงที่ผมพยายามรักษาระดับน้ำไว้ เพื่อเตรียมการหว่านข้าวนั้น ฝนกลับตกหนักและท่วมไปหมด ทำให้น้ำท่วมนา ท่วมบ่อปลา และไม่สามารถจะหว่านข้าวได้ ผมจึงได้เร่งระบายน้ำออกจากนาอย่างเต็มที่ เพื่อจะทำให้น้ำแห้งพอที่จะหว่านข้าวได้
จนกระทั่งวันที่ ๗-๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ระดับน้ำในนาก็มีปริมาณพอที่จะหว่านข้าวได้พอดี ซึ่งตรงกับในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ที่เป็นวันพืชมงคล โดยเริ่มจาก หลังพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในช่วงเช้า ผมจึงได้หว่านข้าวในวันนั้น
ซึ่งผมถือว่าน่าจะเป็นมงคลฤกษ์สำหรับการทำนาของคนไทย โดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
แต่ปรากฏว่า หลังจากหว่านข้าวเสร็จ ในอีก ๒ วันต่อมาดินก็เริ่มแห้งลงไปเรื่อยๆ เหมาะที่จะหว่านถั่วเขียว ผมจึงได้หว่านถั่วเขียวเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ความชื้นที่มีอยู่ในดินจะพอทำให้ถั่วเขียวงอกได้หรือไม่
แต่ปรากฏว่า
หลังจากหว่านถั่วเขียวในตอนบ่ายวันนั้น ก็มีฝนปรอยลงมาพอเหมาะพอดี ทำให้ดินชุ่มที่ถั่วเขียวจะงอกได้ ซึ่งพบว่า ในวันรุ่งขึ้นเมล็ดถั่วเขียวก็งอกขาวโพลนไปหมดทั้งแปลง เป็นที่น่าตื่นเต้น พอสมควร
และที่สำคัญกว่านั้น ในช่วงที่ผมทำงานส่วนใหญ่ แดดจะร่มพอดี แบบไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้าใด ๆ เพราะผมก็พยายามจะเร่งให้งานเสร็จ โดยไม่สนใจภูมิอากาศเท่าไหร่นัก ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจว่า..ทุกครั้งที่ผมทำงาน อากาศจะเย็นสบาย และตามไปด้วยฝนตกแบบปรอยๆ ซึ่งเหมาะกับการทำนาเป็นอย่างยิ่ง
ช่วงแรก ๆ ผมก็ไม่คิดอะไรมาก เพียงคิดว่าเป็นจังหวะของความเหมาะสมและความพอดีกับสภาพดินฟ้าอากาศที่เกิดขึ้น ผมจึงเปรย ๆ กับท่านครูบาสุทธินันท์ และคุณเม้ง ผ่านทาง MSN ว่า ปีนี้ฝนดีเป็นพิเศษตกได้ตลอด และเหมาะกับการทำนาโดยเฉพาะลักษณะที่ผมทำนาในช่วงเมษายน-พฤษภาคม แต่อาจไม่เหมาะนักสำหรับผู้ที่ทำนาปรัง เพราะเป็นช่วงที่เขาอยากให้อากาศแห้งพอที่จะเกี่ยวข้าวได้
นอกจากสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมกับการงอก และเจริญเติบโตของข้าวและถั่วในนาของผมแล้ว ก็ยังมีระดับความชื้นและน้ำที่เหมาะกับการเตรียมการทำนาในแปลงที่ ๓ กล่าวคือ มีสภาพค่อนข้างแห้งเป็นช่วงยาว ประมาณ ๑ สัปดาห์ นานพอที่จะขุดบ่อทำร่อง เตรียมพื้นที่นาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนไม่ตก มีเวลาอยู่ประมาณ ๓ วัน หลังจากเดินทางไปทำงานในพื้นที่ที่ทับลาน จ.ปราจีนบุรี ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ และได้เข้าร่วมประชุมที่บ้านครูบาสุทธินันท์ ในวันที่ ๑๗-๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ที่พอเหมาะพอเจาะแบบไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย
ดังนั้น ตั้งแต่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นมา ผมจึงได้ดำเนินงานขุดบ่อทั้งหมด ซึ่งปรากฏว่า เสร็จสิ้น ในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑
เมื่อขุดบ่อเสร็จ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ก็มีอภินิหารเกิดขึ้นอีก คือ ฝนก็ตกหนักลงมา ทำให้น้ำเต็มบ่อพอดี เหมาะที่จะเตรียมการทำนาเป็นอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน ในวันที่ ๒๒-๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๑ นั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีน้ำจากที่ไหน มาใส่ในบ่อที่ขุดใหม่ ผมได้พยายามใช้ระบบกาลักน้ำเพื่อดูดน้ำจากร่องน้ำข้าง ๆ นา แบบทำได้เพียงเล็กน้อย เพราะน้ำเหลือน้อยมาก เพื่อจะรีบเตรียมร่องน้ำและคันนา เผื่อว่าน้ำจะมาในระยะต่อไป
พอเตรียมเสร็จ ในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ก็มีฝนตกลงมาในตอนกลางคืน พอรุ่งเช้าของวันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ผมก็ไปนาตั้งแต่ตี ๕ และจับปลาได้พอดีอย่างมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะลงตัวได้ขนาดนั้น ผมยังได้น้ำเพื่อคุมการเจริญของหญ้าได้อีกทางหนึ่ง และหวังว่า ผมคงจะไม่ต้องตัดหญ้าในปีนี้
น้ำท่วมนาแปลงที่ ๑ ในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ที่ผมนำมาใช้ในการคุมการเจริญของหญ้า ไม่ให้แข่งกับข้าว
น้ำท่่วมนาแปลงที่ ๒ ในวันที่ ๒๕-๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑
ผมจึงสงสัยว่า
ทำไม? ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องพอเหมาะพอเจาะในทุกเรื่อง ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นมา เป็นการเกิดความเหมาะสมแบบวันต่อวัน ชั่วโมงต่อชั่วโมง
เมื่อผมมานั่งทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ผมแทบไม่น่าเชื่อว่า สภาพแวดล้อม อากาศ ดิน น้ำ พืช มีการเปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตแบบ สอดคล้องกันหมด ตามลักษณะของการทำนา ที่เริ่ม ณ วันพืชมงคล
ทำให้ผมสงสัยว่า เหตุการณ์นี้อาจจะไม่ใช่เหตุการณ์บังเอิญ เพราะมีอภินิหารซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน เช่น
๑. เมื่อผมต้องการน้ำ ก็มีฝนตกมา จนน้ำท่วมพอที่จะหว่านข้าวได้พอดี
๒. เมื่อผมหว่านถั่วบนดินแห้ง ๆ ตอนบ่าย พอตอนเย็นก็มีฝนปรอยมาให้ถั่วงอกได้ดี เกือบทุกวัน
๓. เมื่อผมจำเป็นต้องขุดบ่อ ทำคู ทำคันนา ก็เป็นช่วงแดดร่ม ฝนตกปรอย ๆ ตอนเย็น และน้ำในนาแห้งพอที่จะทำงานในนาได้พอดี
๔. เมื่อผมขุดบ่อเสร็จ ในตอนเย็น ก็มีฝนตกลงมาทำให้น้ำเต็มบ่อใหม่ พอดี
๕. เมื่อผมต้องการน้ำคุมการเจริญของหญ้า ก็มีน้ำฝน ตกมาให้ในวันที่ผมต้องการน้ำแช่ขังในนาพอดี
๖. ในวันที่ผมต้องการทานปลาอะไรก็ตาม ก็มีปลาต่างๆ มาให้ตามจังหวะพอดี
พ่อสุทัศน์ วันเที่ยง ผู้นำกลุ่มข้าวคุณธรรม จ.ยโสธร มาแวะเยี่ยมแปลงที่ ๓ กำลังขุดร่อง ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑
น้ำเต็มแปลงนาที่ ๓ ในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑
และที่สำคัญ วันที่ผมจับปลา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ตอนบ่าย ด้วยความรู้สึกว่า อยากรับประทานต้มส้มปลาหมอ ภรรยาผมจึงพยายามเลือกปลาหมอที่วิดได้จากร่องน้ำข้างนา ขนาดโตที่สุดเท่านิ้วหัวแม่มือ เพื่อมาต้มรวมกับปลาช่อนที่ต้มไว้แล้ว แต่ปรากฏว่า หลังจากนั้น อีก ๒ ชั่วโมง ฝนตกหนัก ผมจึงไปนาอีกครั้งหนึ่งเพื่อดูสภาพน้ำในนา ช่วงประมาณตี ๓ ของวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ผมได้พบปลาหมอขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ขนาดเท่าๆ กับฝ่ามือ พยายามไต่ขึ้นมาจากในบ่อ เพื่อข้ามคันนาไปอีกบ่อหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมได้พบจำนวนทั้งหมด ๕ ตัว เฉพาะเวลาที่เดินผ่านไปดูน้ำในนา จึงได้นำปลาหมอมาปิ้ง แบบไม่ปรุงรส แต่พบว่า รสชาติ อร่อยมาก!
ปลาหมอขนาดใหญ่ เทียบกับปลาหมอขนาดปกติด้านซ้ายมือ
จากการรับประทานปลาหมอปิ้ง สด ๆ ทำให้ผมได้ความรู้สึกใหม่ว่า ปลาที่อร่อยที่สุดคือปลาหมอ และการได้รับประทานปลาหมอ ทำให้ผมได้มีความรู้ว่า ปลาหมอเป็นปลาที่มีรสชาติเหนือชั้นจริงๆ กว่าปลาชนิดอื่นใดที่เคยรับประทานมา โดยไม่ต้องมีน้ำจิ้มใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิตผม
จากเหตุการณ์ทั้งหมด ที่ผมกล่าวมานี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผม ผมก็ไม่คาดว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ในแทบทุกเรื่องในชีวิตผมที่เกี่ยวข้องกับการทำนา จึงนึกได้แต่ว่า น่าจะเป็นผลมาจาก พระมหากรุณาธิคุณ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีศักดิ์สิทธิ์เป็นมงคลสำหรับคนที่เริ่มทำนาในวันพืชมงคล ที่ไม่แน่ใจว่า อาจมีความเกี่ยวข้องกับระบบธรรมชาติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์แบบไม่น่าเชื่อขึ้นแบบเชื่อมโยงกับพระราชพิธีดังกล่าว
นาหลังน้ำท่วม ๓ มิถุนายน ๒๕๕๑
ข้าวกำลังเจริญเติบโต ถั่วตายหมดแล้ว กำลังทดน้ำคุมการโตของต้นหญ้า
เพื่อความเข้าใจของผมเอง ผมจึงพยายามกลั่นกรองประสบการณ์นี้ขึ้นมา ให้ท่านผู้อื่นรับทราบ และผมก็อยากรับฟังว่า
ใครมีประสบการณ์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ผมเล่ามา เพื่อจะได้ร่วมกันเทิดพระเกียรติพระราชพิธีที่สำคัญของประเทศไทย
ขอขอบคุณพระคุณล่วงหน้า สำหรับท่านที่จะมาเสริมต่อ หรือขยายความครับ....


ผมเป็นลูกชาวนา แต่ดันเสียชาติเกิดทำนาไม่เป็น อาศัยซื้อข้าวราคาแพง ...
แต่ยังติดกลิ่นโคลนสาบควายอยู่ครับ ...คิดถึงบ้านนา
มาเยี่ยมบันทึกอาจารย์ พร้อมคาราวะครับ
เรียน คุณพระเอก
แล้วมีอะไรมาเล่าให้ฟังบ้างล่ะ อันที่เป็น "อภินิหาร" เจ๋ง ๆที่สุดในชีวิต น่ะ
อิอิ
ผมไม่ค่อยมีอะไรที่เป็นอภินิหารเลยครับท่านอาจารย์ ส่วนใหญ่จะได้อะไรมาแต่ละอย่าง เลือดตาแทบกระเด็นครับผม :)
แต่กำลังคิดๆอยู่นะครับผม ว่าชีวิตผมมีอภินิหารอะไรบ้าง ...
แล้วจะมาเติมความอภินิหารต่อนะครับผม
ขอบคุณครับ
------------
จริงๆมาทักทายเพราะ"คิดถึง"ครับ
ผมคิดว่า "ความคิดถึง" นี่หละครับ เป็นอภินิหารของผม
สวัสดีครับ
ขอบคุณครับ
ตอนแรกก็เอะใจนิดๆ แต่เกิดขึ้นตลอด ๒ สัปดาห์นี่ อธิบายยากจริงๆครับ
โดยเฉพาะเรื่องปลาหมอ "ใหญ่" ผมได้ขอร้องให้ภรรยาช่วยต้มให้หน่อย โดยเลือกจากปลาที่วิดมาในร่องข้างนา โตสุดก็เท่าหัวแม่มือ
แต่พออีก ๒ ชั่วโมง ผมกลับไปนาอีกครั้ง กลับพบขนาดใหญ่จนตอนแรกคิดว่าเป็นปลาช่อน ใช้มือตะครุบไว้ ก็ตกใจว่าทำไมมีหนามรอบตัว จึงรู้ว่าเป็นปลาหมอ
และปลาหมอขนาดนี้ ผมก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งๆที่จับปลาบริเวณนั้นเกือบตลอดทั้งปี มากว่า ๒ ปีแล้ว
มาเห็นก็วันที่อยากทานต้มปลาหมอนั่นแหละ พอเหมาะพอดี แบบอธิบายยาก อีกรายการหนึ่ง เหมือนใครจัดฉากไว้อย่างนั้นแหละ
และยังมีอีกเป็นสิบรายการ ที่ยังไม่ได้พูดถึง
แปลกมากๆ เลยครับ
สวัสดีครัีบท่านอาจารย์
ปลาเทวดาเลี้ยงนะครับ ยังอยู่ไหมครัีบ น่าจะทำเป็นพ่อแม่พันธุ์นะครัีบ อิๆๆ แต่ว่าตอนนี้ปลาหมอนั้นขึ้นสวรรค์เสียแล้วใช่ไหมครับ
อีสานปีนี้นั้นโชคดีนะครับ เรื่องน้ำ พอดี... ไม่ต้องท่วมแต่ได้รับผลถึงกัน จริงๆ ก็ทั้งประเทศละครัีบ น่าจะเป็นการสอนชาวเกษตรกรไทยครัีบ ว่าจงขยันเถิดจะเกิดผล บนแผ่นดินที่ตัวเองทำกิน ไม่ต้องทิ้งถิ่นเข้าเมืองให้เปลืองปอด รอดกลับมาซบพระแม่ธรณีที่อิสานบ้านเรา
หากน้ำหยดลงหิน หินมันยั่งกร่อน ดังนั้นน้ำหยดลงดิน ต่อให้แข็งเป็นหิน ดินก็กร่อนเช่นกัน
กราบขอบพระคุณครับ
ท่านเม้ง,
ผมแฝงไว้ลึกๆยังอ่านออกอีกนะครับ
"แม้หวังสบาย จงเตรียมตัวให้พร้อม"
แต่ท่านก็พลาดไปหนึ่งแต้ม
ปลาหมอ ๕ ตัวนั้น แค่หนังตัวอย่าง
"คิดเหรอ ว่ามีแค่นั้น"
วันไหนวิดปลาในบ่อจะเชิญมาดู
อิอิ เจ๊า ครับ ได้หนึ่งเสียหนึ่ง
กราบสวัสดีครับ อ.แสวง
อิๆๆๆๆ หากวันไหนวิดปลา จะเชิญให้ไปดูอย่างเดียวเหรอครัีบ แบบนี้ไม่สนุกครัีบ ขอวิดปลาด้วยครัีบ วิดกับโพง ตัดน้ำในคลองออกทีละปี๊บ เพราะเป้าหมายคือ น้ำแห้งเพื่อจับปลา เหมือนเราทำนาเพื่อเกี่ยวข้าวเลยนะครับ การทำชัดเจน เป้าหมายชัดเจน วิดแล้วไม่ได้ปลา หรือได้ปลาน้อย ก็ได้พลัง ได้ธรรมะ ได้คิด ได้เอาไปศึกษาต่อว่าจะำทำอย่างไรให้มีปลากินตลอด ไม่ใช่มีปลากินจากตลาด อย่างเดียว หากเราเลื่อนตู้เย็นที่เคยอยู่ที่ตลาดมาเก็บไว้ในบ่อ ในนา ในแปลงผักแทน สมุนไพรก็อยู่ในนั้น มีปัจจัยสี่อยู่พร้อมแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะแปลงอะไร จะแปลงแรงงานให้เป็นเงินอย่างเดียวมันไม่ใช่คำตอบเสมอไป บางทีมันก็มากกระบวนการไป แต่หากเรามองว่าทุกเส้นทางคือการสอนคน และคิดได้ก็เป็นเรื่องดีครัีบ
ธรรมะจากท้องนามีเยอะเลยนะครัีบ.... มองด้วยธรรมก็เห็นธรรม มองด้วยกรรมก็เห็นกรรม มองด้วยคุณธรรมก็เห็นคุณธรรม
กราบขอบพระคุณมากครัีบ
ครับ
นาคือที่เรียนรู้ชีวิตและธรรมชาติของผมครับ
สวัสดีครับท่านคุณครู ดร.แสวง
กำลังจะพานักศึกษาไปเรียนรู้ที่นา เสาร์อาทิตย์นี้ครับ
จะรายงานให้ทราบครับ
สวัสดีครับ
เข้ามาบอกว่าติดตามอ่านเรื่องการทำนาของท่าน ดร.มานานแล้ว
หากมีโอกาสหรือเกษียณจะลองไปทำนาดูบ้างครับ
ผมคงเป็นนัการทูตน้อยคนที่อยากจะทำนา
ก่อนที่จะไปอยุ่อินเดีย หาเวลาที่จะไปลองดำข้าว แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ทำครับไม่มีเวลาที่เหมาะสม
นา เป็นที่เรียนรู้ชีวิตแธรรมชาติที่ดีจริงด้วยครับ
เจริญสุขนะครับ
ด้วยความยินดีครับ
จะไปทำที่อินเดียด้วยไหมครับ
ผมคิดว่านี้คือภูมิปัญญาชาวบ้านที่วิชาการสมัยใหม่ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยลืมไปหมดแล้ว พวกเราพยายามอย่างมากที่จะเอาชนะธรรมชาติให้ได้ โดยลืมไปว่าไอ้ตัวเรานี้มีอายุเพียง 1ในสิบล้านหรือร้อยล้าน ของธรรมชาติ
เราเป็นเพียงหยดอสุจิที่ยังไม่ได้ผสมกับไข่ด้วยซ้ำ แต่บังอาจที่จะเอาชนะธรรมชาติ ที่เปรียบเสมือนผู้ให้กำเนิดเรามา
ขอขอบคุณอาจารย์มากครับที่นำเรื่องดีๆเหล่านี้มาเผยแพร่ในเวป
ผมคงต้องขออนุญาตอาจารย์ในการที่จะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปสอนให้กับลูกๆ และเพื่อนๆของลูกในโรงเรียนที่พวกเค้าเรียนอยู่ครับ
ขอบคุณมากๆครับ
ธรรมชาติคือสูงสุดในจักรวาลครับ
การเรียนธรรมชาติ เป็นการเรียนขั้นสูงสุด สูงกว่าวิทยาการใดๆ
การเดินตามธรรมชาติได้ ถือเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์จะทำได้ อย่าคิดเอาชนะ ไม่มีทาง
ขอบคุณครับ
เราก็เกิดมาจากธรรมชาติอิอิ
ใช่ครับ อิอิ