ครูบาบอกว่าการเดินทุกวันเราจะได้รับความรู้มากมาย วันที่สองจึงได้รีบตื่นขึ้นมาไปเดินอย่างโดดเดี่ยว เดินออกไปค่อนข้างไกล ไม่เจอใครเลย นอกจากอ.พิสูจน์และพี่สร้อย ได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับธรรมชาติ หวลนึกถึงวันวานที่ทำกับข้าวกัน เก็บภาพมาฝากจองพื้นที่ตามเคยค่ะ ค่อยๆเรียนรู้ว่าเราได้อะไรจากการเดินวันที่สองบ้าง มองผ่านภาพถ่ายแล้วเรียบเรียงความคิด.....



ความทรงจำของทีมหนุ่มสาวจาวเหนือเมื่อวันวาน
การเดินทางก็เดินสำรวจสวนป่าไปเรื่อยๆ เห็นเส้นทางขรุขระ มีน้ำขัง สำรวจของแปลกๆตามรายทาง แต่ยุงค่อนข้างชุมควรทาโลชั่นกันยุงก่อนเดินเส้นทางนี้

เห็นไม้ยูคาลิปตัส ได้ความรู้จากบันทึกของพี่สิงห์ป่าสักว่า ต้นไม้นี้เวลาเจริญเติบโต เขาจะดันเปลือกไม้ออกมา เลยได้งานศิลป์ทางสายตา เพราะแต่ละต้นจะมีมุมมองที่แตกต่างกันให้เราได้บันทึกภาพไว้

เจอลูกอะไรก็ไม่รู้ ไปถามพ่อ แต่ก็ลืมค่ะ แย่จังเลย ใครทราบบอกที

งานศิลป์จากยูคาฯ มองไปแล้วเหมือนตาคนกำลังแอบจ้องมอง ตอนเดินย้อนกลับมาเจอเห็ดขึ้นอยู่บนถนน เกือบจะเหยียบเสียแล้ว เพราะมีขนาดเล็กมาก
หยุดถ่ายภาพพื้นดินที่ดูแห้งแล้ง การที่ถ่ายภาพผืนดินนี้ เพราะต้องการให้ทุกคนสำนึกรักผืนแผ่นดินเกิดของเรา กับต้นหญ้าหลากหลายสายพันธุ์ที่พ่อครูบาพยายามทดลองปลูกเพื่อหาพันธุ์ที่ทนแล้งได้ดี ไว้เป็นอาหารของวัว

ระหว่างกำลังนั่งถ่ายรูปอยู่กลางถนนอย่างตั้งใจก็ได้ยินเสียงแปลกปลอม "มอๆๆๆๆ " พอเงยหน้าก็เห็นเจ้าถิ่นยืนขวางถนนอยู่ วันนี้ใส่เสื้อสีแดงด้วย คิดว่าเอ..ควายมันเกลียดสีแดง แล้ววัวหล่ะ เกลียดด้วยหรือเปล่า แต่เพื่อความปลอดภัย เปลี่ยนเส้นทางเดินดีกว่า อิอิ...(มารู้จากพี่สร้อยทีหลังว่าพานักศึกษามาโดนวัวไล่ เพราะมีวัวสายพันธุ์นึงพ่อบอกเลี้ยงไม่ค่อยเชื่อง มาจากปากีสถาน แต่พันธุ์ดี)

มีผู้สนใจอยากรู้ว่า...นี่คือเห็ดอะไร เราก็ได้ถ่ายรูปแล้วไปถามพ่อครูบา ได้ความว่า...เห็ดนี้ชื่อ "เห็ดหำม้า" อิอิ เรียกอย่างนี้จริงๆค่ะ วันสุดท้ายเลยเดินสำรวจว่ามีตรงไหนอีกบ้าง เก็บภาพมาให้เห็นวิวัฒนาการของเขา จนกระทั่งเขาหมดสภาพอย่างรูปสุดท้าย

ลูกอะไรก็ไม่ทราบเช่นกันค่ะ ส่วนดอกไม้ด้านล่าง คงจะเป็นสมุนไพรจากเรือนสมุนไพรของป้าจุ๋ม แล้วเลื้อยออกมาหาแสงแดด อวดความงามให้กับเรา แต่ไม่ทราบชื่อเช่นกันค่ะ

พื้นหลังเห็นเป็นใบที่สวยค่ะ ขึ้นอยู่ตามข้างทางไม่ทราบเหมือนกัน แต่ถ่ายออกมาแล้วสวยจริงๆเลย ส่วนดอกไม้ที่เห็น พ่อบอกเรียกเชอรี่ไทย แต่หว้าเคยซื้อมาปลูกเขาเรียก มะยมแดง ค่ะ

ลำต้นของต้นกระสัง ไม้ทนแล้ง ซึ่งนิยมปลูกเป็นต้นตอสำหรับ ต้นมะนาว มะกรูด สัมจี๊ด ส่วนภาพเล็กด้านล่าง มองเห็นแปลงผัก สารพัดอย่าง และเห็นโรงครัวอยู่ไกลๆ

พื้นหลังต้นไม้ใหญ่คือ ต้นอคาเซีย ส่วนภาพเล็กบน บรรดาเจ้าไก่ทั้งหลาย สงสัยจะออกงานบ่อย พอคนเดินผ่าน เขาพร้อมใจกันยืนโชว์เป็นแถว แล้วส่งเสียงร้องตลอดทาง โพสต์ท่าเป็นนางงามกันใหญ่ ส่วนภาพล่างเป็นรูปโดม ความจริงแล้วคือเตาเผาอิฐหรือเปล่าคะ ด้านล่างเป็นห้องๆหนึ่งทีเดียวค่ะ มีบันไดเดินลงไปได้

ภาพบน คงเป็นรังมดแดง เพิ่งจะเคยถ่ายรูปใกล้ๆ ส่วนสีขาวๆคืออะไรก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ อยากได้คำตอบ ส่วนภาพล่าง เห็นพี่นิดบอกว่าทางสุโขทัย เรียก มะกล่ำตาแมว ส่วน พ่อครูบาเรียก มะกล่ำตาหนู แต่เม็ดสีแดงนี่สวยจังเลย


สวัสดีครับน้องลูกหว้า
มาดูภาพสวยๆ ผลพวงเฮฮาศาสตร์ที่ตามอ่านไม่หวาดไม่ไหว
อิอิ คิดว่านอนกันหมดแล้วนะเนี่ย ไปนอนก่อนนะคะ
สวยจัง
ตามมาดูด้วยจ้า ^ ^
พึ่งเข้ามาตอนเช้าครับ ดึกเกินรอไม่ไหว
ภาพสวยครับ คนในภาพก็สวย อิอิ
เยี่ยมชม ครับ :)
สวยครับ ออกแนวศิลป์ๆ สำหรับภาพธรรมชาติ
อยากกินน้ำพริกอ่องของน้าอึ่ง อิอิ
การได้อยู่กับธรรมชาติเป็นความสุขอย่างยิ่งครับ ผมไม่ขอไปอยู่ส่วนกลางเพราะมีบ้านอยู่ภูเก็ตและที่บ้านก็ปลูกต้นไม่ร่มรื่น วันๆไม่อยากออกไปไหน รวมทั้งไปทำงานด้วย ก๊ากๆๆ น้องลูกหว้าถ่ายภาพธรรมชาติได้เจ๋งจริง ขอชมๆๆ
สวัสดีครับอ.ลูกหว้า
สวยจังเลยครับ...ส่วนเนื้อหาปรากฏอยู่ในภาพแล้ว...ดีจัง
ขอบคุณครับ
เข้ามาอิ่มกับภาพสวยๆของน้องลูกหว้าครับ
สวัสดีครับ อ.ลูกหว้า ฝีมือการเก็บภาพเยี่ยมครับ แสดงให้เห็นว่า เป็นคนละเอียดทุกมุมมอง
สวัสดีค่ะ อ.ลูกหว้า
ไม่ได้มาเยี่ยมนานแล้ว เป็นไงบ้างค่ะ สบายดีไหมค่ะ
ด้วยความระลึกถึงค่ะ
มาพร้อมกับความหิวค่ะ
ฮือๆ คิดถึงน้ำพริกอ่อง...(รสเผ็ดได้ใจ)...
:)