การหาทางออกเวลาเครียด เหงา  ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เมื่อก่อนเวลาผมเครียด เหงา ทำงาน หนักจะลงท้ายด้วยเหล้า ทุกครั้ง ช่วงหลังมีปัญหาเรื่องสุขภาพ และรู้ว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีการดื่มเหล้า มันไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ผมจึงเลิกดื่ม เมื่อเกิดอาการเหล่านั้นผมจะหาที่สงบ หลีกไปจากความวุ่นวาย วันนี้เช่นกันผม อยู่สำนักงาน คนเดียว จึงขี่มอเตอร์ไซด์ ออกไปตามถนนสายเอเซีย ไปทางตลาดริมเมย ตั้งใจจะไปชมโบราณสถาน คอกช้างเผือก ซึ่งผมงได้ยินชื่อ คอกช้างเผือก ตั้งแต่มาทำงานที่ อ.แม่สอด ใหม่ๆแต่ไม่มีโอกาสได้ไปสักที 

 

คอกช้างเผือก

       ตั้งอยู่เขตบ้านท่าอาจ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก การเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 105 ก่อนถึงตลาดริมเมยประมาณ 1 กม. เลี้ยวขวาผ่านหน้าวัดไทยวัฒนารามตามทางลาดยางประมาณ 2 กม. จะพบโบราณสถานคอกช้างเผือก หรือพะเนียดช้างทำเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐมอญ มีความสูงประมาณ 1 เมตรเศษ กว้างประมาณ 25 เมตร ยาวประมาณ 80 เมตร

       ประวัติเล่าว่า เมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี รัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พงศาวดารกล่าวว่า มะกะโท (คนเลี้ยงช้าง) เป็นชาวมอญ ได้เข้ารับราชการเป็นขุนวังได้ลักพาตัวพระราชธิดาของพ่อขุนรามคำแหงหนีไปอยู่กรุงหงสาวดี ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า พระเจ้าฟ้ารั่ว เมืองตากเป็นชานเมืองของกรุงสุโขทัย ได้มีช้างเผือกอาละวาด พ่อขุนรามคำแหงทรงทราบพระองค์ทรงประกอบพิธีเสี่ยงทายและทรงเสี่ยงสัตย์อธิษฐานว่า หากช้างเผือกเชือกนี้เป็นช้างคู่บุญบารมีกษัตริย์นครใดก็ขอให้บ่ายหน้าไปทางทิศนั้น สิ้นคำอธิษฐานช้างเผือกจึงบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตก พ่อขุนรามคำแหงทราบทันทีว่าช้างเผือกคู่บุญบารมีของพระเจ้าฟ้ารั่วจึงให้ทหารนำสาส์นไปแจ้งว่าจะนำช้างมามอบ ให้ทหารที่ติดตามช้างเผือกมาจนถึงบริเวณเชิงเขาจึงทำพะเนียดล้อมเอาไว้ และได้ทำพิธีช้างให้กับพระเจ้าฟ้ารั่ว ณ ที่แห่งนี้

    เยื้องกับโบราณสถานคอกช้างเผือกเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อมหาวงศ์ดำ ที่ชาวแม่สอดเคารพนับถือไม่แพ้ เจ้าพ่อพะวอ หลังจากถ่ายรูปโบราณสถานคอกช้างเผือกเสร็จ ได้มากราบขอพร จากเจ้าพ่อมหาวงศ์ดำ แล้วก็กลับมาเขียนบันทึกก่อนที่จะเตรียมตัวไปเวียนเทียนเย็นนี้  ขอให้ทุกท่านมีความสุขเวียนเทียนกับคนที่คุณรัก ครูข้างถนนคงจะไปเวียนเทียนเงียบๆ คนเดียวเหมือนทุกปีที่ผ่านๆ มา