ไม่มีอะไรตอบแทนทั้งสิ้น นอกจากบุญ..................... และผลบุญ

   ขออนุญาต นำรายละเอียดเกี่ยวกับ กุสินาราคลินิก อันเป็นสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏการณ์บุญในครั้งนี้ ได้คัดลอกมาจากบันทึกของคุณพลเดช  วรฉัตร  บันทึกที่ ๑๕๑  ที่บันทึกหลังจาก ท่านได้ไปอุปสมบท ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ในปีมหามงคล ครบ๘๐ พรรษา ในครั้งนั้นได้เดินทางมายังวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และณ ที่แห่งนี้ คุณพลเดชได้บังเกิดจิตกุศลอันสูงส่ง และศรัทธาในการก่อตั้ง กุสินาราคลินิก และปรารถนาให้มีบุคลากรทางการแพทย์จากประเทศไทย มาเป็นอาสาสมัครช่วยงานที่นี่ และได้ลงบันทึก ประกาศให้ทราบกันในเวลาต่่อมา และผู้เขียนจึงได้สมัครขอเป็นอาสาสมัครมาปฏิบัติงานโดยมิได้หวังผลตอบแทนใดๆ ไม่มีข้อแม้และเงื่อนไข ซึ่งจะได้บันทึกให้ทราบในโอกาสต่อไป

ประวัติความเป็นมาของกุสินาราคลินิก

 

 

 

 

 

กุสินาราคลินิกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม  ค.ศ 2000 เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหา มหาราชินี  ซึ่งใน โอกาสนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ นิวเดลี โดยเอกอัครราชทูตธวัธชัย ทวีศรี (ในขณะนั้น)  วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์และมูลนิธิ Harnam Singh Harbans Kaur Charitable Trust New Delhi ได้ร่วมกันตั้งขึ้นในบริเวณวัดไทยกุสินาราเพื่อให้การรักษาพยาบาลแก่คนยากจนในท้องถิ่นกุสินาราและรอบข้าง ซึ่งที่ผ่านมา 6 ปี ปรากฏว่าคลินิกกุสินาราได้ให้การรักษาพยาบาลคนป่วยไปแล้วกว่า 2 แสนคน รวมทั้งผู้แสวงบุญจากทุกประเทศที่ไปเยือนกุสินารา

 

 

 

 

ต่อมาเมื่อเห็นประโยชน์ของการให้บริการดังกล่าว ผู้ร่วมก่อตั้งก็ได้จัดสร้างอาคารคลินิกใหม่เพื่อรองรับผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในวันที่ 1 มีนาคม 2005 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จแทนพระองค์เป็นประธานวางศิลาฤกษ์อาคารคลินิกหลังใหม่ ซึ่งคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในปี 2009 และล่าสุด เมื่อวันที่  2 พ.ค. 2007 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอินเดียได้ให้เกียรติไปทำพิธีเปิดห้องตรวจรักษาที่สร้างเสร็จในขั้นแรกอย่างเป็นทางการ  นับเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชม แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลอินเดียได้ตระหนักถึงบทบาทของพระธรรมทูตไทยและงานของคนไทยที่ดำเนินการผ่านวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์เป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีพระราชรัตนรังษี ประธานสงฆ์ เป็นผู้นำศรัทธาการก่อสร้าง มีพระครูปลัด ดร.คมสรณ์  คุตตธมฺโม เป็นผู้อำนวยการดูแลและบริหาร

          คลินิกแห่งนี้เป็นการสร้างเพื่อเป็นพุทธอนุสรณ์แห่งการประชวรหนัก ด้วยพระปักขันธิกาพาธของพระพุทธองค์ ก่อนการเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ กุสินารานคร ทั้งยังเป็นเสมือนสะพานบุญเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดียที่ควรจะได้รับการสนับสนุนต่อไป

         ปัจจุบันคลินิกมีแพทย์ 2 คนเภสัชกร 3 คน ผู้ช่วยพยาบาล 1 คนซึ่งเป็นขาวอินเดีย ประจำอยู่ (ยังไม่มีนางพยาบาล ) ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการและจำนวนผู้มาใช้บริการ ทั้งนี้ คลินิกคิดค่ารักษาพยาบาลเพียง 8 รูปี หรือถ้ายากจนไม่มีเงิน ก็ไม่คิด และเปิดรักษาฟรีในทุกวันพระสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี  โดยเฉลี่ยจะมีคนไข้มาทำการรักษาประมาณวันละ 150 -200 คน 

 

 

 

 

        การไปเป็นอาสาสมัครช่วยงานที่คลินิกกุสินาราถือเป็นงานมหากุศลสำหรับอาสาสมัครจากประเทศไทยซึ่งคงไม่เป็นงานสบายเลย แต่ถือว่าต้องไปสร้างบุญบารมีในแดนพุทธภูมิ ไปเห็นและสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนอินเดียที่ยากจนและได้เรียนรู้สาระของชีวิตที่มีคุณค่า

โครงการส่งอาสาสมัครหมอ/พยาบาลไปช่วยคลินิกกุสินารานี้ เป็นโครงการเล็กๆ ที่เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ใน www.GoToknow.orgทำให้มีการจัดพิมพ์หนังสือ "หนึ่งคนวาด หนึ่งคนแต่ง" จำหน่ายเพื่อนำรายได้ไปใช้เป็นค่าเครื่องบินและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับอาสาสมัครในการไปปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เท่านั้นโดยไม่มีอะไรตอบแทนทั้งสิ้น นอกจากบุญ..................... และผลบุญ ที่ อาสาสมัครหรือผู้ที่ทำบุญส่งอาสาสมัครไปจะได้แน่นอนก็คือ อนิสงส์ แห่ง พระพุทธพจน์ ที่ตรัสว่า  อโรคยา ปรมา ลาภา  ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ  ในชาตินี้และทุกๆ ชาตินั่นเอง

ด้วยความปรารถนาดี

( คัดลอกมาจากบันทึกคุณพลเดช วรฉัตร http://gotoknow.org/blog/poldejw/152708 )

หมายเหตุ ปรับปรุงข้อมูลด้านบุคลากร