คนเราทุกวันนี้มันยุ่งเพราะ “ความรู้”
รู้ดีก็ยุ่ง รู้ชั่วก็ยิ่งยุ่งกันไปใหญ่

ความรู้ที่มีอยู่และที่เราเลือกรับใส่หัวใส่สมองเรานั้น ในวันนี้นำพามาซึ่งความยุ่ง
ความรู้ที่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีนั้น เป็นบ่อเกิดหรือต้นกำเนิดที่นำพา “จิต” ไปสู่ความอยาก

ยิ่งรู้ยิ่งอยาก ยิ่งรู้มากยิ่งอยากมาก

ความรู้นั้นนำพาไปสู่การดิ้นรน ขวนขวาย แสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้

จิตเดิมอันประภัสสรของเรานั้นแต่เดิมเขามีความรู้ของเขาอยู่แล้ว และเป็นความรู้ในระดับชั้นโลกุตระ คือ ความรู้ที่จะนำพาเราไปสู่ความหลุดพ้น ความปล่อย ความวาง ไม่ถือยึด ยึดติดแม้กระทั่งตัวตน

แต่ตัวของเรานี้ที่ดำรงชีวิตอยู่ในสังคม
นำความรู้แบบโลก ๆ ที่คนบนพื้นฐานเขาบอกเขาพูดกันว่าดี ไปฉาบ ไปทาเสียซึ่ง “จิต”
ทำให้ความรู้อันประภัสสรถูกบด ถูกบัง ความละความวางถึงถูกบีบให้อยู่ในก้นบึ้งแห่งจิตใจ
ความรู้อันที่มีอยากแต่จะได้ พุ่งพล่าน ฟุ้งเฟ้อเต็มจิตเต็มใจ ดาษดา

ทั้งความรู้ในระบบ ก็สอนแต่ให้เราแสวงหา ทั้งความรู้ต่อความรู้ และความรู้ที่นำไปต่อเงิน
การศึกษานอกระบบโดยเฉพาะสื่อต่าง ๆ สอนให้กิเลสต่อกิเลส ตัณหาต่อตัณหา ราคะต่อราคะ นับวันที่เสพเข้าไปยิ่งเสริมยิ่งต่อกระบวนการความอยาก ความโลภ ความโกรธ ความหลงให้มาก

ยิ่งรู้มาก ยิ่งโลภ ยิ่งโกรธ ยิ่งหลงมาก
คนรู้มากตัวตน ความเย่อหยิ่ง จองหองมาก หัวแข็งและหัวสูง

ความรู้ในสังคมทุกวันนี้สอนให้เราเห็นแก่ตัว สั่งให้เราเห็นแก่ได้ ความรู้ทุกวันนี้เลยเป็นความรู้ที่นำแต่ความยุ่งให้กับกายและจิต

จิตที่ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ คือ ต้องอาศัยตัวรู้มาเป็นผู้ร่วมตัดสินใจจึงเกิดความยุ่งวุ่นวายขึ้นอย่างมาก

เพราะก่อนตัดสินใจจะต้องรบราฆ่าฟันกับไอ้เจ้าความรู้ที่มีอยู่คู่กับสังคม ที่ถูกคนเขาสมมติว่าเป็นพื้นฐานแห่งความเป็นคนที่ใคร ๆ เขาก็ต้องประพฤติปฏิบัติ

เรายุ่งเรื่องความรู้กันมาตั้งแต่อนุบาล
ตอนนี้เปิดเทอม พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ยิ่งยุ่งกันไปใหญ่ ต้องนำเงิน นำทรัพย์สินไปขาย ไปจำนอง ไปจำนำ เพื่อให้ “ลูก” มีความรู้ “ยุ่งตั้งแต่ที่ยังไม่รู้”
เมื่อรู้แล้วก็ต้องยุ่งในการรู้อีก อนุบาลไม่พอ ต้องประถม เพิ่มมัธยม ปริญญา ตรี โท เอก ทำงานแล้วก็ต้องอบรมเพิ่ม สัมมนาเติม รู้ (ยุ่ง) กันอย่างไม่มีวันจบวันสิ้น

กลับบ้านมาก็ต้องก็ยุ่งเพราะทีวี ระหว่างเดินทางกลับมาก็ต้องยุ่งเพราะวิทยุ ระหว่างจะนอนก็ต้องอยู่กับโทรศัพท์ นอนไปแล้วก็ต้องยุ่งกับ SMS ที่ประเดประดัง “อยาก” เสียเหลือเกินที่จะให้เรารู้ เพื่อที่เรารู้แล้วเราจะหยุดกิเลสไม่ได้ที่จะไปซื้อไปใช้ของ ๆ เขา “เขาจึงอยากให้เรารู้”

อยู่บ้านดี ๆ เขาก็มาเสนอความรู้ให้
“คุณขาดโน่นนะ คุณต้องเติมนี่อีกหน่อย”
รู้แล้ว ก็ต้องยุ่ง เพราะต้องเสียเงิน แถมยังต้องเหนื่อยเพิ่มจากการหาเงินที่สูญเสียไปอีก

บางที่ บางคน เขาก็ขายของเขาเพียงแค่เพื่อให้เรารู้
เรารู้แล้ว เราจะได้เสียความรู้สึก เสียใจกับคนกับข่าวที่เขาต้องการให้เรารู้
เรารู้แล้วเราก็ยุ่งวุ่นวายหัวใจ รู้แรก ๆ บางครั้งก็เฉยได้ไม่เป็นไร แต่บางครั้งรู้ไป รู้ไป เอ๊ะ...สงสัยเรื่องจะจริง

เฮ้อ... ยุ่งอีกแล้วสังคมนี้
ที่จริงสังคมนั้นเขาไม่ยุ่งหรอก สังคมเขาก็อยู่ของเขาเฉย ๆ ที่ยุ่งน่ะ “จิต” ของเราเอง
ยุ่งเพราะไปรู้เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ยุ่งเพราะความรู้ที่เขาอยากให้เรายุ่ง “ตัวนี้สำคัญ”
ความรู้ที่เขาสื่อออกมาเพื่อให้เรายุ่งนี่ร้ายนัก
เขาจะบอก จะกล่าว จะหาวิธีการทุก ๆ อย่างที่ทำให้เรายุ่งวุ่นวาย “จิต” และใจให้มากที่สุด เพราะส่วนที่หุ้มห่อจิตหรือฉาบไว้ของเราจะได้บอกตัวรู้ว่า ตอนนี้ยุ่งแล้วนะ แถมบอกตามที่เขาบอกมาอีกต่างหาก เมื่อเขาทำอะไรไป ตัวรู้ของเราก็จะเคลิ้มและคล้อยตามไปได้ อย่างที่สังคมเราทุกวันนี้ชอบเรียกว่า “กระแส” ของสังคม

กระแสของสังคม ก็เกิดจากความรู้ที่ใคร กลุ่มใด บอก ชักจูง นำพา เราให้เชื่อให้ตามไป
บอกบ่อย ๆ บอกเรื่อย ๆ เจ้าสติที่อ่อนของเรานี้ก็จะคล้อยตามไปได้อย่างไม่ยากเย็น

จิตของคนเราในสังคมนี้มีปัญหาก็เพราะเจ้า “ความรู้” เจ้าการ
ความรู้ที่เราสมมติว่าดี ความรู้ที่เลวแบบแท้ ๆ ระเบิดเถิดเทิงออกมากระจัดกระจายทั่วสังคมไปหมด
ใครรักชอบความรู้แบบไหน ก็เสพได้ตามแต่ใจที่ไขว่หา

ยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information System) พัฒนาไปมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะต้องวุ่นจิตวายใจมากขึ้นเท่านั้น ก็เพราะเจ้าความรู้ที่จะนำความยุ่งมาให้เราอย่างชัดเจนและเข้าถึง

ทำตัวรู้ให้เข้มแข็งด้วยการพัฒนาสติ เราจะรู้แท้ว่าสิ่งใดควรรู้มากน้อยเพียงใด และสิ่งใดที่ไม่ควรจะรู้เลย

ความรู้ในชีวิตนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภทหลัก ๆ คือ
หนึ่ง ความรู้ที่จำเป็นต้องรู้
นั่นคือ ความรู้เรื่องชีวิต เรื่องจิต เรื่องลมหายใจ เรื่องที่เราต้องแก่ เจ็บ และตาย เป็นความรู้ที่ต้องใส่ใจ ใส่กาย ขวนขวายหามาให้ได้อย่างเร็ววัน
ชีวิตคือลมหายใจใคร ๆ รู้
ชีวิตคือการต่อสู้ควรศึกษา
ชีวิตคืองานตระการตา
ชีวิตมีคุณค่าควรคุ้มครอง
ความรู้ที่จำเป็นต้องรู้คือเรื่องชีวิต ความรู้เรื่องชีวิตคือความรู้เรื่องลมหายใจ
ความรู้เรื่องลมหายใจจะพาจิตใจเราว่าง เราปล่อย เราวาง จากทุกสรรพสิ่งรอบข้างกาย

สอง ความรู้ที่ควรรู้ อันได้แก่ ความรู้เรื่องงาน เรื่องการ เรื่องที่เราจะต้องไปทำหน้าที่รับใช้ไปบริการเขา
เรื่องนี้ควรรู้และควรจะใช้เวลารู้ส่วนหนึ่งของเวลาที่มี
รู้เพื่อพัฒนาตน พัฒนางาน ทำงานในหน้าที่ เลี้ยงชีวิต ดูชีวีนี้ให้ดำรงอยู่ได้เพื่อทำความดีอย่างมีสุข

สาม ความรู้ที่รู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ อันนี้ก็ได้แก่ เรื่องสัพเพเหระ เรื่องหนัง เรื่องละคร ข่าวการเมือง เรื่องใครตบใคร ใครฆ่าใคร หรือเรื่องที่จะนำความหดหู่มาสู่จิตสู่ใจ เรื่องแบบนี้ไม่รู้ได้เป็นการดี

ในทุกวันนี้คนเรายุ่งก็เพราะไปรู้เรื่องที่รู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้มากเกินไป
รู้ปุ๊บยุ่งปั๊บ รู้แล้วกินข้าวไม่ลง เศร้า เอาจิตไปร่วมวง ร่วมกรรมกับเขา ทั้ง ๆ ที่จิตเราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย
จิตเดิมเราก็ดีอยู่แล้ว นำข่าวเลว ๆ เศร้า ๆ มาคิด มาเก็บ
ตัวรู้ก็เลยไปรู้เรื่องเลว ๆ เรื่องเศร้าเยอะ
ยิ่งรู้เยอะ ก็เลยยิ่งเศร้า ยิ่งยุ่งเยอะ

รู้แล้วก็เอาไปเถียงกัน ไปข่มกัน ตัวพองเหมือนกับคางคกที่ขึ้นวอ อันนี้ก็พาจิตพาใจให้ “ยุ่ง” ขึ้นไปอีก
เถียงกันก็เพราะฉันรู้เรื่องนี้ เธอไม่รู้เรื่องนั้น บางครั้งถึงกับฆ่ากันก็เพราะความรู้นี่ก็มี

หันหน้า กลับตา “พลิกจิต” มารู้เรื่องจำเป็นของชีวิต เรื่อง “ลมหายใจ” ชีวิตนี้จะปลดแอกความยุ่งเสียออกไปจากใจ
จิตกึ่งอัตโนมัติของเรา จะสดใส เพราะสติของเราจะจดจ่ออยู่กับลมหายใจ จะนำพาชีวิตสดใสไซร้แน่แท้จริง

พัฒนาตัวรู้ ให้รู้เรื่องลมหายใจ
พัฒนาจิต พัฒนาใจให้มีสติ
ความรู้ที่รู้จะไม่ยุ่ง
เราจะไม่ยุ่งเรื่องความรู้
เราจะไม่ยุ่งเรื่องความไม่รู้
เพราะทั้งความรู้และความไม่รู้ ก็ไม่มีอะไรในชีวิตนี้...