สิ่งที่ทำให้พวกเราข้ามผ่านกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากมาได้ น่าจะเป็นการส่งถ่ายพลังซึ่งกันและกัน

           บทเรียนบทที่สองนี้เป็นการทดสอบกำลัง "ใจ" ครับ เมื่อได้เข้าที่พักและเก็บสัมภาระเรียบร้อย พวกเราก็พร้อมเต็มที่สำหรับการลุย หลังจากได้เช่าจักรยานคนละคัน จุดหมายแรกที่พวกเราตั้งใจจะไปคือการไปเล่นน้ำครับ...

                                     

          น้ำที่นี่เย็นและไม่ลึกเท่าไหร่ครับ หลังจากเราลงเล่นน้ำสักพัก ดร.กะปุ๋ม ก็เกิดไอเดียว่าเราน่าจะเดินข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำนะ ผมก็เห็นด้วยกับไอเดียนี้ครับ ก็เลยลองเดินไปที่ตรงกลางแม่น้ำ น้ำก็ค่อย ๆ ลึกขึ้น แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ครับ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าน้ำที่นี่มันไหลเชี่ยวมาก ๆ ครับ...

           ดร.กะปุ๋มลองเดินตามผมมา ก็บอกว่าน้ำมันเชี่ยวกะปุ๋มเดินผ่านไปไม่ได้หรอก เพราะขาไม่มีกำลังพอ ผมก็เลยบอกว่าลองข้ามไปดูมั้ยครับเดี๋ยวผมช่วยจับ ข้ามไปสองคนน่าจะพอได้อยู่นะ เราก็เลยลองข้ามกันไปสองคน ยังไม่ทันถึงกลางแม่น้ำพวกเราก็ถอยกลับ เพราะคิดว่าเราไม่น่าจะข้ามไปได้...

           แต่พอเราถอยมาสักพัก ดร.กะปุ๋มก็เกิดฮึดขึ้นมาอีกครั้ง บอกว่าเราน่าจะทำได้นะ แม่น้ำมันก็กว้างแค่นี้เอง ผมก็รีบสนับสนุนทันทีเพราะใจจริงแล้วผมอยากจะข้ามผ่านมันไปให้ได้ครับ แต่คราวนี้เราไม่ได้ไปสองคนครับ เราชวนพี่เอ๋ข้ามไปด้วยกันกับเราครับ...

                                   

           พอเราชวนพี่เอ๋ พี่เอ๋รีบปฏิเสธทันทีครับว่า พี่ข้ามไปไม่ได้หรอก พี่กลัวและพี่ก็ว่ายน้ำไม่เป็นด้วย แต่ถึงอย่างนั้น ดร.กะปุ๋มและผมก็ไม่ละความพยายามครับ และในที่สุดพี่เอ๋ก็ยอมข้ามไปกับเราแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก...

           บทเรียนวัด "ใจ" บทนี้ก็เริ่มต้นขึ้นครับ ตอนเดินแรก ๆ ไม่มีปัญหาครับ เพราะริมฝั่งแม่น้ำน้ำไม่เชี่ยวมาก แต่พอเริ่มเดินไปถึงตรงกลางแม่น้ำ ปัญหาเริ่มเกิดครับ พี่เอ๋เริ่มทรงตัวไม่ได้ ดร.กะปุ๋มขาไม่สามารถเกาะกับพื้นได้ ส่วนตัวผมขายังพอมีกำลังเลยยังสามารถพยุงตัวอยู่ได้ครับ...

           สิ่งที่ผมคิดว่าพวกเราควรจะทำตอนนี้คือ การหยุดอยู่ตรงนั้นก่อน อย่าพยายามเดินต่อ พยายามตั้งหลักของตัวเองให้ได้ก่อน ดร.กะปุ๋ม เสนอว่าเราควรจะจับมือกันเป็นวงกลมแล้วเดินค่อย ๆ ขยับกันไปเป็นวงกลม มาถึงตรงนี้ผมสังเกตุเห็นว่าพี่เอ๋เริ่มไม่ไหวอย่างเห็นได้ชัดครับ...

           ตรงจุดนี้ผมว่ากำลัง "กาย" ไม่สำคัญเท่ากำลัง "ใจ" ครับ ดร.กะปุ๋ม ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่บอกตั้งแต่ต้นว่า ตัวเองกำลังขาไม่แข็งแรงพอ พยายามส่งผ่านกำลัง "ใจ" ที่เข้มแข็งไปให้พี่เอ๋ ทั้งผมและ ดร.กะปุ๋ม บอกกับพี่เอ๋ว่า พวกเราเชื่อว่าพี่เอ๋ทำได้ และที่สำคัญเราทั้งสามคนจะต้องทำได้...

           เราทั้งสองคนพยายามบอกกับพี่เอ๋ว่า เราอยู่ตรงกลางแม่น้ำระยะทางที่เราจะข้ามไปอีกฝั่ง กับระยะทางที่เราจะย้อนกลับไปมันพอ ๆ กัน เพราะฉะนั้นเราควรจะเดินต่อไป สำหรับความคิดของผมตอนนี้คือ ทำอย่างไรเราถึงจะผ่านตรงกลางแม่น้ำไปได้ เพราะถ้าพ้นจากตรงนี้ไปแล้ว น้ำมันก็จะไหลเชี่ยวน้อยลง...

            พี่เอ๋บอกกับพวกเราว่าพี่เอ๋ทรงตัวไม่ได้เลย ขาเหยียบกับพื้นไม่ได้ และที่สำคัญรองเท้ากำลังจะหลุด ผมรีบบอกกับพี่เอ๋ว่าปล่อยให้รองเท้ามันหลุดไป แล้วพยายามทรงตัวให้ได้ ยังงัยผมกับ ดร.กะปุ๋มไม่ทิ้งพี่เอ๋แน่นอน...

            เมื่อพี่เอ๋มีกำลัง "ใจ" มากขึ้น และเริ่มตั้ง "สติ" ได้ พี่เอ๋ก็ฮึดขึ้นมา พวกเราก็ใช้จังหวะนี้ ค่อยขยับตัวเป็นรูปวงกลมอย่างที่ ดร.กะปุ๋มแนะนำ จนกระทั่งผ่านจุดที่น้ำเชี่ยวที่สุดมาได้ หลังจากนั้นพวกเราก็ค่อย ๆ ขยับ ๆ กันจนกระทั่งถึงอีกฝั่งของแม่น้ำจนได้...

                          

            ผมว่า...สิ่งที่ทำให้พวกเราข้ามผ่านกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากมาได้ น่าจะเป็นการส่งถ่ายพลังซึ่งกันและกันครับ คนที่มีพลัง "กาย" มาก ก็ส่งถ่ายพลังกายให้อีกคน คนที่มีพลัง "ใจ" มาก ก็ส่งถ่ายพลังใจออกมา บทเรียน ๆ นี้ของผมถือว่าเป็นบทเรียนที่มีค่าและน่าจดจำอย่างยิ่งครับ...