ที่มาที่ไป

      ผมเดินกระฟัดกระเฟียดมาที่ร้านตัดผม เป็นรอบที่สอง หลังจากรอบแรกตัดแล้วไว้หางเต่าห้อยท้ายทอย ก็เลยโดนคุณแม่สั่งให้มาตัดหางออก ระหว่างที่นั่งรอคิวตัดหางอยู่นั้นก็หาอะไรอ่านแก้เซ็ง เผอิญเหลือบไปเห็นบทกลอนติดอยู่ข้าฝา ขึ้นหัวไว้ว่า " เพื่อลูก "ผมก็ลองอ่านดูเว้นวรรคผิดๆถูกๆ  ช่างตัดผมหัวขาว(ผมขาวทั้งศรีษะ ซึ่งพี่ paleeyon เรียกแกว่า ลุงหัวขาว ผมเลยเรียกตาม) แกได้ยินผมอ่านผิดแกก็เลยอ่านให้ฟัง

                    " เดินไปตามหน  สู้ทนลำบาก

                     ทุกข์ใจเหนื่อยยาก  ลำบากเหลือแสน

                     แต่เพื่อลูกน้อย  พ่อมาต่างแดน

                     ครอบครัวขาดแคลน  พ่อต้องจากลา.................ฯลฯ

  ผมชอบมากและก็เสียดายมากที่ไม่ได้จดบันทึกไว้ เลยจำได้แค่บทนี้ หลังจากนั้นมาผมก็เริ่มแต่งกลอน

โดยใช้ กลอนของลุงหัวขาวเป็นต้นแบบ ซึ่งบทแรกที่เขียนไว้คือ 

              " สงสารยายจัง   ลุกนั่งลำบาก

                เดินเหินก็ยาก   ซ้าหมากใบโต "  

                   ( ซ้า  เป็นภาษาเหนือ หมายถึง  ตระกร้า )

    กลอนบทแรกของผมนี้ เขียนตอนเรียนชั้น ป.6 เอาไปอ่านให้คนรอบข้างฟังเค้าก็บอกว่าเพราะดี (ไม่รู้จริงใจรึไก่กา)  เราก็รูปไม่หล่อแต่ทะลึ่งไปบ้ายออีก ก็เลยเขียนเรื่อยมา

                  " สงสารพระจัง  ลุกนั่งลำบาก

                    เดินเหินก็ยาก  ติดโจงกระเบน "  

(ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าผ้าที่พระห่มเรียกว่าอะไรเลยเขียนว่าโจงกระเบน ต้องกราบขออภัยด้วยครับ)

    และก็เขียนอีกต่อมา.....

                        " สงสารหมาจัง  ตัวเล็กลำบาก

                         หมาใหญ่แรงมาก  แย่งกิน (ข้าวกู) ข้าวแลง "           (ข้าวแลง=ข้าวมื้อเย็น)

       เขียนเรียนแบบตามต้นฉบับมานานมากจนไม่ ค่อยมีใครอยากฟัง คือพออ้าปากจะอ่านให้ใครฟังเค้าก็แย่งพูดก่อนทุกที " สงสารมึงจัง "  ก็เลยเขียนประชดไว้หน้ากระดานดำในห้องเรียนและคิดในใจว่าจะล้างมือในอ่างทองคำ จะไม่เขียนกลอนอีกเป็นอันขาด เลยเขียนเต็มหน้ากระดานดำ

                          " สงสารคุณ(มึง)จัง   ใครฟังก็เบื่อ

                            แล้วคุณ(มึง)เขียนเพื่อ  ชาติเชื้อทางใด "

 

    เห็นผลทันตาครับแววรุ่งมีมาทันที โชคดี กับโชคร้าย มาพร้อมกันคุณครูเข้ามาเห็นบนกระดาน เลยโดนไม้เรียวไปสามที(คุณครูยอมผ่อนผัน ตีวันละที ติดต่อกันสามวัน  ตอนแรกแอบดีใจ แต่..โดนตีที่หน้าเสาธงทุกเช้า อายมากครับ...ไม่น่าต่อรองคุณครูเลย)

     โชคร้ายผ่านไปแล้วโชคดีก็บังเกิด คุณครูเห็นว่าผมชอบเขียนกลอนก็เลยสอนพื้นฐานให้(ท่านเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ แต่ชอบ เขียนกลอนเหมือนกัน ชื่อครู ประคอง ขออภัยที่จำนามสกุลไม่ได้ครับ)

     เปิดตัวงานแรกเป็นงานประท้วงกลุ่ม เอเปค(กลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน)และรณรงค์ประหยัดพลังงาน เลยได้เขียนบทกลอนเข้าร่วมกับโรงเรียนต่างๆ ตอนนั้นราคาน้ำมันเท่าที่จำได้อยู่ที่ ประมาณ(ประมาณนะครับ)

                                         ปี 2521 (บาท/ลิตร)                 ปี2522 (บาท/ลิตร)

เบนซินพิเศษ(ซุปเปอร์)                  4.98                                      7.84

เบนซินธรรมดา                             4.98                                     7.45

ดีเซล                                         2.64                                       4.85

 

   บทกลอนที่ได้รับคำชมจากคณะครูคือบทนี้

            " ตื่นเถิดพี่น้อง   เราต้องขนขวาย

               อย่านิ่งดูดาย   เอเปคบุกบ้าน

               คนไทยจงสู้    กู่ร้องขับขาน

               ประหยัดพลังงาน  ต่อต้านกลุ่มทุน "

       ในช่วงเวลานั้นต่อต้านกันรุนแรงมาก แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ ซักพักก็ซากันไป และน้ำมันก็ขึ้นมาเรื่อยๆๆจนบัดเดี๋ยวนี้............

        รัฐบาลปัจจุบัน ก็โหมกระพือเรื่อง การประหยัดพลังงานได้พักเดียว ก็เงียบไปอีกเสียดายนะครับเกือบจะได้ผลอยู่ละ แต่ไม่มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นกรรมเป็นเวรของประชาชน ต้องสู้ทนอยู่กันไปตามมีตามเกิด ....กะว่าจะเขียนสนุกๆ แต่ต้องมาจบด้วยเรื่องเศร้าๆแบบนี้ ขอโทษทีครับมันน่าเศร้าจริง ๆ

         ทีน้ำมันขึ้นราคา ไม่มีใครไปว่าผู้ผลิตน้ำมัน  แต่พอข้าวขึ้นราคามั่ง ทั่วโลกขอความร่วมมือ  ให้ประเทศที่เป็นแหล่งส่งออก ปรับลดราคา ....~!@#$^&*"""..

                      วันนี้เขียนต่อไม่ได้ละครับ...รมณ์ บ่จอย จริงๆ

                                                    กราบขอโทษและกราบสวัสดีครับ

                                                                          รพี กวีขี้มิ่ง 

                                                             (ขี้มิ่งภาษาเหนือหมายถึง ขี้โมโหครับ)