ตื่นมาตอนเช้าที่ไม่ได้นอนในบ้านเกิดเมืองนอน ก็ปฏิบัติศาสนกิจครับ (อันนี้อยู่ที่ไหนก็ต้องทำครับ) จากนั้นผมก็ออกจากห้องพักทันที เพื่อไปถ่ายรูปบรรยากาศยามเช้าครับ เพราะเมื่อคืนซื้อถ่านมาแล้ว ยังใช้ถ่านแบบปกติครับ เนื่องจากถ้าซื้อแบบชาร์ตได้ ก็ต้องชารต์ก่อน ซึ่งถ้าต้องซื้อแท่นชาร์ตด้วยก็ยิ่งขาดทุน เพราะผมมีที่ชาร์ตอยู่แล้ว แถมไม่ค่อยได้ใช้ด้วย

(ยามเช้าที่ราบรื่นครับ)

อากาศเหมือนกำลังจะมีฝนตกครับ แต่ผมว่า สวยครับ  แต่อยู่ชื่นชมได้ไม่นานครับ เพราะต้องรีบออกจากที่พักไปลงสนามต่อ

 

(ฝั่งโน้นแหละครับที่จะไปนอน แล้วห้องเต็ม)

กำหนดการจริงๆ ที่นัดหมายไว้แล้วคือ ไปสัมภาษณ์นายกสมาคมคนสยามแห่งกลันตันครับ นัดไว้ 11 น. (มาเลย์นะครับ บ้านเราก็ 10 โมง) แต่ที่ออกจากที่พักตอนเช้าเลย จริงๆ อยากไปดูบรรยากาศการตักบาตรในชุมชนไทย แต่ดูเหมือนทีมวิจัยจะล้ากับการเก็บข้อมูลเมื่อวาน เลยเปลี่ยนเป็นไปชิมรสชาติโรตีตามร้านกาแฟแทน (แหม่ ไม่น่าเชื่อว่า มันจะแทนกันได้อย่างลงตัวจริงๆ)

จากนั้นเราก็เข้าไปยังตุมปัต คราวนี้ใช้วิธีการเจอะเจอใครก็จะสัมภาษณ์ไปพลางๆ ก่อน (ฆ่าเวลารอสัมภาษณ์นายกสมาคม) ผมขับรถไปได้ครู่หนึ่ง ก็เลี้ยวรถกลับกระทันหัน จนทีมงานถามว่า เลี้ยวทำไม ผมเลยบอกว่า ผมเห็นสิ่งที่ผมสนใจ คือ ผมเห็นมีชาวบ้านกำลังนั่งคุยกันที่กระท่อม (แอ๋ น่าจะเรียกว่าศาลาดีกว่า) ผมจะไปคุย แต่คราวนี้ผมขอไปกับรุสลีก็พอ ส่วนอีกสองท่านขอให้นั่งบนรถรอ เหตุผลเพราะสองท่านนั้น (อ.อับดุรรอห์มานกับ ดร.ดลวนะ) ท่านน่าตาเหมือนคนมาเลย์มากกว่าคนไทย ฮิฮิฮิ

(สองชาวนาสยามแห่งกลันตันได้สัมภาษณ์อย่างสนุกสนาน พร้อมชวนไปที่บ้าน)

พอกลับมาถึงที่หมาย ผมก็เดินลงไปในทุ่งนาครับ แล้วได้คุยกับสองสาวแม่ลูกครับ คุยกันนานมาก ตากแดดคุยกัน สุดท้ายด้วยความร้อนของแดด ทั้งคู่เลยชวนเราสองคนไปคุยต่อที่บ้าน แต่ทำไม่ได้ครับ เวลามีจำกัด เลยบอกว่า คราวนี้จะแวะไปที่บ้านเลย ดารานักร้องที่คนสยามชอบมากตอนนี้คือ ยิ่งยง ยอดบัวงามครับ แฮ่แฮ่ ปรมมือหน่อย

(ชีวิตชาวนาครับ จับปลาจากคลองชลประทาน)

ถัดจากคุยกับสองแม่ลูก ผมก็มาอีกหนึ่งชาวหนุ่ม ซึ่งเดิมนั่งอยู่ด้วยกัน กำลังทอดแห่ครับ ได้ปลาตัวเล็กๆ เยอะครับ ถามว่าเอาไปทำอะไร ก็ได้รับคำอธิบายว่า ปลานี้ทำได้หลายอย่างครับ

ทีแรกผมคิดว่า นี้คือทุ่งหญ้าครับ ถามชาวบ้านมาเยอะแล้วก็จะได้ยินว่า ทำนากัน แต่ไหนล่ะนา เห็นแต่ทุ่งหญ้า สุดท้ายพอลงมาดูใกล้ๆ จึงรู้ว่า แท้จริงมันคือ ทุ่งนาจริงๆ กำลังออกรวงพอดีครับ

(นาข้าวแบบที่ผมไม่คุ้นตา เพราะเป็นนาแบบหวาน ไม่ใช่ดำเหมือนที่บ้าน)

กับพี่ชายท่านนี้ ผมคุยประเด็นการกินเหล้าของคนที่นี้ครับ เนื่องจากเห็นขวดเหล้ากองใหญ่ และที่สำคัญผมทราบมาว่า การกินเหล้าในที่สาธารณะเป็นเรื่องผิดกฏหมายครับ ลองทายสิครับว่า เมื่อในตลาดไม่มีร้านขายเหล้า แล้วขวดเหล้าเป็นเข่งมาจากไหน ฮาฮาฮา

ได้ข้อมูลพออุ่นใจก็หมดเวลาครับต้องรีบเดินทางต่อไปบ้านนายก....(แฮะแฮะ ไปบ้านนายก)

หาบ้านท่านไม่ยากครับ เพราะเป็นบ้านไม้ทรงไทย อย่างหรู่ครับ สวยมาก (ผมลืมอัปรูปขึ้น เดียวค่อยเพิ่มที่หลังนะครับ)

(นายกสมาคมคนสยามกลันตัน)

ท่านนายกท่านเกษียรอายุแล้วครับ เดิมท่านเป็น ผอ.โรงเรียนสอนศาสนาของรัฐ ฟังแล้วงงมัยครับ ท่านเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่สามารถเป็นผอ.โรงเรียนสอนศาสนาของรัฐบาลได้ ซึ่งครูทั้งโรงเรียนเป็นมุสลิมหมด ก่อนหน้าจะเป็น ผอ.ก็เป็นครูสอนภาษามลายูครับ แถมท่านยังอ่านภาษามลายูด้วยอักษรยาวีได้ด้วย ซึ่งตอนนี้คนกลันตันส่วนใหญ่อ่านไม่ออกแล้วครับ (อันนี้ทีมเราทดสอบท่านว่าอ่านออกจริงหรือเปล่าเรียบร้อยแล้วครับ) ดร.ดลวนะบอกว่า คนนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะยากมากที่คนต่างเชื้อสายจะเป็น ผอ.โรงเรียนได้

เสร็จจากการสัมภาษณ์ เราก็ขับรถเข้าเมืองโกตาบารูอีกครั้ง เพื่อส่ง ดร.ดลวนะที่ศาลารอรถ แฮะๆ ท่านไม่กลับกับเราครับ สภาพจราจรวันนี้คับคั่งจริงๆ ครับ แล้วการขับรถในกลันตันต้องใจกล้าหน่อยนะครับ ที่ต้องเสียวสุดคือ มอเตอร์ไซด์

(เส้นทางเข้าเมืองโกตาบารู วันนี้วันหยุดการจราจนแน่นมากครับ)

เมื่อส่งดร.ดลวนะเสร็จเรียบร้อย เราก็เดินทางกลับมาที่เมือง.... (ลืมชื่อแล้วครับ) ซึ่งมีท่าเรือแฟรีสำหรับไปยังอ.ตากใบ (เส้นทางเดิมที่มานั่นแหละครับ)

(หยุดรอเพื่อลงแพขนานยนต์ เพื่อกลับสู่ อ.ตากใบ)

เจาะพาสพอรท์ของทีมวิจัยและรถเรียบร้อยก็รอเรือมาครับ แต่คราวนี้เราเสียเวลารอการขนถ่ายสินค้าจากเรือมาบนท่าเรือ สองชั่วโมงเต็มๆ ครับ ซึ่งต่างจากตอนลงเรือที่ตากใบขามาที่เรือจอดปั๊บ เราก็ขับรถลงเรือได้เลย แต่คราวนี้ เรือจอดแล้วรออีกสองชั่วโมง เนื่องจากการขนถ่ายสินค้าใช้แรงงานคนครับ

(รออยู่แถวนี้สองชั่วโมงครับ)

รอแล้วรออีก ทีแรกนึกว่าเร็วทุกคนก็นั่งรอบนรถครับ แต่ไปครึ่งชั่วโมงแล้วยังเอารถลงไม่ได้ก็เลยดับเครื่องลงมารอนอกรถ ผมก็เดินไปเก็บภาพเรื่อยๆ ฆ่าเวลา (แฮะแฮะ ติดคุกไปหลายปีเลยครับ) สรุปว่าถ้าเราขับรถออกจากมาเลย์ไปทางโกลก ปานนี้ถึงบ้านแล้วครับ

 

(เพื่อนร่วมรอ)

เหตุผลที่ทำให้ช้า คือสินค้าส่งออกของไทยที่มาประเทศมาเลย์ครับ คือถ้าเที่ยวไหนทางฝั่งไทย ไม่มีรถข้ามฝั่ง หรือมีน้อย สินค้าทั้งหมดจะลงเรือแทนครับ ขาลงไม่ช้าครับ แต่ขาขึ้นจากเรือ อันนี้หนักมาก

ระหว่างรอ เหลือบไปเห็นป้าย อ่านที่แรกงง ทำไมเขาไม่ตกลงเวลากันก่อน มาเลย์และอังกฤษบอกว่า เที่ยวสุดท้าย 6.30 น. ส่วนพี่ไทยบอกว่า 15.30 น. (ห้าโมงเย็น) แล้วผมก็นึกออกว่า ทำไม ท่านผู้อ่านนึกออกมัยครับ

(ทีแรกงงครับ ทำไมภาษาไทยกับภาษามลายูปิดท่าเรือไม่พร้อมกัน งงเหมือนผมมัยครับ)

เมื่อสินค้านำไปขายเรียบร้อย เวลาจะกลับไปเมืองไทยก็ตามภาพข้างล่างนี้แหละครับ

(หลักฐานสินค้านำเข้าจากไทยครับ รอกลับบ้านเหมือนผมเลย)

 

(ต้นเหตุที่ทำให้เราต้องรอนาน)

บางส่วนของลังผลไม้ จะลงเรือรับจ้างธรรมดาๆ ไปครับ แต่ถ้าอยู่ในรถเข็นก็จะลองเฟอร์รี่ ซึ่งจ่ายไปกลับ  50 บาทครับ ส่วนรถยนต์หนึ่งคันพร้อมคนครับ 60 บาทครับ

เมื่อผมขับรถลงเรือได้ ก็สภาพดังรูปข้างล่างนี้แหละครับ นอกจากรถคันอื่นๆ แล้ว ก็เต็มไปด้วยรถเข็นและลังผลไม้

(ได้ลงเรือสักที รายล้อมไปด้วยรถเข็นกับลังผลไม้ครับ)

 สามนาทีหลังจากลงเรือ เราก็เข้าสู่ประเทศไทยครับ และแบตเตอรี่ของกล้องถ่ายรูปก็หมดพอดี