ปริญญาชีวิต บันทึกจากเรื่องจริงของลูกหลานครอบครัวรากหญ้า ที่ต่อสู้อย่างทรหด เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ขอมอบจากใจผู้เขียนให้แด่ชนรุ่นหลังไว้ เป็นแบบอย่าง แนวทางปฏิบัติ เพื่อเป็นทางลัดสู่เป้าหมายชีวิตให้รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องไปเสียเวลาลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อย่างไร้ทิศทาง ขอให้เธอทุกคนโชคดีมีชัยและประสบความสำเร็จ จงเริ่มต้นทันที

 

 

 

ปริญญาชีวิต (ตอนที่ ๔)

“คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น  ต้องเป็นคนที่ทนกับสิ่งที่คนอื่นทนไม่ได้”

 

เขามาจากครอบครัวรากหญ้า  มีพี่น้องร่วมอุทรถึงสิบกว่าคน เมื่อถึงเกณฑ์เรียนชั้นประถมปีที่ ๑ เมื่อครบอายุ ๗ ขวบ  ต้องเรียนหนังสือตามเกณฑ์ที่กฏหมายกำหนดของรัฐบาลสมัยนั้น  ไม่เช่นนั้นถือว่าผิดกฏหมายพ่อแม่ต้องถูกปรับ   จึงเข้าเรียนที่โรงเรียนราษฎร์แห่งหนึ่งใกล้บ้าน หลังเลิกเรียนช่วงบ่ายก็ไปขายของบริเวณป้ายรถเมล์ด้านหน้าตลาดวงเวียนใหญ่  ตรงข้ามกับอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช   หัดเป็นพ่อค้าตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพียงเพื่อต้องการแบ่งเบาภาระพ่อแม่   ช่างแตกต่างกับเด็กคนอื่นๆที่อยู่ในวัยเดียวกันอย่างลิบลับ  เด็กที่หลังเลิกเรียนก็กลับบ้าน  เล่นเป่ากบ  ทอยกอง  โยนลูกหิน  หรือเล่นหมากเก็บกัน  เป็นที่สนุกสนาน    ส่วนเด็กคนนี้ต้องต่อสู้กับความยากจน  ช่วยพ่อแม่หาเงิน  เมื่อถึงเวลาใกล้สอบก็ได้รับใบเตือนจากโรงเรียนเป็นประจำ ให้ไปชำระค่าเทอม  ซึ่งขีดเส้นตายด้วย ว่าต้องจ่ายภายในหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันสอบ  มิฉะนั้นจะไม่ให้เข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด  หัวใจของเด็กน้อยวัย ๗ ขวบแทบสลาย  ไม่กล้านำใบเตือนชำระเงินให้พ่อแม่   เพราะเกรงว่าท่านจะเป็นทุกข์ร้อนกับเรื่องนี้   หลังเลิกเรียนก็ไปรับผ้าเช็ดหน้า   ลูกสมอแช่อิ่มมาขายบ้าง ได้เงินมาไม่กี่บาท   การขายของสมัยก่อนไม่เหมือนกับสมัยนี้ที่วางแบกะดิน หรือเปิดท้ายขายของ   สมัยก่อนก็จะใช้กะบะแล้วมีเชือกแขวนไว้ที่คอ  เพื่อสะดวกในการวิ่งหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งออกมาตรวจจับอยู่บ่อยๆ  เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีตำรวจเทศกิจ  ไหนจะต้องแบกของที่ขายกับกะบะที่หนักอึ้งจนทำให้คอปวด  ไหนจะต้องคอยวิ่งหนีตำรวจแทบจะทุกวัน  ตำรวจสมัยก่อนทั้งร้ายทั้งดุ  ไม่เหมือนสมัยนี้ใจดี   วันไหนออกสลากกินแบ่งก็ไปรับเรียงเบอร์ที่โรงพิมพแล้วก็รีบวิ่ง  วิ่ง วิ่งทันที  ขาวิ่งปากตะโกน “เรียงเบอร์ครับเรียงเบอร์”   วิ่งขายตามตรอกซอกซอย  บ่อยครั้งที่ต้องเสี่ยงอันตรายวิ่งข้ามถนน  ตัดหน้ารถ  ต้องวิ่งเร็วขายให้หมดเร็วที่สุด ถ้าช้าก็หมดโอกาสขาย  กลายเป็นเศษกระดาษ ทำให้ต้องขาดทุนในที่สุด   เพราะยังมีเด็กที่โตกว่าซึ่งอยู่ในวัยรุ่นก็ไปรับเรียงเบอร์มาขายเหมือนกัน  และก็วิ่งเร็วกว่าเสียด้วย   เมื่อจบ ป. ๔ จะขึ้นชั้นมัธยมปีที่ ๑ ตัดสินใจไปสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาล  ซึ่งค่าเล่าเรียนถูกกว่า   เรียนจนจบ ม.๖  ในระหว่างเรียนอยู่นั้นก็ยังไปขายของที่สนามหลวง ซึ่งเปิดเป็นตลาดนัดวันเสาร์และวันอาทิตย์  ปัจจุบันได้ย้ายไปที่สวนจตุจักร  ที่นักท่องเที่ยวเรียกว่า JJ Market นั่นเอง 

 

 เมื่อพิจารณาเห็นว่า การค้าแผงลอยนั้นมีรายได้เพียงแค่พออยู่ได้เท่านั้น  และยังไม่สามารถเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมได้อีก   จึงตัดสินใจติดตามบิดาไปอยู่ เวียงจัน ประเทศลาว  ได้งานทำที่บริษัทแห่งหนึ่ง  เขาเหมือนหนีเสือปะจรเข้  มาเจอกับการเล่นพรรคเล่นพวก และถูกกลั่นแกล้งต่างๆนาๆ   แต่เขาต้องอดทนและมีจิตใจเข้มแข็งในการที่ต่อสู้กับความอยุติธรรมโดยลำพังคนเดียวนานถึง ๑๐ กว่าปี  ขณะที่เพื่อนร่วมงานรุ่นเดียวกันออกไปทีละคนสองคน  จนไม่เหลือใครเลย  อะไรหรือที่ทำให้เขาอดทนได้ถึงเพียงนี้?  เพราะแต่ไหนแต่ไรมา   บริษัทห้างร้านแทบจะทุกแห่งจะรับพนักงานที่มีวุฒิ  หรือมีปริญญากันทั้งนั้นประการหนึ่ง   และประการสำคัญคือความกตัญญูต่อผู้เป็นพ่อแม่  เกรงว่าพ่อแม่จะลำบาก  หากลาออกจากงาน  ทางบ้านก็จะขาดรายได้ซึ่งเขามีส่วนเป็นผู้ส่งเสียเป็นประจำทุกเดือน  เงินเดือนเกือบบาททุกสตางค์ที่หาได้  ถูกส่งให้ทางบ้านเพื่อจุนเจือครอบครัว  ที่เหลือ ๔๐ บาทเก็บไว้ใช้เองตลอดเดือน  จึงใช้เฉพาะกับสิ่งที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น   ขณะที่พนักงานอื่นที่มีเส้นสายดีเป็นญาติกับผู้จัดการในบริษัท  ทำงานน้อยแต่ได้เงินเดือนมาก ถึงเดือนละเป็นหมื่นๆ  ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย  ลุ่มหลงในอบายมุข จนกระทั่งเป็นหนี้สินต้องยืมเงินบริษัท  แต่เขากลับมีเงินเหลือเก็บบ้าง  ทั้งๆที่ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าตั้งเยอะ  ช่างประหยัดอะไรกันถึงปานนี้  ทำได้อย่างไร?

นอกจากเป็นคนที่ทนกับสิ่งที่คนอื่นทนไม่ได้แล้ว  เขายังได้มีโอกาส

เรียนรู้จากความยากจน

เรียนรู้จากการที่ต้องอดทน

เรียนรู้จากการ ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม

ไม่ไปเปรียบเทียบเงินเดือนกับใคร   พอใจกับสิ่งที่ได้รับ

ถึงแม้เงินเดือนน้อย  แต่ก็ทำงานหนักอย่างเต็มกำลังความสามารถ

มีความกระตือรือร้นในการทำงาน

ตลอดระยะ ๑๐ กว่าปีไม่เคยลางาน  ไม่มีวันพักร้อน

ไม่เคยปฏิเสธงานที่ผู้อื่นให้ทำ  ทั้งๆที่ไม่ใช่งานในหน้าที่ของตนเอง

เรียนรู้และสะสมประสบการณ์จากการที่มีโอกาสได้ทำงาน

หลังเลิกงาน  ศึกษาภาษาจีน ฝรั่งเศส และอังกฤษจากสื่อวิทยุ 

ถึงแม้ไม่มีคนไหนเห็นความดี ความอดทน และความเพียรของเขา 

แต่เทวดาฟ้าดินก็เห็นใจ จึงมอบ ความอดทนอันยิ่งใหญ่ ให้แก่เขา

ถึงแม้เขาจะอยู่ในสถานภาพลำบาก ยากเข็นมากเพียงไร

เขาไม่เคยหมดกำลังเลยสักนิด

หลังจากประเทศลาวเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครอง  เป็นรัฐบาลผสม ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายแนวลาวรักชาติ  ซึ่งมีผู้นำทั้งสองฝ่ายคือ เสด็จเจ้าสุวรรณภูมา  และ  เจ้าสุภานุวงศ์  เซ็นต์สัญญากันที่เวียงจัน   บริษัทที่เขาทำงานอยู่  พนักงานเริ่มระส่ำระสาย  ทะยอยกลับถิ่นฐานบ้านเดิมตนเอง  เพราะเกรงว่าอาจจะมีการสู้รบเกิดขึ้น  เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย   ได้งานทำกับบริษัทแห่งหนึ่งด้วยการแนะนำจากเพื่อน  ทำงานด้วยความขยันขันแข็งอยู่หลายปี  ได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมายอย่างรวดเร็ว  เพราะเขาเตรียมตัวมาอย่างดีเป็นเวลาถึง ๒๐ ปี  จึงออกมาประกอบธุรกิจของตนเองด้วยทุนเพียงเล็กน้อย แทบจะเรียกว่าเริ่มต้นด้วยมือเปล่าก็ว่าได้

เขารู้ตัว  หรืออาจจะไม่รู้ตัวว่า  เขากำลังแปรความทุกข์ยากและสิ่งที่ถูกกดขี่ในชีวิตของเขาให้กลายป็นพลัง    เป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในตัวของเขาเอง     

จากการที่เด็กหนุ่มผู้นี้  สามารถทนกับสิ่งที่คนอื่นทนไม่ได้  เขาก็ชนะอุปสรรคทั้งปวงได้อย่างง่ายดาย  และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในที่สุด   เป็นเจ้าของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มียอดขายมากถึงหลักพันล้าน   มีชื่อเสียงงดงามเป็นที่รู้จักกันทั้ง ๕ ทวีป เกือบทุกประเทศทั่วโลกเลยทีเดียว

เขาเป็นพ่อค้าเมื่อวัย ๗ ขวบ

เขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตเกือบ ๒๐ ปี

เขากลับมาเป็นพ่อค้าอีกครั้ง  ด้วยมีศัทธาที่แน่วแน่และความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นทุน

เขากล้าตัดสินใจเปิดบริษัททั้งๆที่ไม่มีทุนรอนอะไรเลย

อะไรทำให้เขาประสบความสำเร็จ?

เขาไม่ใช่คนเก่ง และไม่ใช่เฮง ทั้งยังด้อยการศึกษา ไม่มีปริญญาจากสถานศึกษาใด

แต่เขามีคาถาหัวใจเศรษฐีโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามี  ทั้งๆที่เขากำลังปฏิบัติอยู่หลายสิบปี

“ขยันหา รักษาไว้ได้  เพียรเรียนรู้ ผูกไมตรีกับกัลยาณมิตร  ดำรงชีวิตแบบพอเพียง”    และ  “เป็นคนที่ทนกับสิ่งที่คนอื่นทนไม่ได้”