ทุกอย่างที่ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงล้วนมาจากมันสมองของมนุษย์ที่สืบทอดมายาวนานจนถึงยุคข้าวแพงนี้
ผมกินข้าวเที่ยงแล้วเกิดคิดถึงมันสมองขึ้นมาเพราะได้เคยอ่านเจอเรื่องชวนคิดนี้ทำนองว่า...คนที่ใช้สมองซีกขวามักจะเป็นคนช่างฝัน มีจินตนาการเก่ง ชอบทางศิลป์มีความคิดเรื่อยเปื่อย
บางครั้งทำอะไรไม่ค่อยพบความสำเร็จ มักพลัดวันประกันพรุ่ง มีวินัยที่แย่มาก ๆ และในสังคมเรามีคนใช้งานสมองส่วนนี้คงมากนะ เพราะเมื่อมองคนยี่ปุ่นคนเกาหลีเหล่านี้แล้วพวกเขามีวินัยมากกว่ามั่ง..
สำหรับคนที่ใช้มันสมองซีกซ้ายนั้น มักจะเป็นคนเอาจิงเอาจังกับชีวิต พวกเถรตรง พวกเครียดง่าย และชอบมองทางด้านลบ มองแง่ร้าย และมีผลต่อการฆ่าตัวตายละ
ปัญหาของผมคือว่า ทำอย่างไรคนเราจึงจับสมองทั้งสองซีกนี้ให้นำมาใช้งานแบบบูรณาการหรือ ใช้ให้สมดุลกันนะ
คั้นจะถามตนเองว่าใช้สมองส่วนไหนมากกว่ากันก็มองตนไม่ออก ต้องอาศัยเพื่อน ๆ ช่วยมองละมั่ง..ว่าผมเองใช้สมองส่วนไหนมากกว่าหรือสมดุลกันและคุณใช้สมองส่วนไหนนะ..ฮิ ฮิ ฮิ
การบูรณาการเป็นปัญหาใหญ่ในทุกวงการเลยครับอาจารย์
เห็นเหมือน อ. จารุวัจน์ ครับ
การทำให้ใช้สมองทั้งสองซีกไปได้ด้วยกันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่จริงๆเราทุกคนก็
ใช้ทั้งสองซีกกันอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราแสดงผลของการใช้สมองซีกใดออกมาใช้
มากกว่ากันนั่นเอง
สวัสดีครับ คุณขจิต ฝอยทอง
ผมหงอกน่าจะบ่งบอกถึงอายุมากขึ้นมั้ง..ฮา ๆ เอิก ๆ
คงไม่ถึงกับเข้าร้านโกรกให้ผมดูดีนะครับผม
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับคุณจารุวัจน์
คงต้องบูรณะปฏิสังขรณ์กันใหญ่เลยนะครับผม สังคมเราจึงจะมีบูรณาการ ฮิ ฮิ ฮิ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ นายประจักษ์
เห็นภาพสวยอีกแล้วนะครับ สวยเก๋ ฮิ ฮิ ฮิ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ น้องเอก
เป็นมุมคิดที่น่าสนใจนะครับ เอ คนที่เดินหัวเอียงซ้ายนี่มันเกี่ยวกับการใช้สมองมั้ยนะ..
ฮิ ฮิ ฮิ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับอาจารย์ ตอนนี้ผมึคิดคิดึคิด จนหัวโตแล้วครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้สมองส่วนไหนมากๆ
สวัสดีครับ คุณ กวิน
อยู่คนเดียวระวังความคิดละ ฮิ ฮิ ฮิ
ขอบคุณครับ