ตั้งแต่เมื่อกลางดึกของเมื่อคืนครับ ผมเริ่มอดอาหาร เนื่องจากว่าวันนี้จะมีการตรวจสอบสุขภาพ แต่คิดว่าล่วงหน้าว่า พรุ่งนี้ (วันนี้นั่นแหละครับ) กิจกรรมเยอะมากครับ ไหวหรือเปล่า? เริ่มไม่แน่ใจ
เช้ามาก็รีบไปทำงานเนื่องจากนัดทีมบริหารคณะคุยกันเรื่องแผนของคณะ ซึ่งเจ้าภาพจริงๆ คือ รองบริหารฯ แต่ผมก็พยายามเสนอไอเดียการทำแผนของคณะไปเยอะเหมือนกัน ซึ่งวันนี้เราไม่ได้คุยกันเรื่องตัวโครงการครับ แต่ผมต้องการให้เราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนของคณะว่า งานแต่ละด้านผลที่ควรจะได้ในปีหน้ามีอะไรบ้าง เราช่วยกันเติมแต่งงานระหว่างรองคณบดี ส่วนคณบดียังไม่ได้มาในช่วงแรกของการประชุม ซึ่งผมคิดว่า การประชุมนี้ทีมงานคงเรียนท่านคณบดีไปแล้ว แต่ปรากฏว่าท่านติดภารกิจ เราเลยเริ่มการประชุมไปก่อน
ผมว่าการคุยกันรอบนี้ทำให้เราเห็นภาพเป้าหมายของคณะชัดมากขึ้นครับ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางครับ เช่น ผมในฐานะรองวิชาการ อยากให้ทางกิจการนักศึกษา บริหารทำอะไรเพื่อการเกื้อหนุนกันบ้าง แล้วผมมองอย่างไรกับเป้าหมาของฝ่ายอื่นๆ
เสร็จไปเรียบร้อยเหลืองานฝ่ายผมที่จะเริ่มคุยปรากฏว่า ท่านคณบดีมาถึงพอดี ก็เลยย้อนกลับไปยังกรอบใหญ่ของแผนมหาวิทยาลัยในปีนี้ แล้วก็นำเสนอผลการคุยที่ผ่านไปแล้วให้ท่านคณบดีทราบ แล้วท่านก็นำเสนอความเห็นของท่าน แล้วก็เสนอผ่านมายังงานของผมในส่วนของบัณฑิตศึกษา เป็นอันว่า ผมยังไม่ได้นำเสนอรายละเอียดของแนวคิดในการทำงานของผมในปีหน้าให้ที่ประชุมเลยครับ เวลาหมดเสียก่อน
ประเด็นหลักที่ผมคุยในที่ประชุมคือ ผมอยากเห็นคือการสร้างนวัตกรรมสำหรับการปฏิบัตงานในส่วนการบริหารจัดการ ผมใช้คำว่า นวัตกรรม เพราะผมพยายามจะบอกกับที่ประชุมว่า ผมไม่ได้หมายถึง "เทคโนโลยี" ผมไม่ได้หมายถึง ความทันสมัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่คำว่า นวัตกรรมของผมคือ อะไรก็ได้ที่เราเอามาลองใช้ในระบบงานของเรา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน
บางที่ถ้าเราพยายามเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับงานมากขึ้น เราอาจจะลืมหัวใจของคนทำงานไปก็ได้ครับ ดังนั้นแสวงหานวัตกรรมง่ายๆ ที่เกิดขึ้นภายในองค์กร ให้สิ่งนั้นสามารถสร้างงานและสร้างใจคนทำงานดีกว่า
ผมอธิบายความคิดเรื่องนี้อยู่นานและหลายรอบครับ เพราะอยากให้คนที่นั่งในที่ประชุมหาตัวอื่นที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ โปรแกรม หรืออะไรทำนองนี้บ้าง ผมหยุดพูดซ้ำเมื่อหัวหน้าสำนักงานคณะถึงบางอ้อ แล้วพูดออกมาอย่างเข้าใจ (เสียเวลาเรื่องนี้ไปหลายนาทีครับ)
เสร็จจากประชุมก็ไปตรวจสุขภาพ ปรากฏเจ้าของงานไม่มา(พยาบาลประจำอนามัย) มาแต่ผู้ช่วย เลยทำได้เพียงตรวจน้ำตาลในเดือน ก็ยังดีครับเพราะที่อดอาหารตั้งแต่เมื่อคืนก็เพื่อตรวจน้ำตาลนี้แหละ อย่างอื่นไม่ค่อยอยากรู้เท่าไร ผลก็ออกมาว่า ยังปกติดีอยู่ (อัลฮัมดุลลิลาห์)
เสร็จเรื่องนี้ก็ออกเดินทางไป มอ.ปัตตานีครับ เพื่อเป็นวิทยากรอบรมการใช้โปรแกรม mindmanager
การอบรมครั้งนี้ทำผมอึ้งไปนานครับ ไปถึงไม่รู้จะเริ่มอย่างไร คนในห้องก็พร้อมแล้ว แต่ไม่มีใครมาสะกิดผมให้เริ่มสอน ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ดีมัยถ้าจะไปที่หน้าห้องแล้วหยิบไมค์ทักทายผู้เข้าอบรมเลย โดยไม่ต้องรอคนจัดหรือพิธีกร

ผ่านไปสิบห้านาที ผู้เข้าอบรมคนหนึ่งก็มาพูดกับผมว่า ถ้าผมจะเริ่มก็เริ่มได้แล้วนะครับ ฮาฮาฮา ใครจะไปรู้ละว่า วิทยากรจะต้องทำงานเองอย่างนี้
เสร็จจากอบรมก็เป็นจังหวะดีครับ คุณเอก (จตุพร) โทรเข้ามาพอดี (ผมนัดเอกว่าจะพาไปกินโรตีหน้ามอ.) งานนี้โดยบังเอิญ เพื่อนผมอีกสองท่านมาร่วมนั่งจิบกาแฟด้วยกัน

(ถ้าดูทั้งสองภาพ จะเห็นว่า ผู้เข้าอบรมซึ่งเป็นนักศึกษาคุรุศาสตร์อิสลาม ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงครับ ผู้ชายมีเพียงไม่ถึงสิบคน สงสัยว่า ผู้ชายทำไมไม่อยากเป็นครูหรือไร)
ออ. ประเด็นหนึ่งที่คุยกับเอกจตุพร (กำลังมาสำรวจ...แถวปัตตานี ยะลาอยู่ครับ ฮิฮิ คิดเองนะครับว่า สำรวจอะไรแถวนี้) แล้วเห็นตรงกันคือ การจดบันทึกแบบ mind map จดกับมือดีกว่าใช้โปรแกรม ผมเองถึงแม้ว่าจะเป็นวิทยากรอบรมโปรแกรมนี้มามากแล้ว แต่ส่วนตัวก็ใช้การจดในสมุดมากกว่าการใช้โปรแกรม เพราะผมว่านั้นคือธรรมชาติมากกว่า ได้อารมณ์ดีกว่า แต่ยกเว้นกรณีที่นำเสนอในที่ประชุม เพราะผมลายมือไม่สวย ของใช้คอมพิวเตอร์ แต่หากจดเพื่ออ่านเองละก้อ ในสมุดดีกว่า ออ.เดี่ยวจะมีคนหาว่า เป็นเพราะผมพิมพ์ช้าหรือปล่อย ผมตอบได้เลยครับว่า ผมเป็นคนพิมพ์ดีดแบบสัมผัสครับ พิมพ์เร็วทันใจครับ
หลังจาก เอกจตุพรขอตัวไปชมมัสยิดกือแซะ ผมก็ได้ประเด็นคุยกับเพื่อน คือ อ.นัจมีย์ หมัดหมานในประเด็นการเมืองการปกครองของมาเลเซียครับ ก็เพื่อนคนนี้เป็นอาจารย์ทางรัฐศาสตร์ คุยเรื่องนี้สิจึงจะเข้าถึง ผมอยากคุยเรื่องนี้เพราะเพื่อนผมคนนี้เขารู้เรื่องการเมืองมาเลย์ดีพอ และพรุ่งนี้ผมต้องไปนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้พอดี การสนทนาเรื่องนี้จึงคล้ายๆ กับเป็นการตรวจสอบความเห็นของผมจากการไปลงภาคสนามมากับผู้เชี่ยวชาญ ฮาฮา ได้ทั้งความมันส์ และงาน
แค่บุคลากรในองค์กร มีอามานะ แค่นี้ก็ช่วยได้เยอะแล้ว กับความคิดของการ หยุดยาว เพราะไม่มีสอน แค่นี้ ถ้าปรับได้ องค์กรก็เดินหน้าไปไหนต่อไหนแล้ว อย่าทำให้ประกาศของมหาวิทยาลัย เป็นเพียงกระดาษใบเดียว ที่มันเข้าไม่ถึงผู้ปฏิบัติงานเลย
ระบบดี ผู้บริหารดี ทุกอย่างดี แต่ระวังนะคะ ถ้าบุคลากรไม่เล่นด้วย มันก็จบ
เพราะสุดท้าย ที่เราประชุมกัน วางแผนกัน ก็ไม่ได้ทำเพื่อผู้บริหาร แต่ทำเพื่อบุคลากรทุกคน โดยเป้าหมายก็อยู่ที่การศึกษาของนักศึกษาและความสำเร็จของพวกเขาเป็นหลัก
ที่เขียนไปนี้ เพราะมักจะเจอช่องว่าง ระหว่างผู้บริหารกับบุคลากรทั่วๆไป บุคลากรไม่ทราบบ้าง ไม่เล่นด้วยบ้าง ผู้บริหารลืมมองความต้องการของบุคลากรบ้าง ฯลฯ ก็หนักใจเหมือนกัน
ส่วนตัว จำได้ว่า อาจารย์เคยเขียนไว้ในบล๊อกแห่งนี้ว่า เทอมหน้าหรือครั้งหน้า คณะฯคงจะได้เริ่มสอนในวันแรกของการเปิดเทอม (ทำนองนี้) ยังงัยก็ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ เพราะปิดเทอม ก็ไม่อยู่กันแล้ว เปิดเทอมสำหรับคนที่คิดว่าตัวเองมีหน้าที่แค่สอน ก็ยังไม่มาอีกนี่ ถ้าเป็นนักศึกษาก็ปวดใจนะคะ (ถึงแม้ว่า นศ เองอาจจะดีใจ ที่ไม่ต้องเรียน ^_^)
ที่อาจารย์เขียน "(ถ้าดูทั้งสองภาพ จะเห็นว่า ผู้เข้าอบรมซึ่งเป็นนักศึกษาคุรุศาสตร์อิสลาม ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงครับ ผู้ชายมีเพียงไม่ถึงสิบคน สงสัยว่า ผู้ชายทำไมไม่อยากเป็นครูหรือไร)"
.....
คิดว่า ผู้หญิงมีจิตวิญญาณความเป็นครูเป็นทุนเดิมอยู่แล้วหรือไม่?
แต่ก็นั่นล่ะนะ เกือบทุกๆสาขา ตอนนี้ จะเจอผู้หญิงมากกว่าผู้ชายตลอด ไม่เว้นแม้แต่คณะที่เราคิดว่า ผู้หญิงเรียน จบไปก็ไม่น่าจะเหมาะกับการทำงานในอาชีพนั้นๆ (หมายถึงมุสลิมะฮ์)
ขอบคุณครับ อ.ซอบีเราะห์
ผมมีประเด็นมองต่างมุมกับอาจารย์เรื่องหนึ่งครับ คือ ผมว่า การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญครับ การได้พักผ่อนจะช่วยให้มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังเพิ่มขึ้นเมื่อกลับมาทำงานใหม่ ฮิฮิ
ดังนั้นหากอาจารย์ได้ไปพักผ่อนยาวๆ สักสัปดาห์สองสัปดาห์ ผมว่าดีมากครับ เพราะมันจะนำความมีชีวิตชีวากลับมาให้ที่ทำงาน
ผมยอมรับว่า ผู้หญิงเหมาะเป็นครูครับ แต่ปัญหาที่ผมกลัวคือ กลัวว่า เด็กผู้ชายจะหาต้นแบบจากโรงเรียนได้น้อย ฮาฮาฮา
ขอบคุณอาจารย์ขจิตครับ
ผมใช้ g2k เป็นปลายทางของบันทึกครับ mind map เป็นต้นทางของการบันทึก
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ คนไม่มีราก
ฮาฮาฮา สงสัยผมต้องยอมรับแล้วละครับ ว่า ผู้หญิงเหมาะกับการเป็นครู
เพราะตอนนี้ทีโหวดเข้ามาก็เป็นผู้หญิงสองคนแล้วครับ
ฮิฮิ
พักผ่อนเป็นเรื่องดีค่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่ง และส่วนตัวก็ไม่เคยที่จะไม่พักผ่อน หรือสั้นๆก็คือ ไม่ได้บ้างานขนาดไม่หยุดพักเหมือนกัน สมัยอาจารย์เคยทำงานที่อื่น อาจารย์มีวันลาหยุดปีนึง 27 วันทำการ โดยไม่นับวันหยุดต่างๆ ส่วนตัวเคยลา 5 อาทิตย์ติดต่อกัน (โดยรวมวันลาของปีก่อน) แต่หลังๆ จะลา "แค่" 2-3 อาทิตย์ติดต่อกันในหนึ่งครั้งของการลา
แต่ปัญหามีอยู่ว่า เท่าที่เช็คคือ ตามระเบียบมหาวิทยาลัย ไม่มีข้อไหนบอกว่า หายไปเฉยๆ โดยไม่มีใบลา และนั่น เป็นสิ่งที่พบเห็นกันโดยทั่วไป ในมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา
ส่วนตัวเข้าใจว่า อาจารย์เองเข้าใจในตอนต้นอยู่แล้วว่า ที่เราเขียนตอนแรกมันหมายถึงอะไร ง่ายๆว่า ไม่ต้องเบี่ยงประเด็นดีกว่าค่ะ เราเข้าประเด็น แล้วมามุ่งหาวิธีแก้จะดีกว่าเป็นไหนๆ ว่าจะทำอย่างไร ให้มีการรักษาอามานะ มากกว่านี้
เท่าที่เช็ค ถ้าจะลายาวๆ คงไม่ได้ ไม่ใช่หรือคะ? เพราะลาพักร้อน ทำได้แค่ 5 วันต่อการลาหนึ่งครั้ง และเมื่อรวมวันหยุดหัวท้าย เราจะได้แค่ 5 + 2 + 2 = 9 วัน และถ้าคนที่ยังทำงานไม่ครบปี เราจะลาได้แค่ลากิจ ซึ่งกระทำได้แค่ครั้งละ 3 วันต่อหนึ่งครั้ง
ตรงนี้มากกว่า ที่ถึงจะทราบ และมีประกาศของมหาวิทยาลัยชัดเจน แต่เรากลับเฉยๆ บุคลากรสายอาจารย์บางท่านอาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำ และเมื่อไม่ทราบหรือไม่มีคนแจ้ง และด้วยความที่มีโรคติดต่ออยู่บ้าง เลยดูๆว่า "คนอื่นที่นี่" เค้าทำกันอย่างไร มันเลยกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรแห่งนี้ไปโดยปริยาย (ถ้าอยากเห็นภาพชัดๆ ก็ลองเดินๆดูตามห้องพักอาจารย์ดูนะคะ)
สุดท้าย ประกาศมหาลัย ก็เลยเป็นแค่เพียงกระดาษใบเดียว
วัสสลามูอาลัยกุม
อ.ซอบีเราะห์
ขอบคุณครับ อ.ซอบีเราะห์
เป็นความจริงอย่างหนึ่งครับว่า ทุกประกาศทุกคำสั่งของมหาวิทยาลัยของเราเป็นเพียงกระดาษครับ ไม่มีอำนาจใดๆ เลย
มีครั้งหนึ่งผมเคยเสนอให้ใส่บทลงโทษลงไปในประกาศด้วย เพื่อให้มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ผู้บริหารระดับสูงๆๆๆๆ บอกว่า ไม่ต้องใส่ ไม่จำเป็น เราไม่เคยมีประวัติการลงโทษบุคลากรเลย และไม่คิดว่าวิธีการนี้จะได้ผล สิ่งที่เป็นแนวปฏิบัติของเราคือ เราทำงานด้วยหัวใจ และมั่นใจในความรับผิดชอบของบุคลากร และเรามีมั่นใจอย่างหนึ่งว่า ถ้าบุคลากรของเรา โดยเฉพาะคนเป็นอาจารย์ไม่มีตัวนี้ก็ไม่สมควรเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนี้ เพราะนี้คือมหาวิทยาลัยที่จะสร้างคนคุณธรรม
อาจารย์จะเชื่อหรือไม่ว่า ทำงานที่นี้โดยไม่มีการเซ้นต์สัญญาใดๆ มาเป็นแรมเดือน แล้วเจ้าหน้าที่ก็มาถามผมในวันที่เซ็นต์สัญญาว่า อาจารย์ครับอาจารย์ทำงานมากี่เดือนแล้วครับ ผมถามว่าทำไม เจ้าหน้าทีตอบว่า จะได้จ่ายเงินเดือนย้อนหลังให้อาจารย์ตามที่ทำงานจริง
อาจารย์จะเชื่อหรือไม่ว่า ในสมัยก่อน ผมไปอบรม ผมไปสัมมนาที่ไหน ประชุมที่ไหนก็ตาม ผมไม่เคยเก็บใบเสร็จแล้ว แล้วผมก็กลับมาเบิกที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ทุกบาททุกสตางค์ที่ผมจ่ายไป เพียงแค่บอกกับการเงินว่า ผมจ่ายไปเท่านั้นเท่านี้
และอาจารย์จะเชื่อมัยว่า ผมถามเขาว่า ทำไมยอมจ่ายเงินให้ตามที่ผมบอก โดยที่ผมไม่ได้ให้หลักฐานอะไร ผู้บริหารตอบผมว่า เราเชื่อใจคุณ เพราะคุณคือแม่แบบของอนาคตมุสลิม
อาจารย์เชื่อมัย วันแรกที่ทีมของผมเริ่มทำงานที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เราถามกันว่า จะเอากันแบบไหนดี เซนต์ชื่อมาทำงานมัย แล้วเราก็สรุปกันในสาขาวิชาว่า ดูกันที่ปริมาณงานดีกว่าว่าเหมาะสมกับเงินเดือนและเวลาที่ควรจะเป็นหรือเปล่า ซึ่งในปีนั้นสาขาของเรามีทั้งหนังสือมีทั้งงานวิจัย โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับให้เราทำ
ปัจจุบัน เราออกระเบียบมากมาย ผมว่าระเบียบเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อออกมาบังคับใครเลยครับ ออกมาเพื่อให้เป็นไปตามกฏหมาย และมาตรฐานมากกว่า และคนเป็นบุคลากรในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ไม่ควรที่จะให้ความสำคัญกับมันมากกว่า หัวใจแห่งความเป็นมุฮ์มิน
ดังนั้นหัวใจผมจึงไม่คิดจะหวนหาระเบียบใดๆ เลยครับ ผมหวนหาหัวใจของคนทำงานเพื่ออิสลามมากกว่า
ไม่อยากเชื่อว่า อาจารย์จะเขียนในทำนองนี้ ไม่อยากเชื่อว่าจะออกจากคนที่คุยเรื่องการประชุม การวางแผนในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะส่วนตัว ขอถือว่า สิ่งที่อาจารย์ได้เขียนไปข้างบนนั้นเป็นเพียง "ข้ออ้าง" ไม่ใช่ "เหตุผล"
ข้ออ้าง ที่ไม่คิดจะนำกฏเกณฑ์ต่างๆมาใช้อย่างจริงจัง "ทั้งๆที่ผลกระทบจากการทำงานที่หละหลวมก็มีให้เห็นเยอะแยะ" และคงไม่คิดจะให้ยกตัวอย่างนะคะ เพราะคณะอาจารย์ทำงานอยู่ใหญ่พอสมควร น่าจะเห็นอะไรได้ชัดเจนกว่ามาก
เรื่องเวลาที่ได้กล่าวไปข้างต้น ถ้านั่นคือเหตุผลจริง ๆ หล่ะก็ ขอถามว่า แล้วเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยหล่ะ? เราจะให้เค้ามาตรงเวลา มาเซ็นต์ชื่อทำไมกัน? ทั้งๆที่ เราก็น่าจะใช้เหตุผลเดียวกันได้ไม่ใช่รึ? หรือไม่ก็ ว่างๆอาจารย์แนะนำให้เจ้าหน้าที่โดดงานซักอาทิตย์สองอาทิตย์บ้างก็ดีนะคะ กลับมาทำงาน จิตใจจะได้สดใส ^_^
แม้แต่กฏเกณฑ์ของศาสนาเราเอง ถ้าใช้ระบบไว้เนื้อเชื่อใจ เราจะมีเรื่องของบทลงโทษเรื่องตัดมือเวลาขโมย เรื่องโพยเวลาผิดลูกผิดเมียชาวบ้านไว้ทำไม? ตรงนี้ ถ้าเราทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ อาจารย์คงจะเข้าใจอะไรได้มากกว่านี้นะคะ
เรื่องหัวใจความเป็นมุฮ์มิน คำนี้ขอซื้อนะคะ แล้วจะคืนให้ "แน่นอน" ในเวลาที่เหมาะสมและในเวทีที่เหมาะสมกว่านี้ (อินซาอัลลอฮ์ เราคงได้เจอกันค่ะ)
อ้อ..เรื่องที่อาจารย์ถามมาว่า จะเชื่อมั้ย? อย่างนั้นอย่างนี้ ขอบอกว่า แม้แต่เรื่อง "จ่ายเงินเดือนระดับ ป.โท ทั้งๆที่คนทำงานมีวุฒิไม่ถึง" "ถ้า" มันเกิดขึ้นจริงๆ ส่วนตัวก็เชื่อค่ะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่อาจารย์เขียนนั้น เชื่อสนิทค่ะ (เรื่องโรคติดต่อ ถึงแก้ไม่ได้ซักทีนึง)
เรื่องงานวิจัย เรื่องอะไรนั้น ไม่ต้องมีคนบังคับมันก็ควรเป็นสิ่งที่อาจารย์ทุกคนควรทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ถ้าถึงกับต้องบังคับให้ทำวิจัย ให้เขียนหนังสือในส่วนของอาจารย์หล่ะก็ เข้าขั้น วิกฤติหนักเลยค่ะ
เอาหล่ะ ขอให้อาจารย์สนุกกับการทำงานละกันค่ะ attitude เราต่างกันมากจริงๆ คงคุยในเรื่องนี้ไม่ง่ายเท่าไหร่ แต่ก็ดีค่ะ ที่อาจารย์ชี้แจงถึงจุดยืนชัดเจนออกมาให้ได้รับรู้
"นิยามที่ประกาศมหาลัยเป็นเพียงกระดาษ ไม่มีอำนาจใดๆ"
อัลลอฮูอักบัร อัลลอฮูอักบัร อัลลอฮูอักบัร
วัสสลามูอาลัยกุม
อ.ซอบีเราะห์
ฮิฮิฮิ ขอบคุณครับ อ.ซอบีเราะห์
อ.ซอบีเราะห์ครับ อย่าถึงขั้นตัดสัมพันธ์กันผ่านบล็อกเลยครับ
เอาหล่ะ ขอให้อาจารย์สนุกกับการทำงานละกันค่ะ attitude เราต่างกันมากจริงๆ คงคุยในเรื่องนี้ไม่ง่ายเท่าไหร่ แต่ก็ดีค่ะ ที่อาจารย์ชี้แจงถึงจุดยืนชัดเจนออกมาให้ได้รับรู้
ผมยิ่งเป็นคนไม่มีคนค่อยจะอยากคุยด้วยอยู่แล้ว อาจารย์ไม่อยากคุยกับผมอีกคน สงสัยลำบากแน่เลยครับ
อาจารย์เชื่อมัยครับ ผมเป็นคนร่างประกาศร่างระเบียบของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาหลายฉบับครับ การหยิบมาใช้ก็เมื่ออารมณ์ไม่ดีเท่านั้นเอง
ไม่ใช่ผมไม่อยากให้งานดี งานมีคุณภาพ แต่ที่ผมอยากเห็นคืน เส้นมันไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป ฮิฮิ
อาจารย์จะเชื่อมัย (อีกแล้ว) ผมยังหาวันหยุดไม่ได้เลยตั้งแต่ปิดเทอมมา แต่ผมก็ไม่อยากให้ใครเป็นแบบผมหรอกนะครับ
แวะมาเสริมว่า มีสิ่งหนึ่งที่คิดว่าเราทั้งคู่เข้าใจตรงกัน นั่นก็คือ "คนกับมาลาอีกัต" มันต่างกัน ^_^
(โพสแล้วไม่ติด เพิ่งรู้ว่าอาจารย์กำลังอ่านอยู่)
ตัดหน่ะไม่ตัดหรอก อย่างน้อยเราคงได้เจอกันบ่อยแน่ เพียงแต่ ระเบียบบางอย่าง ถ้าเรายังบังคับใช้ได้ไม่เต็มที่ เราต้องเข้าใจว่า "นั่นคือปัญหา" และในเมื่อมันเป็นปัญหา คนแรกที่ต้องมองคือ ตัวเราว่าเราจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร จากนั้นก็ช่วยหาทางแก้ หรือทางลงที่เหมาะสมเพื่อเป้าหมายร่วม แต่อาจารย์เล่น "ยอมจำนน" ต่อปัญหาซะงั้น แล้วพูดว่า ประกาศไม่มีอำนาจใดๆ คนอ่านก็เกิดอาการ "อ้าว" ซิคะ
อย่างเรื่องปิดเทอมกับการทำงานของอาจารย์ ตอนนี้ก็เริ่มๆบ้างแล้ว แต่ถามว่าแก้ได้หมดมั้ย? ก็ยังหรอก แต่มันต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยในเวลาเดียวกัน เราต้องให้ motivation ด้วย ให้เค้าอยากทำเอง อยากทุ่มกับงานเอง จะดีกว่า
เอาเฮอะ พอแค่นี้ก่อนละกัน แต่อย่างที่บอกนะคะ ถ้าสิ่งที่อาจารย์นิยามไปตอนต้น เป็นการยอมจำนนต่อปัญหา ก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่อย่าให้มันเป็นสิ่งที่อาจารย์คิดจริงๆละกัน ไม่อย่างนั้นหล่ะก็...
แต่อาจจะดีมั้ง เพราะเราอาจจะลดจำนวนครั้งของการประชุมได้ไม่น้อย ทีเดียว (เช่นการประชุมบางอย่าง ที่ไม่เห็นมีอะไร เราก็ยังไปประชุมระดมสมอง) ^_^ (ตรงนี้ ก็เดาว่า อาจารย์เข้าใจถึงความหมายของมันอีกเช่นกัน)
ขอบคุณครับ อ.ซอบีเราะห์
บุคลิกของผมอย่างหนึ่งคือ เป็นคนเน้นศิลปะ มากกว่าวิทยาศาสตร์ครับ ฮิฮิฮิ
เช่นกันในการทำงาน ผมไม่ค่อยเน้นการบังคับใช้ระเบียบ (มากนัก) ที่ให้ความสำคัญคือ การบริหารใจคนครับ ซึ่งผมเชื่อว่า มีผลได้ที่ดีกว่า ออ. หรือถ้าจะพูดให้น่าฟังหน่อย ผมเน้นจารีตประเพณีมากกว่า ไม่ใช่นอกรีตนะครับ ฮาฮา
เดียวประเด็นนี้ผมจะตั้งประเด็นคุยกันใหม่ในอีกบันทึกหนึ่งนะครับ อาจารย์อย่าลืมเข้าไป ลปรร
จะเป็นศิลปิน หรือ นักวิทยาศาสตร์นั้น ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ แค่อย่าเป็น "นักการเมือง" หรือ "ทนายความ" เป็นพอ
ไปได้เรื่อยๆจริงๆนะคะอาจารย์ "อย่างนี้แหละ!จารุวัจน์" ^_^
คุยกับนักวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องเน้นคำสวยก็ได้ค่ะ เพราะนักวิทยาศาสตร์นิยมอะไรก็ตามที่มันเป็น "fact" ผลลัพธ์ต้องสวยบนพื้นฐานของความถูกต้อง ไม่อ้างไปเรื่อย ไม่เบี่ยงประเด็นไปเรื่อย เป็นต้น ^_^
เอาเป็นว่าข้อความที่ซอบีเราะห์เขียนไปทั้งหมด ยังไม่หมดอายุค่ะ แปลว่า มันยังสด ไม่ได้บูด ไปอ่านได้เสมอๆเมื่อท่านต้องการ ^_^
"ปัญหาไม่มีทางแก้ได้ หากเรายังไม่ยอมรับ ว่ามันคือปัญหา" วิธีการแก้ปัญหาต่างๆ เริ่มต้นคือ หนึ่ง เราต้องยอมรับก่อน ว่ามันคือปัญหา ไม่แล้วก็ปล่าวประโยชน์ที่จะเสวนา อย่างที่ได้บอกไปนั่นล่ะค่ะ ฝากไว้ให้คิดเฉยๆ เพราะถ้าจะให้อาจารย์ออกความเห็น เชื่อว่า อาจารย์ก็จะเขียนได้ ในแบบที่ ยังงัยก็..."อย่างนี้แหละ!จารุวัจน์"
วัสสลามูอาลัยกุม
ซอบีเราะห์
ปัญหาบางปัญหาแก้ไม่ได้ หากรีบแก้ครับ บางปัญหาหากรีบแก้ยิ่งเป็นปัญหาเพิ่มขึ้น และบางปัญหาแก้ได้มีตัวปัญหาเกษียรอายุ ฮิฮิฮิ (ไม่ได้ใครนะครับ)
นี้แหละน่า นักวิทยาศาสตร์ นิยมแต่พิสูจน์สิ่งที่มองเห็น จนลืมมองสิ่งที่มองไม่เห็นและซ่อนอยู่ในหัวใจคน ฮิฮิ :)
ขออาจารย์มีความสุขกับการประชุมนะคะ
ส่วนตัวขอทำงานก่อน
attitude ต่างกันจริงๆ
นี้แหละน่า นักวิทยาศาสตร์ นิยมแต่พิสูจน์สิ่งที่มองเห็น จนลืมมองสิ่งที่มองไม่เห็นและซ่อนอยู่ในหัวใจคน ฮิฮิ :)
....
คำนี้ ขอซื้ออีกนะคะ ราคาประมูลไม่ยั้งด้วย ว่าจะเอาเท่าไหร่ และหวังว่า อาจารย์ตรองดีดีแล้ว ถึงได้เขียนอย่างนั้นลงไป แล้วเราจะได้รู้ ว่ามันใช่นิยามจริงๆ ที่จะกล่าวกับ คู่สนทนาของท่านหรือปล่าว!!
ผมแหย่เล่นครับอาจารย์ บน g2k เขานั้นการเฮฮาศาสตร์ครับ อย่าซีเรียส
อุตสาห์ส่งยิ้มให้แล้วยังทำหน้าดุใส่ผมอีก
จริงๆ ผมเห็นด้วยกับอาจารย์หลายเรื่องครับ เพียงแต่ผมพยายามจะหาจุดที่ต่างเพื่อให้อาจารย์ได้มองดูแบบรอบด้านครับ ไม่ได้จริงจังว่า ทั้งหมดที่ผมเสนอไป ผมเองจะเห็นด้วย แต่บังเอิญเห็นอาจารย์คุยแบบซีเรียส เลยสร้างประเด็นให้อาจารย์คิดและแย้งผมต่อเท่านั้นเองครับ
ขออภัยครับหากคำพูดที่พูดไปไม่พอใจ ไม่ได้เจตนาไม่ดีนะครับ แค่แหย่เล่นจริงๆ อย่างที่ผมบอกนะครับ ผมประเภทศิลปะ บางทีหลักก็ลอยน้ำได้ ฮิฮิฮิ