ตั้งแต่เมื่อกลางดึกของเมื่อคืนครับ ผมเริ่มอดอาหาร เนื่องจากว่าวันนี้จะมีการตรวจสอบสุขภาพ แต่คิดว่าล่วงหน้าว่า พรุ่งนี้ (วันนี้นั่นแหละครับ) กิจกรรมเยอะมากครับ ไหวหรือเปล่า? เริ่มไม่แน่ใจ

เช้ามาก็รีบไปทำงานเนื่องจากนัดทีมบริหารคณะคุยกันเรื่องแผนของคณะ ซึ่งเจ้าภาพจริงๆ คือ รองบริหารฯ แต่ผมก็พยายามเสนอไอเดียการทำแผนของคณะไปเยอะเหมือนกัน  ซึ่งวันนี้เราไม่ได้คุยกันเรื่องตัวโครงการครับ แต่ผมต้องการให้เราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนของคณะว่า งานแต่ละด้านผลที่ควรจะได้ในปีหน้ามีอะไรบ้าง เราช่วยกันเติมแต่งงานระหว่างรองคณบดี ส่วนคณบดียังไม่ได้มาในช่วงแรกของการประชุม ซึ่งผมคิดว่า การประชุมนี้ทีมงานคงเรียนท่านคณบดีไปแล้ว แต่ปรากฏว่าท่านติดภารกิจ เราเลยเริ่มการประชุมไปก่อน

ผมว่าการคุยกันรอบนี้ทำให้เราเห็นภาพเป้าหมายของคณะชัดมากขึ้นครับ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางครับ เช่น ผมในฐานะรองวิชาการ อยากให้ทางกิจการนักศึกษา บริหารทำอะไรเพื่อการเกื้อหนุนกันบ้าง แล้วผมมองอย่างไรกับเป้าหมาของฝ่ายอื่นๆ

เสร็จไปเรียบร้อยเหลืองานฝ่ายผมที่จะเริ่มคุยปรากฏว่า ท่านคณบดีมาถึงพอดี ก็เลยย้อนกลับไปยังกรอบใหญ่ของแผนมหาวิทยาลัยในปีนี้ แล้วก็นำเสนอผลการคุยที่ผ่านไปแล้วให้ท่านคณบดีทราบ แล้วท่านก็นำเสนอความเห็นของท่าน แล้วก็เสนอผ่านมายังงานของผมในส่วนของบัณฑิตศึกษา เป็นอันว่า ผมยังไม่ได้นำเสนอรายละเอียดของแนวคิดในการทำงานของผมในปีหน้าให้ที่ประชุมเลยครับ เวลาหมดเสียก่อน

ประเด็นหลักที่ผมคุยในที่ประชุมคือ ผมอยากเห็นคือการสร้างนวัตกรรมสำหรับการปฏิบัตงานในส่วนการบริหารจัดการ ผมใช้คำว่า นวัตกรรม เพราะผมพยายามจะบอกกับที่ประชุมว่า ผมไม่ได้หมายถึง "เทคโนโลยี" ผมไม่ได้หมายถึง ความทันสมัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่คำว่า นวัตกรรมของผมคือ อะไรก็ได้ที่เราเอามาลองใช้ในระบบงานของเรา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน

บางที่ถ้าเราพยายามเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับงานมากขึ้น เราอาจจะลืมหัวใจของคนทำงานไปก็ได้ครับ ดังนั้นแสวงหานวัตกรรมง่ายๆ ที่เกิดขึ้นภายในองค์กร ให้สิ่งนั้นสามารถสร้างงานและสร้างใจคนทำงานดีกว่า

ผมอธิบายความคิดเรื่องนี้อยู่นานและหลายรอบครับ เพราะอยากให้คนที่นั่งในที่ประชุมหาตัวอื่นที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ โปรแกรม หรืออะไรทำนองนี้บ้าง ผมหยุดพูดซ้ำเมื่อหัวหน้าสำนักงานคณะถึงบางอ้อ แล้วพูดออกมาอย่างเข้าใจ (เสียเวลาเรื่องนี้ไปหลายนาทีครับ)

เสร็จจากประชุมก็ไปตรวจสุขภาพ ปรากฏเจ้าของงานไม่มา(พยาบาลประจำอนามัย) มาแต่ผู้ช่วย เลยทำได้เพียงตรวจน้ำตาลในเดือน ก็ยังดีครับเพราะที่อดอาหารตั้งแต่เมื่อคืนก็เพื่อตรวจน้ำตาลนี้แหละ อย่างอื่นไม่ค่อยอยากรู้เท่าไร ผลก็ออกมาว่า ยังปกติดีอยู่ (อัลฮัมดุลลิลาห์)

เสร็จเรื่องนี้ก็ออกเดินทางไป มอ.ปัตตานีครับ เพื่อเป็นวิทยากรอบรมการใช้โปรแกรม mindmanager

การอบรมครั้งนี้ทำผมอึ้งไปนานครับ ไปถึงไม่รู้จะเริ่มอย่างไร คนในห้องก็พร้อมแล้ว แต่ไม่มีใครมาสะกิดผมให้เริ่มสอน ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ดีมัยถ้าจะไปที่หน้าห้องแล้วหยิบไมค์ทักทายผู้เข้าอบรมเลย โดยไม่ต้องรอคนจัดหรือพิธีกร

ผ่านไปสิบห้านาที ผู้เข้าอบรมคนหนึ่งก็มาพูดกับผมว่า ถ้าผมจะเริ่มก็เริ่มได้แล้วนะครับ ฮาฮาฮา ใครจะไปรู้ละว่า วิทยากรจะต้องทำงานเองอย่างนี้

เสร็จจากอบรมก็เป็นจังหวะดีครับ คุณเอก (จตุพร) โทรเข้ามาพอดี (ผมนัดเอกว่าจะพาไปกินโรตีหน้ามอ.) งานนี้โดยบังเอิญ เพื่อนผมอีกสองท่านมาร่วมนั่งจิบกาแฟด้วยกัน

(ถ้าดูทั้งสองภาพ จะเห็นว่า ผู้เข้าอบรมซึ่งเป็นนักศึกษาคุรุศาสตร์อิสลาม ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงครับ ผู้ชายมีเพียงไม่ถึงสิบคน สงสัยว่า ผู้ชายทำไมไม่อยากเป็นครูหรือไร)

ออ. ประเด็นหนึ่งที่คุยกับเอกจตุพร (กำลังมาสำรวจ...แถวปัตตานี ยะลาอยู่ครับ ฮิฮิ คิดเองนะครับว่า สำรวจอะไรแถวนี้) แล้วเห็นตรงกันคือ การจดบันทึกแบบ mind map จดกับมือดีกว่าใช้โปรแกรม ผมเองถึงแม้ว่าจะเป็นวิทยากรอบรมโปรแกรมนี้มามากแล้ว แต่ส่วนตัวก็ใช้การจดในสมุดมากกว่าการใช้โปรแกรม เพราะผมว่านั้นคือธรรมชาติมากกว่า ได้อารมณ์ดีกว่า แต่ยกเว้นกรณีที่นำเสนอในที่ประชุม เพราะผมลายมือไม่สวย ของใช้คอมพิวเตอร์ แต่หากจดเพื่ออ่านเองละก้อ ในสมุดดีกว่า ออ.เดี่ยวจะมีคนหาว่า เป็นเพราะผมพิมพ์ช้าหรือปล่อย ผมตอบได้เลยครับว่า ผมเป็นคนพิมพ์ดีดแบบสัมผัสครับ พิมพ์เร็วทันใจครับ

หลังจาก เอกจตุพรขอตัวไปชมมัสยิดกือแซะ ผมก็ได้ประเด็นคุยกับเพื่อน คือ อ.นัจมีย์ หมัดหมานในประเด็นการเมืองการปกครองของมาเลเซียครับ ก็เพื่อนคนนี้เป็นอาจารย์ทางรัฐศาสตร์ คุยเรื่องนี้สิจึงจะเข้าถึง ผมอยากคุยเรื่องนี้เพราะเพื่อนผมคนนี้เขารู้เรื่องการเมืองมาเลย์ดีพอ และพรุ่งนี้ผมต้องไปนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้พอดี การสนทนาเรื่องนี้จึงคล้ายๆ กับเป็นการตรวจสอบความเห็นของผมจากการไปลงภาคสนามมากับผู้เชี่ยวชาญ ฮาฮา ได้ทั้งความมันส์ และงาน