ทำให้คนไม่จำเป็นต้องซื้อรถ จะไปไหนมาไหนก็คิดก่อนที่จะเช่า มันเป็นการประหยัดไปในตัว ใช้น้ำมันน้อยลง ใช้รถน้อยลง เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปในตัว..

มาอยู่ต่างประเทศระยะสั้นๆ ทำให้ต้องปรับตัวหลายอย่างในวิถีการใช้ชีวิตประจำวัน  จากที่ตื่นเช้าขับรถไปทำงาน ไปทานอาหารเช้าและกลางวันที่ทำงาน ตอนเย็นก็แวะซื้ออาหารง่ายๆ จากที่ต่างๆ กลับบ้าน เสาร์อาทิตย์ บางทีก็ทำงาน หรือถ้าว่างก็พักผ่อน นอนเล่นบ้าง บางทีก็มีไปห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ บ้าน โดยนั่งมอเตอร์ไซค์หรือเอารถไปถ้าตั้งใจซื้อของชิ้นใหญ่ หรือซื้อของมากชิ้น

พอมาต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา การที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องปรับตัว เพราะที่นี่ห้างร้านและที่ต่างๆ นั้นสร้างอยู่ห่างกัน เนื่องจากไม่ใช่เมืองใหญ่ที่มีพื้นที่น้อย เมืองส่วนใหญ่ที่นี่มีการกระจายตัวทางราบสูง  และแน่นอนรถแท็กซี่หายาก ต้องโทรเรียก ส่วนรถเมล์วันธรรมดาอาจจะมาทุก ๒๐ นาที แต่ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์ล่ะก็ชั่วโมงละคันก็เก่งแล้ว  คนส่วนใหญ่จะมีรถยนต์ส่วนตัวกัน แม้กระทั่งนักศึกษาก็มีรถยนต์ส่วนตัวกันมากพอสมควร เพราะฉะนั้นจะไปไหมมาไหนทีต้องคิดต้องวางแผนจัดเวลาให้ดี เพราะต้องไปให้ตรงนัด ต้องเผื่อเวลารถเมล์ หรือรถสาธารณะ หรือเผื่อเวลาเดิน

มาแรกๆ ก็ลำบาก เพราะไม่รู้เส้นทางเดินรถ ไม่รู้ตารางเวลา แต่พอหาตารางเวลาได้ พอจะรู้เส้นทางบ้าง ก็กลายเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะไม่ต้องขับรถ ไม่มีภาระดูแลรถ หาที่จอด หรือเปลืองค่าน้ำมัน ฯลฯ  แต่ที่ยังลำบากอยู่บ้างคือการไปซื้อกับข้าวประจำอาทิตย์ เพราะจะต้องซื้อทั้งนม ทั้งน้ำ ทั้งอาหารที่จะซื้อมาเก็บใช้สำหรับสัปดาห์หน้า  ปัญหาคือ ถือคนเดียวเดินไกลๆ ไม่ไหว  พอดีบ้านที่อยู่ก็อยู่บนเนินเขาที่ทางเข้าบ้านชันพอควร และอยู่ห่างจากป้ายรถเมล์ประมาณเืกือบห้าร้อยเมตร  แรกๆ ก็เลยใช้วิธีซื้อทีละนิด เท่าที่จะใส่ Back Pack ขึ้นหลังได้ แต่วิธีนี้เสียเวลาเพราะต้องไปหลายครั้งเกินไป เที่ยวนึงจะเสียเวลาไปกลับทั้งหมดเกือบสองชั่วโมง ทั้งเวลารอรถเมล์ เดิน และเวลาซื้อของด้วย

พอไปเยี่ยมน้องที่เคยเรียนในช่วงเวลาเดียวกันที่ Purdue ปัจจุบันน้องเขาทำงานอยู่ธนาคารโลกที่ ดีซี เขาก็แนะนำว่าตอนนี้มีบริษัทที่ให้บริการเช่าใช้รถร่วมกัน (Time-sharing Car) อยู่ตามสถานีรถไฟฟ้าต่างๆ ในเมืองใหญ่ๆ ตอนแรกๆ ที่เขาไม่มีรถ เขาก็ใช้บริการนี้  เราก็ดีใจมาค้นดูที่แถวเมืองที่อยู่ ปรากฎว่ามหาวิทยาลัยมี corporate account กับบริษัทให้เช่ารถแบบนี้ สำหรับให้พนักงาน/คนทำงานในมหาวิทยาลัยที่ไม่มีรถใช้บริการเป็นพิเศษได้ โดยคิดค่ารายปีเพียง ๒๕ เหรียญ และจะได้เครดิตค่าเช่ารถเดือนละ ๔๘ เหรียญ ตกประมาณ ๖ ชั่วโมงวันธรรมดา (เสาร์อาทิตย์ ตกชั่วโมงละ ๑๐ เหรียญ)

รถเช่า

ภาพจาก www.zipcar.com

เราก็นึกในใจ เย้... แบบนี้สะดวกมาก เราแค่เอารถออกไปทีละชั่วโมงสองชั่วโมงไปซื้อกับข้าวต่อครั้ง ไปสักสองสามครั้งก็เกินพอแล้ว.. โอ๊ย ดีใจ รีบสมัครเลยค่ะ

ตอนสมัครมีปัญหานิดหน่อย เพราะเราไม่มีใบขับขี่ของที่นี่ เนื่องจากราคาค่าเช่านั้นรวมค่าประกันอุบัติเหตุแล้ว เขาต้องการประวัติของผู้เช่าที่มีประวัติดี ถึงมีใบขับขี่ของที่นี่ ก็ต้องมีประวัติให้เขาดูอย่างน้อย ๑ ปี แต่ตัวเองมีแต่ใบขับขีีสากล ประวัติขับขี่ของเมืองไทย กรมการขนส่งก็ไม่เคยเก็บ ประเทศที่เขาเข้มงวดเรื่องการขับขี่ส่วนใหญ่จะลิงค์ประวัติการขับขี่จากกรมตำรวจไปที่กรมการขนส่งด้วย แต่บ้านเรายังไม่มีแวว เห็นว่าจะทำอยู่ แต่ยังไม่สำเร็จ คงอีกนาน   พอดีเห็นเขาบอกว่าเอาประวัติประกันรถยนต์ที่เราใช้บริการอยู่ได้ ก็เลยติดต่อไปที่กรุงเทพประกันภัยทางอีเมล์ (ตอนนั้นไม่ได้หวังมากแล้วว่าจะได้ใช้บริการเช่ารถ) ปรากฎว่าทางกรุงเทพประกันภัยบริการลูกค้าดีมากๆ ออกหนังสือรับรองให้ดิฉันเป็นอย่างดี และรวดเร็วมากๆ ด้วย ๓ วันได้ใบรับรอง ส่งข้อมูลให้บริษัทให้เช่ารถ ก็ได้รับการอนุมัติทันที... ในที่สุดก็มีรถใช้ยามจำเป็น ^ ^

เรามาดูลักษณะการให้บริการของการเช่ารถลักษณะนี้หน่อยนะคะ ดิฉันว่าเข้าท่าทีเดียวสำหรับเมืองใหญ่ๆ ทำให้คนไม่จำเป็นต้องซื้อรถ จะไปไหนมาไหนก็คิดก่อนที่จะเช่า มันเป็นการประหยัดไปในตัว ใช้น้ำมันน้อยลง ใช้รถน้อยลง เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปในตัว

่าเช่าวันธรรมดา ๘ เหรียญ/ชั่วโมง ถ้าเช่า ๑๒ ชั่วโมง ตั้งแต่ ๗ โมงเช้า ถึง ทุ่ม ราคา ๔๒ เหรียญ ถ้า ๒๔ ชั่วโมงจะราคา ๕๖ เหรียญ  ดูเหมือนแพงใช่ไหมคะ แต่ราคานี้รวมค่าน้ำมันกับประกันอุบัติเหตุแล้วนะคะ (ถ้าเกิดอุบัติเหตุจะจ่ายค่าเสียหายไม่เกิน ๕๐๐ เหรียญ)  สำหรับราคาค่าเช่าเสาร์ อาทิตย์จะแพงขึ้นเป็นชั่วโมงละ ๙-๑๐ เหรียญ และถ้าเช่าแบบ ๑๒ ชั่วโมงหรือ ๒๔ ชั่วโมงก็แพงขึ้นตามลำดับค่ะ

ถ้าเทียบกับการเช่ารถทั่วไป หนึ่งวันค่าเช่าน่าจะตกประมาณ ๒๕ เหรียญ แต่ประกันอุบัติเหตุ damage waiver อาจจะตกประมาณ ๓๐ เำหรียญต่อวันได้ แต่เราต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง

ถ้าเทียบกันแล้ว เราใช้รถแป็บๆ เป็นรายชั่วโมง แบบ Time-sharing จะคุ้มกว่ามากๆ ค่ะ เลือกเวลาได้ มีรถให้เลือกหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่เราก็เลือกตามจุดที่เราใช้ประจำ คันที่จอดอยู่ใกล้ๆ จุดที่เราทำงานหรือบ้านเรามากที่สุด  ตัวเองใช้ฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด อยู่เป็นประจำ คันนี้จอดอยู่ใกล้ๆ ออฟฟิซ  บริเวณใกล้ๆ ที่ทำงานนี้มีรถให้บริการอยู่ ๘ คัน มีทั้งรถซีดาน รถกระบะ ฯลฯ

ซีวิคคันที่เช่าใช้เป็นประจำ จอดอยู่หน้าป้ายรถเมล์พอดี ดอกซากุระแถวที่จอดยังเยอะอยู่เลย

ข้อดีอีกอย่างคือ ถ้าเราไปเมืองใหญ่ๆ เมืองอื่นๆ ในอเมริกา ก็สามารถใช้่บริการเช่ารถตามจุดชุมชนต่างๆ ได้สบายๆ เลย เรียกว่าไปที่ไหนก็มีรถใช้อำนวยความสะดวกตามความต้องการของเราได้สบายๆ

ข้อดีอีกอย่างคือค่าปรับเวลาคืนรถช้านั้นแพงมากๆ คือ ๕๐ เหรียญต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้น เวลาจะใช้รถ จะวางแผนล่วงหน้าเป็นอย่างดี ทำให้เป็นการประหยัดไปในตัว ดิฉันพบว่าตัวเองนิยมการใช้รถสาธารณะหรือเดินมากขึ้น และเวลาจะเช่ารถก็คิดก่อนว่าจะไปที่ไหนบ้าง ไปเส้นทางไหน ใช้เวลาเท่าไหร่ เป็นการวางแผนการใช้เวลาและใช้รถดีมากๆ เลยค่ะ

ถ้าในกรุงเทพมีบริการแบบนี้บ้างก็คงจะดีนะคะ เผื่อปริมาณรถจะลดลงบ้าง ใช้ทรัพยากรโลกน้อยลง มลภาวะก็จะได้น้อยลงด้วย