เปล่าครับ ไม่ใช่ไม่มีอะไรเขียน

แต่เป็นเพราะมีบางข่าว บางข้อเขียน ที่ผมไม่อยากปล่อยผ่านไปเฉย ๆ

ลองมาดูจาก ผู้จัดการรายวัน

กบข.ให้สมาชิกออมเพิ่มเกิน3%ดันเม็ดเงินกองทุนในอนาคตโต

ข่าวนี้ ผมเชื่อว่า เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของสมาชิก กบข. จำนวนมาก

ถ้ามองว่า การออม จะเป็นเสาค้ำ สังคมชราภาพที่กำลังมาถึงเราแล้ว การออมน้อยไป จึงเป็นพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่สร้างปัญหาสังคม

แต่มีคนจำนวนมาก ไม่มีนิสัยออมที่ดี

การมี กบข. ผมจึงเชื่อว่า เป็นประโยชน์มาก เพราะเป็นโครงสร้างเชิงบังคับที่เอื้อให้เกิดการออมที่ดีมาก ๆ เพียงแต่ที่ผ่านมา ผมมองว่า กบข. บังคับออมน้อยไปหน่อย

และที่ดียิ่งกว่านั้นคือ ฝีมือบริหารพอร์ตลงทุนของ กบข. ก็ฝากฝีมือไว้ในเกณฑ์ที่ดีมาตลอดหลายปีนี้
ก็จะเป็นแรงเสริมให้สมาชิก อุ่นใจขึ้นอีกเปลาะ ว่าเงินออม จะโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ

แม้ว่า บางครั้ง จะชวนให้ลังเลใจว่า กบข. มีความเป็นอิสระจากการเมือง อย่างไม่มีข้อสงสัยหรือไม่

ปลาย พฤษภาคม 2549 มีข่าวว่า คลังปิ๊งไอเดีย!! โยกเงินฝากหน่วยงานรัฐไปฝาก ธอส.-ธ.ก.ส.

ผ่านไป 2-3 วัน กบข.'โยกเงินฝากเข้า 2 แบงก์รัฐ ทันควัน

ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ต้องฉงนอยู่ ว่าเป็นการตัดสินใจบนฐานคิดอะไร ?

ประเด็นนี้ ผมคิดว่าตัวเองไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยตรง

เพราะตัวเองไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. เพราะตอนปี 2540 ที่จัดตั้ง กบข. ผมมองไม่ออกว่าฝีมือลงทุนของ กบข.อยู่ที่ระดับไหน เลยไม่เข้าเป็นสมาชิก แต่ภรรยาเป็นสมาชิก เผื่อว่า กบข. ฝีมือดีจริง เป็นการจัดการความเสี่ยง

 

เป็นข่าวเล็ก แต่เป็น เรื่องใหญ่

 

 

ถัดมา จากผู้จัดการออนไลน์ มีการพบข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมปริศนา โผล่ในประเทศไทย

พืชดัดแปลงพันธุกรรม บางประเทศไม่เห็นด้วย ถึงขั้นห้ามขาด เพราะไม่อยากให้ประชาชนเป็นหนูทดลองบนโต๊ะอาหารให้ใคร แม้ว่า หลักฐานด้านลบ จะไม่ชัดเจนมาก

ที่ห้าม เขาถือหลักว่า ถ้าเกิดสักวันหนึ่ง พิสูจน์ได้ว่า มันสร้างปัญหา ถึงตอนนั้น จะถอยกลับไม่ได้ เพราะจะเกิดการแพร่ของพันธุกรรมดัดแปลง กระจายไปในระบบนิเวศตามธรรมชาติอย่างถาวรจนถึงขั้น กู่ไม่กลับ

หากเป็นเช่นนั้น ผลิตภัณฑ์เกษตรทุกอย่างที่โดนปนเปื้อน จะมีปัญหาการส่งออกทันที

ปัญหาแทรกซ้อนอีกอย่างคือ ปนเปื้อนเข้าไปในพืชรายการไหน จะเปิดช่องให้เจ้าของสิทธิบัตรพันธุกรรมดัดแปลง อ้างสิทธิเหนือพันธุ์พืชนั้นได้

ลองนึกดูว่า ชาวนาปลูกข้าวเป็นร้อยปีในที่ของตน วันดีคืนดี มีคนยื่นโนติ๊สเก็บค่าต๋งที่ข้าวของคุณลักลอบนำชิ้นส่วนพันธุกรรมดัดแปลงมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องจ่ายค่ารอยัลตี้การใช้สิทธิบัตร มิฉะนั้น จะเป็นการละเมิด

ถ้าพันธุกรรมแบบนี้ปนเปื้อนสู่ข้าว ก็จะกลายเป็น ข้าวผีดิบ มีปัญหาทันทีกับตลาดโลก !!!

 เวลาฟ้องร้อง เขามีโอกาสชนะสูงซะด้วย

จะบอกว่า "ข้าน้อย ไม่ได้ลักลอบนำมาใส่ มันเป็นตามธรรมชาติ" เขาก็จะยิ่งชอบใจ เพราะมันมี viral signature ที่พิสูจน์ได้ง่าย ๆ ว่า เป็นของบริษัทเค้าจริง ๆ

ก็ในเมื่อไปละเมิดสิทธิบัตรเขามา ก็ต้องจ่ายค่าต๋ง ตรงไปตรงมา

 

เป็นการล่าอาณานิคมยุคใหม่ ผ่านช่องเปิดทางกฎหมายได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยไม่ต้องใช้ปืนซักกระบอก

แค่ใช้กระสอบนิรนามไม่กี่กระสอบ ก็ยึดประเทศได้แล้ว

 

ที่บางประเทศเขา ห้าม เขาห้ามเพื่อซื้อเวลา รอดูผลพิสูจน์จากประเทศอื่น ที่เต็มใจให้ประชาชน "ลองของ" มากกว่า

ถ้าดีจริง ค่อยยอม ในอนาคตข้างหน้า

ถ้าไม่ดีจริง จะได้ยังมีเหลือระบบนิเวศที่ไม่โดนปนเปื้อน

เหมือนกับกรณีของการวิจัยยาใหม่ ๆ

ยาใหม่หลายตัว ประสิทธิภาพการรักษาโรคดีมาก

แต่ใช้ไปสักหลาย ๆ ปี มีผู้ใช้กันมากมาย ผลข้างเคียงแบบร้ายแรง เพิ่งมาพบกันทีหลัง ผู้ผลิตยานั้น ต้องถอนทะเบียนกันอุตลุด

ถอนทะเบียนยา ปัญหายานั้น ก็จบ เพราะยาไม่ได้ปนเปื้อน

แต่กรณีของพันธุกรรม ไม่จบอย่างนั้น มันจะอยู่ไปตลอด อย่างถาวรในระบบนิเวศนั้น

ประเทศไทยเอง แม้อยู่ในขั้นทดลองพิสูจน์ แต่มีข่าวอื้อฉาวเรื่องพันธุกรรมดัดแปลงรั่วออกไปสู่สิ่งแวดล้อมมีไม่หยุดหย่อน

โดยนิตินัย (de jure) เราปลอดจากการปนเปื้อนของพันธุกรรมดัดแปลง

แต่โดยพฤตินัย (de facto) คงไม่มีใครกล้าออกมาเอาชีวิตเป็นประกัน ว่า เรายังปลอดจากการปนเปื้อนเช่นนั้นจริง

 

 

 

อีกรายการ มาจาก กรุงเทพธุรกิจ

ไม่ใช่ข่าว

แต่เป็นข้อเขียนที่สื่อมวลชน ถูกห้างยักษ์ฟ้อง

เป็นประเด็นที่ต้องให้คิดทีเดียว ว่าใครจะวิจารณ์ถึงห้างสรรพสินค้าเดี๋ยวนี้ คงต้องสำรวจกระเป๋าเงินตัวเองให้ดีซะก่อน ก่อนจะพูดอะไรเรื่อยเปื่อย

ไม่เป็นข่าว และ "คง"ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของสังคม

...ตามระเบียบ...