ใครๆก็รู้เวลาคนไทยมีเงินจะทำอะไร นอกจากไปซื้อของแบบจ่ายหมดไป ตามห้างที่เป็นของนักธุรกิจที่ออกมาพูดนั่นแหละ

 

เมื่อคืน (๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑) ผมดูรายการทีวี "จับเข่าคุย" ที่มี คุณสรยุทธ์  สุทัศนจินดา เป็นพิธีกร 

เรื่องมีอยู่ว่า

 มีนักธุรกิจใหญ่ระดับโลกท่านหนึ่งมาชวนคนไทยกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยการหาเงินมากๆ แบบ "๒ สูง"

ดูไปก็คิดไปว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ของต่างๆคงจะขายได้เงินมากขึ้น เงินเดือนคนไทยในทุกระบบก็จะสูงขึ้น

 

แล้วคนไทยอาจจะมีเงินที่ดูเป็นตัวเลขมากขึ้น (มูลค่าจริงๆ เดาไม่ถูกครับ) 

อย่างน้อยก็ “วินาทีหนึ่ง” ในรอบเดือน หรือรอบฤดูการผลิต

 

แล้วในวินาทีนั้น คนไทยจะเอาเงินไปทำอะไร นอกจากใช้หนี้ (จนหมด!!!)

 

 

เรื่องการกำหนดแนวทางในการพัฒนาประเทศ โดยใช้เงินเป็นหลักคิดนั้น

เราเคยมีบทเรียน เมื่อช่วงเริ่มแผนพัฒนาฯบ้าเลือด ประมาณหลังปี ๒๕๐๐

 

และได้ผ่านวิกฤติ การใช้คำขวัญ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข

 

มาแบบเลือดตาแทบกระเด็น คนไทยทำงานหาเงินกันแทบตาย เพื่อจะได้มี “ความสุข

 

หลังจากผ่านไป เกือบ ๕๐ ปี

 

มีแต่คนจนเพิ่มขึ้น และความสุขน้อยลง เพราะมัวแต่ไปวิ่งตามหาเงิน ขายทุกสิ่งที่ขวางหน้า แม้แต่ชีวิตและศักดิ์ศรีของตัวเอง และลูกหลาน ก็ไม่ละเว้น

 

ระยะหลังๆ รัฐบาล "ประชานิยม" ก็ใจดี เอาเงินมาแจกบ้าง ให้ยืมแบบไม่มีดอกบ้าง จนทำให้คนไทยเป็น “ทาสเงิน” และเป็นหนี้กันถ้วนหน้า

 

นั่งรอวันตายที่จะได้มีโอกาสใช้หนี้ จากเงินฌาปนกิจ ธกส. หรือเงินประกันชีวิต

เลยมีคนฆ่าตัวตายเพื่อล้างหนี้กันเป็นรายวัน

 

ทำไม เมื่อหาเงินได้มาก น่าจะสบายขึ้น

 

ทำไมจึงดูเหมือนจะลำบากมากขึ้นเล่าครับ

 

 

ผมว่า ที่ผ่านมาเรามองง่ายเกินไป

มองเอาแต่ได้

ลืมนึกไปว่า

 

เมื่อคนในสังคมมีเงินมากขึ้นเมื่อไหร่ นอกจากของ สินค้าต่างๆ จะขึ้นราคาไปดักรอ เป็นปกติแล้ว และยังมีแต่คนจะขอร้องแกมบังคับให้เราซื้อของของเขา

 

และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

พอมีเงิน คนทั่วไปก็จะกลายเป็นเหยื่อของนักธุรกิจทุกรูปแบบ ทั้งล่อหลอก ทั้งดัก ทั้งต้อน ทั้งไล่จับไล่ต้อน ให้เข้ากับดักธุรกิจที่เขาวางไว้

ถ้าจะเทียบไป ก็แบบมีทั้งไซ ลอบ โพงพาง ฉมวก ตาข่าย แห ฯลฯ ไม่มีทางเล็ดลอดไปได้

(ถ้ามีใครลอดไปได้ ก็เสียชื่อนักธุรกิจใหญ่ระดับโลก แย่เลย จริงแมะ!)

 

จึงเป็นที่มั่นใจได้ว่า ไม่มีทางรอด แน่นอน

 

ตอนนี้ ใครๆก็รู้เวลาคนไทยมีเงินจะทำอะไร นอกจากไปซื้อของแบบจ่ายหมดไป (Consumerism) เช่น

  • ซื้อเครื่องอำนวยความสะดวกสารพัดชนิด  
  • จัดงานสังสรร
  • งานเลี้ยง
  • งานบุญประเพณี บวช แต่งงาน (แบบฉิบหายเท่าไหร่ไม่ว่า เอาหน้าไว้ก่อน) 

โดยไปจ่ายเงิน หรือซื้อของตามห้าง ที่มีทุกมุมเมือง ทุกชุมชน

(เป็นของใคร ใครๆก็รู้กันทั้งเมือง)

แล้วใครจะเป็นคนมีเงิน ที่แท้จริง

 

ทั้งห้างใหญ่ ร้านใหญ่ ร้านเล็ก ร้านจิ๋ว แม้นอนอยู่บ้านเฉยๆ ยังต้องเสียเงินให้ระบบธุรกิจของเขาเลย

 

คนไทยจึงไม่ต่างจาก การเป็นเหยื่อรอการจูงเข้าระบบธุรกิจการค้า

 

เพราะเขาคุมการขายแบบเกือบเบ็ดเสร็จ และกำลังไล่ไปคุมระบบการผลิต แล้วในที่สุดก็จะมาบีบผู้บริโภค

 

แล้วเราจะเป็นอย่างไร

 

ผมเชื่อว่าเขาทำได้ เพราะประเทศไทยพื้นที่น้อยกว่าบางมณฑลของจีนมากนัก

 

เรากำลังเดินตามรอยประเทศอาร์เจนตินาแบบหายใจรดต้นคอ

 

เกษตรกรจะหมดไป มีแต่คนงานในฟาร์มระดับธุรกิจ

 

คนที่เป็นเหยื่อของระบบของเขา อย่างมากก็

  • มีเงินบ้าง "ในบางวินาที"  ของชีวิต
  • มีแรงทำงานให้เขาทำธุรกิจได้มากขึ้น

 

 

รู้แล้วเราจะหาเงินมากๆไปทำไมครับ

อยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียงดีกว่า ปลอดภัยกว่าครับ