…วันญาติเยี่ยมต่างเตรียมใจไว้คอยท่า
ใครจะมาเยี่ยมเรารึเปล่า..หนอ
พอสิ้นเสียงป่าวประกาศว่าญาติรอ
รีบติดต่อขอบัตรไปไม่รอรี
ผู้ต้องขังเหมือนนกน้อยที่คอยแม่
คอยชะแง้แต่รอข้าวจ้าวปักษี
หากวันไหนญาติไม่มาเอื้ออารี
โอ้วันนี้กินข้าวแดงแลงเรือนจำ
กินข้าวแดงแฝงข้าวเปลือก เกลือกทั้งกรวด
กินจนปวดเสียวฟันวันสิบหน
มัวแต่นั่งนับเม็ดเพื่ออวดตน
ว่าเป็นคนอนามัย.....ก็ใส้กิ่ว”

กลอนบทนี้ “เพื่อน”ผู้เคยมีประสบการณ์ตรงหลายครั้ง หลายหน ในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่เห็นเดือน เห็นตะวัน เป็นผู้บันทึกในสมุดบันทึกเล็ก ๆ เก่า ๆ โดยเขาคนนั้นเคยผ่านร้อนผ่านหนาว ในเรือนจำรวม ๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทั้งคดียาเสพติด ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย พยายามฆ่า พ้นโทษล่าสุดประมาณ 3 เดือน และกลับเข้าไปข้างในอีก 30 วัน ด้วยคำพิพากษาของศาลภายใต้ข้อหาทำร้ายร่างกายผู้หญิงคนหนึ่ง รวมถึงการพยายามแจ้งข้อกล่าวหา “ข่มขืน” เนื่องจากอารมณ์ชั่ววูบประกอบกับความเมาในแอลกอฮอล์ การเข้า ๆ ออก ๆ เรือนจำหลายครั้ง ประกอบกับการเคยสร้างวีรกรรมการเป็นพี่ใหญ่คุมกลุ่มวัยรุ่นนับร้อยในนาม “แก๊งซามูไร” ทำให้กลายเป็นลูกพี่ใหญ่พอสมควรฟังดูแล้วค่อนข้างโหดร้ายแต่จากการคุยในเชิงลึกและการพิจารณาหลักฐานและสำนวนคดีทำให้ทราบว่า “เขา” คนนั้นพ่อและแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังเด็ก อาศัยอยู่กับน้าในชุมชนแออัดตามประสาสังคมคนจน เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตั้งแต่เรียนชั้นประถม เริ่มจากบุหรี่และเหล้าจนถึงขั้นฉีดผงขาว หรือ “เล่นเข็ม” เคยใช้ปั้มน้ำมันเป็นที่ฉีดยา ใช้น้ำในห้องน้ำเป็นตัวทำละลาย ใช้เข็มของใครไม่รู้ที่ควานเจอบนขอบห้องน้ำเพื่อนำยาสู่กระแสเลือด .....โชคดีที่ไม่ติดเชื้อ HIV แต่เขาติด “ไวรัสตับอักเสบซี” ช่วงที่พ้นโทษเขามาทำงานเป็นอาสาสมัครด้านยาเสพติด มีรายได้เสริมจากการรับสักตามร่างกาย แต่ก่อนสักจะต้องดื่มเหล้าทุกครั้งเพื่อให้มือนิ่ง ในวันที่เกิดคดีความมีหญิงสาวคนหนึ่งมาให้เขาสักที่บ้าน โดยตั้งวงดื่มเหล้าด้วยกันและผู้หญิงคนนั้นเป็นฝ่ายเชื้อเชิญให้มีเพศสัมพันธ์กันก่อนที่จะมีการสัก แต่เขาปฏิเสธจึงถูกด่าทอจากผู้หญิงดังกล่าว และแล้วคำพูดที่ทำให้อารมณ์และความอดทนต่อคำด่าทอสิ้นสุดลงนั่นคือการด่ารวมไปถึงบรรพบุรุษ และพ่อแม่ ซึ่งเหมือนเป็นการกรีดย้ำรอยแผลทางใจที่มีมาแต่อดีต ผลไม่ต้องเดาเลยว่าผู้หญิงคนนั้นถูกต่อยและเตะหลายครั้ง ลากออกมาซ้อมต่อที่ริมถนน....ทุกคนไม่กล้าเข้าไปห้าม ผู้หญิงสลบคาที่ พอสติกลับคืนมาเขาให้ญาติ ๆ ที่อยู่ใกล้คอยปฐมพยาบาลใบหน้าที่บวมปูด วันต่อมาเขาถูกเชิญตัวไปที่โรงพัก พร้อมกับข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเรา” ฝ่ายหญิงถูกนำไปตรวจหาร่องรอยการข่มขืน...แต่ไม่พบ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อ้างตัวเป็นคนกลางขอให้เคลียร์กันที่โรงพัก และแนะนำให้จ่ายค่าเสียหายแก่ฝ่ายหญิง 5,000 บาท พร้อมกับ “ค่าเขียนสำเนาให้อ่อนลง” ให้แก่ตำรวจที่ถูกอ้างว่าต้องนำไปเป็นสินน้ำใจให้กับหลายฝ่ายเนื่องจากเป็นคดีอาญาอีก 5,000 บาท วันตัดสินคดีศาลพิพากษาให้จำคุก 30 วัน เนื่องจากมีคดีเก่าอยู่และยังติดการภาคทัณฑ์การรอลงอาญาไว้ “พุฒิ” ชายหนุ่มวัย 33 ปี คือชื่อของเขาคนนั้น และต่อไปนี้คือ “รายงานของผม” ที่เขาได้ร่วมถ่ายทอดให้ “เรา” ได้ร่วมรับรู้
“จากการที่ได้เข้าไปสัมผัสเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของโลกสี่เหลี่ยมที่มีเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่เศษ ๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คนประมาณ 5,000 กว่าคนมาอยู่รวมกัน และเป็นที่ ๆ ทุกคนที่อยู่ในโลกภายนอกกรอบสี่เหลี่ยมแห่งนั้นจะไม่พึงปรารถนาจะย่างกรายเข้าไปหรือคิดว่าจะนอนค้างแรมสักคืนเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับพวกเขาทุกคนที่มาอยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แห่งนั้นที่ ๆ ทุกคนจะมองเห็นก็เพียงแต่กลุ่มนกบางกลุ่มที่โบกโบยบินอย่างเป็นอิสรเสรี ซึ่งต่างจากพวกเขาซึ่งใช้ชีวิตอยู่ภายในกรอบ ที่จะมองเห็นก็แต่เพียงกำแพงที่สูงใหญ่กับตัวตึกที่อยู่สูงประมาณ 5 ชั้นครึ่ง ที่ยืนตระหง่านตาอยู่ข้างหน้า และประตูเหล็กที่แน่นหนาจนมองไม่เห็นแสงแดดหรือผู้คนที่เดินผ่านไปมาของโลกภายนอกได้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยคิดเคยหวังไว้ อนาคตทุกอย่างดับวูบลงตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้ย่ำเท้าเข้ามาสัมผัสถึงโลกแห่งเครื่องพันธนาการ ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนทุกชนชั้น ทุกชาติ ทุกเผ่า ไม่ว่าจะเป็น ร้อยโท,ร้อยตรี,พันโท,อบต.,หมอ,ทหาร,พระภิกษุ,เจ้าอาวาส,ประชาคนคนธรรมดาทั่วไปไปจนถึงขอทาน ตราบใดที่สิ้นสุดคำพิพากษาตัดสินให้ท่านมีทาต้องขัง ท่านก็จะมีชื่อขึ้นต้นนำหน้าว่า “น.ช.” หรือนักโทษชายทันที และจะมีบัตรออกให้ท่านโดยจะมีรูปถ่ายเพื่อยืนยันกันว่าเป็นตัวท่าน กับโทษคดีและวันเข้า วันออกเรือนจำ ให้แทนบัตรประจำตัวประชาชนของท่าน และจะต้องอยู่ภายในกฎของเรือนจำและทำตามอย่างเคร่งครัดโดยพื้นฐานแล้วก็จะมีกฎ 10 ข้อ โดยมีดังนี้ ข้อ 1 ฝิ่น กัญชายาเสพติดทุกชนิด ข้อ 2 สุราหรือน้ำเมาที่ดื่มได้เมาอย่างสุรา ข้อ 3 อุปกรณ์ในการเล่นการพนัน ข้อ 4 อุปกรณ์ในการหลบหนี ข้อ 5 ศาสตราวุธ ข้อ 6 วัตถุระเบิดหรือน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อ 7 สัตว์มีชีวิต ข้อ 8 สิ่งของเน่าเสียและมีพิษต่อร่างกาย ข้อ 9 เงินตรา ข้อ 10 อุปกรณ์ในการสักร่างกาย 10 ข้อเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งของต้องห้ามในเรือนจำทั้งสิ้น หากใครได้มีไว้ในครอบครองหากถูกจับได้จะมีความผิดต่อกฎของเรือนจำถึงขนาดจำตรวนและลงวินัยเลยทีเดียว และเป็นการยากต่อการประพฤติตัวแบบทั่วไป เหมือนคนอื่นๆ อีกทั้งรวมไปถึงการสอบเลื่อนขั้นและงดจากการเยี่ยมเยียนจากญาติพี่น้องภายนอกอีกด้วย”
สำหรับความเป็นอยู่นั้นทุกคนจะต้องอยู่ตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวด สำหรับตอนเช้าก็จะมีการนับแถวและเช็คยอดเมื่อลงจากเรือนนอนมาทำภารกิจส่วนตัวประมาณ 15 นาที แล้วรอฟังสัญญาณนกหวีดเพื่อรอเข้าแถวรับประทานอาหารเช้ากันอย่างเป็นระเบียบ โดยจะมีข้าว 1 จาน แกง 1 ถ้วย ต่อ 4 คน ก่อนรับประทานอาหารนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ที่เป็น น.ช.เหมือนกันนั้นยืนอยู่หัวแถวแล้วเป่านกหวีดเพื่อส่งสัญญาณแล้วพูดว่า “เอามือกอดอก ว่าตามดัง ๆ”
ข้อ 1 ข้าพเจ้าฯจะรับประทานอาหารมื้อนี้เพื่อประทังชีวิต
ข้อ 2 ข้าพเจ้าฯผู้มีกรรมเป็นของตนจึงต้องรับผลของกรรมนั้น
ข้อ 3 ข้าพเจ้าฯจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ข้อ 4 ข้าพเจ้าฯจะละวางความชั่ว จะกระทำแต่ความดีและเคารพกฎหมายของบ้านเมือง
ว่าเสร็จแล้วชายดังกล่าวก็จะเป่านกหวีดให้เชิญทาน หลังรับประทานอาหารเสร็จก็จะพักประมาณ 10 – 15 นาที เพื่อรอสัญญาณนกหวีด เข้าสู่การรวมแถวกลางสนามใหญ่เป็นห้องๆ กันไปเพื่อรอการเคารพธงชาติและสวดมนต์กันอย่างเป็นระเบียบ หลังจากนั้นก็จะจำแนกลักษณะผู้ต้องขังกันไปตามกองงานที่มี โดยจะมีช่างไม้ ช่างแกะสลัก ช่างจักสาน ช่างสี ช่างตัดผม เป็นต้น ส่วนคนที่ยังไม่ได้จำแนกลักษณะก็จะจัดให้อยู่กองโยธา เพื่อรอการฝึกแถวจัดระเบียบซ้ายหันขวาหันกันต่อไป สำหรับ “กองวินัย”นั้นก็จะถือว่ามีความผิดต่อกฎของเรือนจำที่ห้ามไว้ ก็จะได้ทำงานหนักกว่าทุกคน โดยตอนเช้าจะได้นั่งตากแดดทุบหิน สำรับตอนบ่ายก็จะได้วิ่งฝึกแถวไปจนกว่าจะมีคำสั่งให้หยุดหรือไม่ก็ตั้งแต่บ่ายไปจนถึงบ่ายสามโมงเย็นเลยถึงจะหยุดให้อาบน้ำ และพักอีก 10 – 15 นาที เพื่อรอสัญญาณรับประทานอาหารเย็น แล้วเตรียมตัวขึ้นเรือนนอนโดยจะมีเวลาให้อีกประมาณ30 นาทีก่อนที่จะเข้าแถวเช็คยอดเพื่อขึ้นเรือนนอน สำหรับเรือนนอนนั้นก็จะกว้างประมาณ 2 เมตรครึ่งความยาวก็ประมาณ 7 เมตรต่อห้อง ซึ่งความจุนั้นจะสามารถจุได้เต็มที่ 85 คน โดยจะเฉลี่ยได้จากผู้ต้องขังแต่ละห้อง แต่ละแดน ทุก ๆ คนจะได้ที่นอนแบบมาตรฐานคือ 1 ศอก 5 นิ้ว แต่สำหรับชุดเครื่องนอนของแต่ละคนนั้นจะต้องหาซื้อกันเอาเองเพราะงบประมาณของทางราชทัณฑ์นั้นมีน้อยมาก ส่วนมากที่จะได้รับเครื่องนอนก็จะเป็นพวก น.ช. ที่อยู่กันมานานหลายปีแล้ว แต่สำหรับน้องใหม่ที่เพิ่งจะเข้าไปอยู่นั้นก็จะลำบากสักหน่อย หรืออาจจะต้องขอจากญาติพี่น้องที่ไปเยี่ยมเยียนให้ซื้อไปฝากให้ สำหรับเรือนนอนที่ข้าพเจ้าฯได้เข้าไปสัมผัสนั้นจะมีผู้ต้องขังเข้าหรือปล่อยตัวทุกวันเพราะเป็นแดนแรกรับ ซึ่งภายในห้องนั้นก็จะมีพัดลม 2 ตัวกับห้องน้ำ แต่จะมีกฎภายในเรือนนอนอีกทีว่าจะออกกฎให้เป็นแบบไหน เพราแต่ละห้องจะออกกฎกันยังไงภายในห้องนอนที่อยู่รวมกันกว่า 50 ชีวิตนั้นก็จะมองเห็นได้แค่ห้องขังที่อยู่ถัดไปอีก 2 ห้องเท่านั้น เพราะมีกำแพงที่กั้นไว้แต่ละล๊อค ๆ ไว้เป็นระยะ ๆ ตลอดแนว จนไปถึงห้องที่ 32 ก็จะมีลีอคห้องเล็ก ๆ ไว้อีก 3 ห้อง ซึ่งเรียกกันว่า “ซอยเดี่ยว” หรือ “ขังเดี่ยว” นั่นเอง เอาไว้สำหรับ น.ช.ที่กระทำผิดกฎของเรือนจำอย่างร้ายแรง เช่น แหกหัก หลบนี ค้ายาเสพติดหรือเสพภายในเรือนจำ ไม่ก็ทะเลาะวิวาทจนถึงขั้นต่อยตี สำหรับเรือนนอนนี้จะเป็นห้องที่จุได้ประมาณ 3 คน แบบไหล่ชนไหล่ตอนกลางคืนหรือกลางวันจะไม่เห็นฟ้าเห็นดาวเลยทีเดียว จะเห็นก็แต่กำแพงกับลูกกรงเท่านั้น บางคนได้เข้าไปออกมาอีกทีจำกันแทบไม่ได้เลยเพราะเนื้อตัวจะขาวซีดไปหมดเพราะไม่ได้โดนแสงแดดอยู่แต่ในห้องตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าจะพ้นจากโทษวินัยที่โดนลงทาไว้ บ้าง “ขังลืม” เลยก็มี แล้วสำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในกรอบสี่เหลี่ยม “โลกแห่งเครื่องพันธนาการ” แห่งนี้นั้นพูดได้เลยว่าจะหาเวลาที่เป้นส่วนตัวนั้นหาได้ยากมาก จะมีเวลาเป็นส่วนตัวก็แต่ว่าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เท่านั้นถึงจะได้มีเวลาเป็นส่วนตัวได้นั่งพูดคุยกัน กับกลุ่ม “IDU” หรือ Inject Drug User หรือ “ผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด” นั่นเอง กลุ่ม IDU ที่มีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันไปโดยบางกลุ่มหรือบางคนเข้าข่ายผู้ติดเชื้อ เพราะเคยตรวจหรือผ่านจากโครงการวิจัยหนึ่งมาแล้วเป็นส่วนมาก สำหรับวามต้องการและปัญหาของกลุ่ม IDU นั้น จะมีก็แต่บางคนหรือบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ นกเหนือจากการแนะนำวิธีลดอันตรายจากการใช้เข็มอย่างถูกวิธี และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในวิธีอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการใช้เข็ม เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มสักร่างกายร่วมกัน ฯลฯ อีกทั้งได้แจกสติกเกอร์เกี่ยวกับการใช้เข็มให้กับกลุ่ม IDU บางส่วนเท่านั้น เพราะว่าอัตภาพของกลุ่ม IDU บางคนนั้นมีคดีที่ต้องโทษสูงมาก เช่น 10 – 50 ปี ไปจนถึงตลอดชีวิตเลยก็มี จึงเป็นการยากที่จะให้ความช่วยเหลือกับกลุ่ม IDU กลุ่มนี้ นอกเสียจากสถานพยาบาลของทางเรือนจำที่มีไว้รองรับผู้ป่วยทุก ๆ โรค ที่ถึงขั้นที่ว่าต้องหาม หรือช่วยตัวเองไม่ได้แล้วเท่านั้นจึงจะมีคำร้องหรือคำสั่งย้ายเรือนนอนของผู้บังคับแดนอนุญาตให้ถูกส่งไปยังเรือนพยาบาล ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ห้อง ๆ ละ 40-60 คน ไว้สำหรับรองรับผู้ป่วยใน “โลกแห่งพันธนาการ” แห่งนั้น ส่วนคนแก่หรือผู้สูงอายุนั้นก็จะจัดให้มีงานเบา ๆ ให้ทำ เช่น ถักแห หรือจักสานไม้ไผ่ ซึ่งจัดว่าเป็นงานเบา ๆ สำหรับคนแก่หรือผู้สูงอายุ”
“สรุป 30 วันที่ได้สัมผัสกับกลุ่ม IDU ใน “โลกแห่งเครื่องบรรณาการ” พบความต้องการของกลุ่ม IDU ในเรือนจำ เพื่อนต้องการเข็มสะอาด เพื่อนต้องการเช็คผลเลือดว่าเสี่ยงกับการติดเชื้อหรือพิสูจน์ว่าตนเองติดเชื้อหรือไม่ เพื่อนที่ติดเชื้อบางคนต้องการรับยาต้านไวรัส ซี่งเป็นได้ได้ยากมาก(จากปัญหา 1. ญาติไม่ไปเยี่ยม 2.บัตรทอง 30 บาท ไม่มี 3.เพื่อนออกมาตรวจเลือดหรือรับยาเองไม่ได้บวกกับปัญหาเรื่องเงินและจะเสียเวลาของผู้คุมหรือเจ้าหน้าที่ที่นำส่งมารักษาตัวตามสถานพยาบาลนอกเรือนจำ)”
ปัญหาของการติดเชื้อภายในเรือนจำ มีปัญหาจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันเวลาที่เสพยา ปัญหาจากการใช้เข็มสักตามร่างกายร่วมกันโดยไม่เปลี่ยนเข็ม ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์แบบ “ชายกับชาย” ร่วมกัน ปัญหาของผู้ติดเชื้อบางคนที่ท้อแท้กับชีวิต และท้อแท้กับคดีที่เจอ เช่นโทษ 10 ปีขึ้นไป และยังติดเชื้ออยู่อีกด้วย บางคนถึงขนาดที่ว่าใช้ยาเสพติดชนิดฉีด ฉีดตัวเองให้น๊อคตายก็มี”
บันทึกใน “รายงานของผม” ของ “เพื่อน” ทางจิตวิญญาณผู้นี้ ไม่ได้ถูกนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นการตีตราหรือตอกย้ำความรุนแรงที่เกิดขึ้น หากแต่มีความมุ่งหมายให้ภาคส่วนอื่นของสังคมได้มีโอกาสที่จะรับรู้และรับฟังเหตุการณ์และ “มุม” จากเพื่อนผู้มีประสบการณ์ตรง
เป็นรายงานที่เขียนเผยแพร่...ผ่านสาธารณชน....ที่ดี...ดีทีเดียว
น้อยคนนัก...ที่จะได้สัมผัส....
และยิ่งน้อยคนอีก.....ที่จะได้เขียนเล่าสู่กันฟัง...
จะมีสักกี่คน...ที่ทำงานแบบคุณนะ...
ขอเป็นกำลังใจให้
เมื่อได้อ่านแล้ว ทำให้ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของโลกใบนี้
ที่มีอะไรมากกว่าที่เราจะได้รับรู้จากทางข่าวสารปกติ
ขอบคุณค่ะ
หง่าว หง่าว
คนเรามีสิทธิ์ผิดพลาดกันได้ ควรให้โอกาศคนเหล่านี้ใช้ชีวิตใหม่