มีคำถามหนึ่ง เกิดขึ้นในขณะอ่านเรื่องราว จากความประทับใจในวันวานของชีวิต จนวันหนึ่งที่เข้าใจในความจริงอันละเอียดอ่อน เรียบง่าย แต่งดงาม ไม่ใหญ่โตและมากมายไปกว่าความจริงเบื้องหน้า และความหวังของชีวิตที่อยากเห็นโลกนี้ งดงาม และ น่าอยู่มากกว่านี้ วันนี้มีเพียงคำถาม ถึงนิทานที่เล่าเรื่องตะปู

นิทานตะปู

อ้างอิง - ภาพ http://www.oknation.net/blog/DECHARIN

ครั้งหนึ่งของชีวิต

ในวัยที่เพิ่งเริ่มต้นคำถาม

ถามหาทุกสิ่งอย่าง และถามหาตัวเอง

ผมพบเรื่องราวที่น่ารักเรื่องหนึ่ง ในระหว่างการอ่านหนังสือ ผมอ่านพบเรื่องราวในหนังสือรับเพื่อนใหม่ของ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่พยายามจะใช้คำว่าเพื่อนใหม่ แทนคำว่าน้องใหม่ หนังสือเล่มนี้มีนิทานน่ารักเรื่องหนึ่ง ซึ่งเขียนบอกเล่าถึงเรื่องราวของตะปูบนสะพานไม้

สำหรับเรื่องเล่าเรื่องราวและความประทับใจ

ของแต่ละช่วงแต่ละจังหวะชีวิต

หลายครั้งทำให้เราฝังใจ

และจดจำกับความจริงบางประการ หลายครั้งที่จดจำได้ดี ถึงแต่ละประโยคของคำจริง และเรื่องราวที่ชีวิตพึงตระหนักและพึงกระทำ บ่อยครั้งเรื่องราวเพียงเล็กน้อย กลับกลายเป็นหนึ่งในความประทับใจ ที่จดจำมิรู้ลืม แม้จะผ่านมากี่สิบปีก็ยังคงจดจำได้ดี ถึงรอยแห่งความทรงจำเหล่านั้น

ครั้งนี้เช่นกัน

ในท่ามกลางคืนวัน

และท่ามกลางภารกิจชีวิต

หลายครั้งที่อยู่ในแวดล้อมของผู้คน อยู่ท่ามกลางผู้คน อยู่กลางความจริงของสังคมและสาธารณชน ที่พาลให้เรานึกถึงเรื่องเล่าอันเรียบง่าย และธาตุแห่งความดีในตัวตนของมนุษย์ ครั้งนี้ผมนึกถึงเรื่องราวเมื่อหลายสิบปีก่อน ท่ามกลางสังคมไทยที่ผู้คนมากมาย ฝังตัวอยู่ในมหานครใหญ่

เมื่อตะปูขึ้นสนิมตัวหนึ่ง ดันโผล่ปลายขึ้นเหนือเนื้อไม้

ตะปูโผล่ปลายที่สร้างปัญหาให้ผู้คนสัญจร

คนแล้วคนเล่าที่เหยียบตะปู

บางคนเดินเหยียบตะปู หลายคนหลบหลีกไปได้ พร้อมอุทานคำบางประโยค ด้วยเสียงโอดโอยและเลือดที่ไหลโชก บางคนก่นด่าฟ้าด่าดิน บางคนด่าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่ไม่เข้ามาดูแล หลายคนยืนโวยวายอยู่กลางสะพาน หลายคนด่าคนที่เดินผ่านไป แล้วไม่บอกกล่าวว่าตะปูโผล่เหนือเนื้อไม้บนสะพาน

ผู้คนมากมายเดินผ่านไป

จนกระทั่งมีเด็กคนหนึ่งวิ่งผ่านมา

เด็กคนนั้นเห็นตะปู แล้วเขาก็วิ่งย้อนกลับไป

แล้ววิ่งกลับมาใหม่พร้อมกับก้อนหินในมือ เด็กคนนั้นนั่งลงตอกตะปูตัวนั้น ตอกลงไปและตอกลงไป จนกระทั่งตะปูตัวนั้นจมลงไปในเนื้อไม้ ก่อนจะก้าวเดินผ่านสะพานนั้นไป เหมือนเช่นที่เขาวิ่งมาอย่างร่าเริง และวิ่งอย่างร่าเริงเพื่อก้าวผ่านตะปูตัวนั้นไป

จำได้ในวันคืนเหล่านั้น ผมประทับใจเรื่องราวนี้อย่างมาก

ผมอ่านนิทานตะปูบนสะพานไม้ในวัยรุ่น

อ่านก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย

พร้อมเรื่องราวฝังใจบางอย่าง มีหลายสิ่งเกิดขึ้นในทุกครั้งที่ได้ยินได้เห็นคำตอบชีวิต มีหลายครั้งที่ผมหยุดยืนมองชีวิต ในท่ามกลางความจริงที่วิ่งผ่านไป หลายครั้งที่ผมก็เหมือนกับคนเดินผ่านสะพานไม้ เพียงเพื่อจะหลบให้พ้นจากตะปู หลายครั้งก็พยายามจะวิ่งกลับไปหยิบก้อนหิน

สิ่งฝังใจหลายอย่าง

ทำให้เราละอายกับคำในใจ

เราละอายกับตัวเอง ในความฝังใจเดิมเดิม

จนบ่อยครั้งที่เรื่องราวจุกอกบางอย่าง ทำให้เรารู้ตัวดี ว่าเรากำลังกระทำสิ่งใด และไม่พยายามกระทำสิ่งใด หรือกระทั่งถามตัวเองว่า วันคืนที่ผ่านชีวิตไปนั้น เราโกหกกับตัวเองมากน้อยเพียงใด หลายครั้งที่เราเพียงก่นด่า ว่าสิ่งจำเป็นในความเป็นมนุษย์ และสิ่งจำเป็นในสำนึกของผู้คน เป็นเพียงหน้าที่ของคนอื่น

 

หลายครั้งที่เรารู้ตัวดี โดยไม่ต้องให้ใครมาด่า

หรือคอยตักเตือนถึงแง่งาม

แห่งความเป็นคน

ยิ่งชีวิตเติบโตตามวันวัยเพียงใด ยิ่งไม่ต้องกล่าวขานให้มากความ สำหรับความจริงซึ่งชีวิต รู้ด้วยสำนึกแห่งความผิดชอบชั่วดี เพียงแต่หัวใจอันสำคัญ อยู่ในความตระหนักในแต่ละสำนึกเหล่านั้น ฉุกคิดได้เมื่อใด เริ่มต้นตระหนักด้วยลมหายใจของตัวเองเพียงใด หรือกระทั่งว่าเมื่อคิดได้แล้ว

เราเริ่มลงมือกระทำ

หรือเริ่มต้นที่จะทำในหน้าที่

ของความเป็นผู้คนในสังคมนี้เพียงใด

สิ่งเหล่านั้นต่างหาก สำหรับคำว่าความสำนึก ที่ไม่ต้องมากมายอลังการ หรือยิ่งใหญ่คับใจคับบ้านเมือง คับโลกนี้จนเกินงาม ความงดงามของสำนึกและการเริ่มต้น เพื่อลงมือกระทำ ในสิ่งที่คิดว่าดีและถูกต้อง กับคนอื่นในสังคมเดียวกันกับเรา เริ่มไม่ยาก และไม่ต้องยุ่งยาก

หากเรายังคงมีลมหายใจ และยังมีชีวิตอยู่

เราล้วนเริ่มต้นกระทำได้เสมอ

ในท่ามกลางสิ่งเล็กน้อย

ในความดีงามเล็กเล็กน้อยน้อยของชีวิต ที่เราทุกคนเริ่มต้นได้ด้วยความเล็กน้อยเหล่านั้น ไม่ต้องรอวันเวลา ไม่ต้องรอหัวใจใคร หรือกระทั่งเมื่อกระทำผ่านพ้นไป ก็ไม่ต้องยืนรอเสียงปรบมือของใคร เพราะหน้าที่และหัวใจที่ได้ทำลงไปนั้น ได้จบสิ้นลงอย่างชุ่มชื่นอยู่ภายในหัวใจเราเอง

ครั้งหนึ่งขณะนั่งบนรถ

ท่ามกลางการจราจรที่อัดแน่น

ผมกำลังรอคอย และรอคอยการเดินทาง

ด้วยความหงุดหงิดใจ ด้วยความร้อนรุ่มในตัวเอง นับเป็นเย็นของวันที่ใจผมร้อนรุ่มอย่างมากมาย รถก็ติดคนก็แน่น แต่ผมยังโชคดีที่ได้นั่ง บนรถประจำทางปรับอากาศ เพียงเพราะเริ่มต้นขึ้นจากต้นสาย เพื่อรีบไปให้ถึงจุดหมาย เพราะผมนัดคุยธุระสำคัญเอาไว้

ขณะที่นั่งบ่นกับชีวิต ท่ามกลางรถติดในหัวใจ

ผมเหลือบไปมองเห็นไม้เสียบลูกชิ้น

ที่ถูกทิ้งอยู่บนทางเท้า

ขณะที่มองไป พร้อมใจที่เริ่มก่นด่า ถึงคนที่เริ่มต้นทิ้งไม้แหลมเสียบลูกชิ้น ว่าไม่เคยคิดถึงคนอื่น ไม่เข้าใจเลยว่า อาจมีใครสักคนที่ใส่รองเท้าแตะเดินผ่านมา แล้วไม่ทันสังเกตุ กระทั่งไม้เสียบลูกชิ้นจิ้มเข้าไปในเนื้อเท้า จะเป็นเท้าไหนก็ช่าง สำหรับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

จากเพียงความมักง่าย

และจากหัวใจของคนที่ไร้ความคิด

ผมจำได้ว่า ผมนั่งคิดและก่นด่าไปหลายเรื่อง

ขณะที่อยู่อยู่ ก็มีเด็กประถมคนหนึ่งเดินผ่านมา เหมือนฉากในภาพยนตร์ที่ลงตัวแบบไม่น่าเชื่อ เด็กคนนั้นก้มลงหยิบไม้เสียบลูกชิ้น ก่อนเดินไปทิ้งในถังขยะที่อยู่ไม่ไกล ทุกอย่างในใจผม เหมือนแสงที่สว่างขึ้นมา ไม่มีอะไรมากมายไม่มีคำอธิบาย ไม่ต้องยกยอปอปั้นให้ชีวิตยิ่งใหญ่ไปกว่านี้

ผมเพียงแต่เข้าใจชีวิตในบางด้านบางอย่าง

หลังจากหันไปยิ้มให้เด็กคนนั้น

พร้อมกับรอยยิ้มของเด็ก

ที่หันมายิ้มตอบ