“บักโจรเสื้อขาว”

สวัสดีครับ

ผมตัดสินใจรีบเขียนบันทึกถ่ายทอดเรื่องราวไว้แลกเปลี่ยนกับพี่น้องดีกว่าครับ ส่วนงานค่อยทำทีหลัง เอาไว้นั่งเงียบๆเขียนในหงสาวันพรุ่งนี้ก็ได้

ขอข้ามบันทึกความประทับใจในการไปเยือน(บ้าน)ที่ดงหลวงไปก่อนครับ เพราะเพียงแค่นึกเห็นรอยยิ้ม และแววตาของพ่อๆชาวโซ่ ยามเมื่อพบกัน ก็ตื้นตันจนเขียนอะไรให้งดงามแทนความหมายในแววตานั้นไม่ได้แล้วละครับ

มาถึงเรื่องราวที่ประทับใจ จากสกลนครดีกว่าครับ มีเศ้ราเจืออยู่เหมือนกันแต่จบแบบเต็มสุขครับ เป็นเรื่องราวของความพยายามดิ้นรนของพ่อแม่ครอบครัวชาวนาที่ต้องหาเงินส่งลูกเรียนในวิทยาลัยถึงสี่คนครับ

เมื่อคราวที่ผมไปทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนในเขมรเมื่อปีกลาย พบว่า ที่เขมรนั้นการแต่งงานเป็นสาเหตุหนึ่งของความจน เพราะจัดกันใหญ่โตเหลือเกิน

แต่ที่เมืองไทย สาเหตุสำคัญของความยากจนอันดับต้นๆ ที่ทำให้พ่อแม่ต้องขายไร่ขายนาขายวัวขายควาย ก็เพื่อการศึกษาของลูกๆ นั่นเอง เราคงได้ยินคำเหล่านี้บ้างครับ บักโจรเสื้อขาวหรือขายควายส่งควายเรียน หรืออะไรทำนองนี้นะครับ

ปราชญ์ชาวบ้านที่ผมไปเยี่ยมรายนี้ ท่านเป็นคนดีศรีกุดบาก ศรีสกล พ่วงอีกสองสามตำแหน่ง แต่สำหรับผมแล้ว ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีของการดิ้นรน หาเงินส่งลูกๆเรียน ท่านเล่าว่ามีลูกสี่คนวัยไล่ๆกัน จึงเข้าโรงเรียนพร้อมๆกัน ครอบครัวนี้หาเงินจากทุกหนทางครับ ทั้ง ขับรถสกายแลปรับจ้าง รับข้าวเพื่อนบ้านไปสีเพื่อเอารำมาเลี้ยงหมู ไก่ ห่าน ปลูกผัก ปล่อยที่ดินไปหนึ่งแปลง หรือแม้กระทั่งต้องกู้เมื่อจำเป็น นับเป็นโชคที่ลูกๆทุกคนเรียนจบมาได้การได้งานทำทั้งหมด เป็นครู เป็นเจ้าหน้าที่อนามัย และลูกชายคนโตยังลาออกจากราชการทหารมาสืบต่องานในไร่นาของครอบครัวอีก น่าชื่นชมจริงๆ

ตอนหนึ่งของการสนทนา ท่านเล่าว่าในช่วงที่ลูกคนที่สามจบม.๖ สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ แต่จนใจที่ไม่มีเงินจริงๆ เพราะพี่สองคนก็ต้องส่งเรียนเหมือนกัน เลยต้องให้ลูกคนที่สามหยุดเรียนไปก่อน คำพูดที่เรียกน้ำตาของผู้ฟังคือ ลูกผมนอนร้องไห้ที่ไม่ได้เรียนสามคืน แต่ผมผู้เป็นพ่อนอนร้องไห้สามเดือนเพราะสงสารลูก

ผมว่าบ้านเมืองเราน่าจะมีกระบวนการ สวัสดิการทางการศึกษาอะไรก็ได้ที่ก้าวหน้ามากกว่าการปล่อยเงินกู้ให้นักเรียนนักศึกษาที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้นะครับ ทั้งนี้นอกจากค่าเล่าเรียนแล้ว ลูกที่ออกจากบ้านมาเรียนในตัวจังหวัดในต่างจังหวัด ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่ากิน ค่าหอพักอีกจิปาถะ

มหาวิทยาลัยทั้งหลาย นอกจากจะมัวคิดมัวเถียงกันเรื่องออกนอกระบบแล้ว เคยคิดถึงเรื่องการกระจายโอกาสทางการศึกษาบ้างไหม ทบวงกระทรวงกรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน นอกจากจะทุ่มเทกันเรื่องโอเน็ตเอเน็ตแล้ว เคยคิดเรื่องนี้กันบ้างหรือไม่

สุดท้าย ผมคิดว่าหากรัฐสามารถจัดสวัสดิการด้านการศึกษาได้อย่างเต็มที่แล้ว พี่น้องเกษตรกรก็จะได้ไม่ต้องกังวลกับการหาเงินมาส่งเสียเรื่องการศึกษาของลูก เมื่อนั้นการพัฒนาแนวคิดเรื่องความพออยู่พอกิน การพึ่งพาตนเองให้กับพี่น้องเกษตรกรในชนบท คงจะไปได้ไกลกว่าทุกวันนี้แน่นอนครับ