กลับมาจากมหาชีวาลัยอิสานแล้วค่ะ

...
ตลอดระยะทางกลับบน "เส้นทางแห่งใจ" ได้ทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปมหาชีวาลัยอิสานในครั้งนี้
...
เริ่มตั้งแต่การคิดจะไปหรือไม่ไป
จากนั้นก็คิดถึงว่า จะไปทำอะไร
และสุดท้ายเมื่อไปมาแล้ว ได้บทเรียนอะไรบ้าง
...
เรื่องคิดจะไปหรือไม่ไป...
- ชั่งใจหลายอย่าง ท้ายสุด ความสัมพันธ์ (Bonding) ที่มีกับเพื่อนดวงพรที่รู้ว่าเธออยากให้ไปด้วย และกับท่านครูบาที่รักเคารพ..ก็ชนะอุปสรรคทั้งปวง
จะไปทำอะไร...
- ตรงนี้คิดหนักพอควร เพราะว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับโครงการ ที่ไปเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ...สรุปกับตัวเองและแน่วแน่กับความคิดของตัวเองเมื่อตัดสินใจคือ ..ไปแบบคนที่ไม่เกี่ยวข้อง นี่แหล่ะ ไปเรียนรู้ไม่ใช่ไปเป็นครูใคร วางหมวกของการเป็นอาจารย์ และอื่นๆฯลฯ ไว้ที่เชียงใหม่ และไปแบบ "ถ้าครูบาหรือแม่หวีจะให้ทำอะไรก็จะทำ ช่วยอะไรตรงไหนได้ก็จะช่วย ตรงไหนที่รู้ว่าตัวเองจะไม่สบายใจไม่อยากทำก็จะไม่ดังทุรังทำ"

ไปแล้วได้บทเรียนอะไร...
- อันดับแรก คือเมื่อถอดวางหมวกอาจารย์ออกและปฏิบัติตามความคิด ก็พบว่า ใจสบาย มีความสุขที่จะทำอะไรก็ได้ ขัดส้วมก็ดี ทำครัวก็สนุก ฟังน้องๆ อาจารย์และใครต่อมิใครๆพูดก็ฟังได้หมด ไม่ได้เอากากะบาทไว้ไปคาดโทษตัดเกรดใคร ส่วนไหนที่อยากเติม อยากเล่าประสบการณ์ให้น้องๆ ฟังก็ทำ อยากเล่นกับหมาก็เล่น แมวมาวิ่งตามก็เล่นด้วยซะหน่อย นกกระจอกเทศรำให้ดูก็ดู ใจก็เป็นอิสระ
- ต่อมาคือ เมื่อหัดมองสถานการณ์ด้วยความเข้าใจและด้วยใจที่เป็นอิสระ ก็มองเห็นจุดอ่อน จุดแข็งของการจัดอบรม รวมทั้งความเป็นตัวตนของแต่ละคน โดยไม่ไปตัดสินใคร
- ที่มองเห็นอีกอย่างคือ ถ้าหากว่าบางครั้งโจทย์ดี แต่ถ้าตีไม่แตกแล้วไม่แยกแยะให้ละเอียด สิ่งที่อยากได้กับสิ่งที่ได้ อาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เหมือนการตั้งใจตัดเสื้อแต่ออกมากลายเป็นกางเกง ก็ได้
- บทเรียนที่ยากถึงขั้นวัดใจ ก็คือการก้าวข้ามทะลุตัวตนออกไป เปิดใจกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ และลบๆ เส้นเขตแดนหรือกำแพงกั้นใจ เพื่อเปิดรับการให้ข้อมูลย้อนกลับจากคนอื่นทั้งโดยคำพูดและกิริยาแล้วนำมาตรึกตรอง...บทเรียนนี้พบว่าสามารถทำได้ (ดีใจจัง) เมื่อ "วาง" และ "ละทิ้ง" ความโลบ โกรธ หลง และเคารพกับสรรพสิ่งที่เอื้อเกื้อหนุนให้เกิด "กรรม" นั้น
สรุปสุดท้าย เรื่องอะไรก็ตามไม่ว่าคุณธรรม ไม่ว่าการศึกษา ลงมือทำเลยดีกว่า ทำให้ดีก็เป็นตัวอย่างได้เอง
ขออนุญาตยกคำพูดของท่านครูบาที่กล่าว เมื่อวันที่ 17 มีค. ว่า
"พ่อไลไม่ได้เป็นคนพันธุ์พิเศษเพราะว่ามีใครมาบอกว่าให้เป็น แต่พ่อไลลงมือทำด้วยตัวเองจนได้รับการยอมรับว่ามีความพิเศษ เราเองก็ควรทำตัวปฏิบัติให้ถูกต้องและเป็นตัวอย่างให้เป็นที่ยอมรับแล้วก็จะเป็นคนพันธุ์พิเศษจากการกระทำที่แสดงออกของเราเอง"
ขอบคุณค่ะ
คุณสร้อยค่ะ
เสียดายโอกาสอันแสนดี เป็นความเสียดายยิ่งอย่างหนึ่งที่หมูรู้สึกมาก ๆ
คุณหมูคะ
เทวดาท่านคงจัดสรรให้ได้ไปกราบเยือนท่านครูบาและแม่หวี ด้วยกันในวันหน้าค่ะ
สวัสดีค่ะน้องเทพ
ดีใจที่ได้เจอและคุยกันที่มหาชีวาลัยอิสานนะคะ
จะคิด จะทำอะไรก็ ไม่ต้องเป็นกังวลกับสิ่งต่างๆ ว่าใช่หรือไม่ใช่ ลองทำดูก่อนใช่หรือไม่ใช่ค่อยว่ากันอีกที
เห็นด้วยนะคะ...ใจไม่กังวลก็มีพลังที่จะลองคิดลองทำด้วยการตรึกตรองอย่างอิสระทางความคิด...ทำแล้วจะออกมาดีหรือไม่ดีค่อยว่ากันอีกที..
วันไปเยี่ยมพ่อไล พ่อไลบอกว่า ก็ทำเรื่อยๆ คิดแล้วว่าดีก็ทำ แต่ไม่ทำเหนื่อยจนตาย...หรือสองสามปีป่วยเป็นโรค...
เอาคำพูดของพ่อไลมาฝากด้วยค่ะ
ไม่ยอมพักเหนื่อย หรือไม่รู้จักเหนื่อย อิอิ
อิอิ คุณหมอคนชอบวิ่ง
ท่านครูบา
คะ
เอาความสุขมาอัดกระป๋องค่อยๆเปิดแง้มนิดๆ นิดๆ ไล่ความเหนื่อยค่ะ...^___^
อยู่และเป็นแบบธรรมด๊า ธรรมดา อิอิ
สวัสดีค่ะ น้องสายลม
ขอบคุณนะคะ....ที่ให้พี่ได้เรียนรู้ และขอบคุณกับน้ำใจไมตรีที่ให้อย่างอบอุ่น...เจอครั้งแรกก็รู้สึกเหมือนเคยเจอกันมาก่อนค่ะ
ขอถามหน่อยเถอะค่ะ ว่าเป็นลูกพ่อครูบา..จะพูดน้อยต่อยหนัก รักจริงทำจริง ..ใช่ก่อ อิ อิ
สวัสดีค่ะ น้องออต
อรุณสวัสดิ์จ้า ครูอึ่ง
คุณเพื่อนดวงพรจ้า
คนวาสนาอักเสบ มาแอบ
ค่ะ
รายการตะลอนทัวร์สายอีสาน "อุ๊ยจั๋นตา"ไม่เพิ่มมหาสารคามหน่อยหรือเจ้าค่ะ