ผมยังตื่นเต้นกับบทบันทึกของสิงห์ป่าสักไม่หายที่เขียนเรื่อง เรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน : การทำถืมตอง (ที่นี่) เพราะมันสะท้อนคุณค่าอันสูงส่ง และหายากยิ่งในสังคมเมือง และสังคมโดยรวมก็ร่อยหรอลงไปมากแล้ว ผมขออนุญาต นำส่วนสำคัญ ของบทบันทึกนี้มาลงซ้ำอีกครั้งดังนี้

……………………………………..
“จากการเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมนี้ร่วมกับชาวบ้าน จึงได้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่นคนเมืองเหนือที่ได้สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน คนเฒ่าคนแก่ยังพร้อมแรงแข็งขันที่จะร่วมมือกันสร้างเองค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าการเช่าเต้นท์ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการลงแรงกันเอง ตั้งแต่การช่วยกันตัดไม้ไผ่ ไม่ว่าจะเป็นไม้ไผ่สีสุก ไม้ไผ่รวก ไผ่บงที่แต่บ้านมีกันอยู่แล้ว รวมไปถึงการนัดหมายกันออกไปเก็บใบตองตึง(ยางพลวง) เพื่อนำมาทำหลังคาชั่วคราวของบริเวณพิธี ซึ่งการที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนไปเป็นการใช้เต้นท์ก็เพราะว่าการร่วมมือร่วมแรงกันนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และสิ่งที่แฝงอยู่ในกิจกรรมเหล่านี้ก็คือมิติทางด้านสังคมที่ประมาณค่ามิได้
เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปร่วมกิจกรรม จึงได้เรียนรู้ว่าในการทำหลังคาบริเวณที่พักสำหรับผู้มาร่วมงานนั้น ต้องมีการวางแผนและร่วมมือกันอย่างจริงจังเป็นเวลาล่วงหน้าแรมเดือนครับ คนจำนวนคนเฒ่าคนแก่ก็จะมีแม่งานที่ถนัดกันคนละอย่าง แต่ทุกๆ อย่างก็จะลงมือช่วยกัน ทำให้ได้เรียนรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องไปในตัว (อิอิ....ชาวบ้านเขาจัดการความรู้กันอย่างเป็นธรรมชาติมานานแล้ว)
................................................
สำหรับผมนั้นเห็นสิ่งเหล่านี้มิใช่เรื่องธรรมดาแต่เป็นสิ่งวิเศษ เพราะผมเห็นในสิ่งที่มากไปกว่าสิ่งก่อสร้างและพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องนี้ คือ
¯ เป็นกิจกรรมสังคมที่รวมพลคนในหมู่บ้านหรือแม้แต่ต่างหมู่บ้านมาทำงานร่วมกันที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณีของท้องถิ่น ซึ่งสังคมเมืองหายากเต็มที ตัวใครตัวมัน
¯ เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างทุนทางสังคม ในแนวราบ การที่คนจำนวนมากมาร่วมกันทำเรื่องราวทางจิตใจนั้น มีแต่การเอื้ออาทรกัน พึ่งพาอาศัยกัน สามัคคีกัน ฯลฯ ล้วนแต่เป็นแรงเกาะเกี่ยวในระดับรากเหง้าของสังคม
¯ คนที่มาครั้งนี้ มาทุกกลุ่มทุกเพศ ทั้งคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งเป็นหลักนำของกิจกรรมทางประเพณี คนหนุ่มสาวที่มาสืบสานต่อกิจกรรม มารับรู้ เรียนรู้และสืบทอดจิตวิญญาณทางสังคม มีเด็กๆติดตามมา ก็มาซึมซับวิถีปฏิบัตินี้เข้าไปภายใน ครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้เฒ่าผู้แก่จะสั่งสอนแนะนำสิ่งที่ควรสิ่งที่ไม่ควรต่างๆแก่ลูกหลาน นี่คือการส่งต่อทางวัฒนธรรม
¯ กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างบุคลากรทางโครงสร้างสังคมพื้นบ้านมากกว่าโครงสร้างสังคมทางการปกครอง เช่น พ่อเฒ่าจ้ำ หมอธรรม หรือผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทางประเพณีท้องถิ่น ได้มีบทบาททางสังคม ซึ่งนับวันบทบาทของบุคลากรเหล่านี้จะลดลงไปเรื่อยๆทั้งที่ท่านเหล่านี้คือแกนอันสำคัญต่อการสานต่อทุนทางสังคม
¯ เป็นกิจกรรมที่เสริมค่าทางใจแก่ชาวชุมชน เมื่อเข้าร่วมงานแล้ว ได้ปฏิบัติตามประเพณีแล้วมันอิ่มเอิบใจ สุขใจ สบายใจ ชุ่มชื่นใจ ยิ่งนัก ดั่งน้ำทิพย์ชโลมจิตใจคนในชุมชนให้ร่มเย็นผาสุข
¯ ผมเห็นว่านี่คือองค์ประกอบหลักอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในหลักการพอเพียง เพราะความพอเพียงนั้นเป็นเรื่องปัจเจก แต่ปัจเจกอยู่ไม่ได้ หรืออยู่อย่างลำบาก หากสังคมเอารัดเอาเปรียบและไร้ทุนทางสังคม คนต้องมีสังคม คนในชนบทจะพอเพียงได้ต้องอยู่ในสังคมแบบนี้ด้วย สังคมที่มีทุนทางสังคมอันอุดม
ขอน้อมนำคำกล่าวของท่านพุทธทาสมาในที่นี่ ดังนี้ พระภาวนาโพธิคุณศิษย์ท่านพุทธทาสและเป็นเจ้าอาวาสสวนโมกข์ในปัจจุบันท่านบรรยายไว้ว่า ...”ครั้งหนึ่งอาตมาพบว่าอิฐขนอมมีคุณภาพดี ท่านอาจารย์ให้ไปซื้อมา เอาเรือใหญ่ใช้เรือเล็กจูง มาค่ำที่บ้านดอน เรือเกยตื้นที่พุมเรียง วันรุ่งขึ้นน้ำแห้ง วันต่อมายิ่งน้ำลด อาตมาก็บอกท่านอาจารย์ แทนที่ท่านจะตำหนิ ท่านพาพระมาหมดวัดเลยไปช่วยเหลือกัน เอารถอีแต๋นไปขนอีกด้วย พระหลายรูปโดนปลากระเบนแทง ท่านก็ช่วยหายาไปให้ และท่านไปนอนตากยุงอยู่ที่นั่นด้วย เวลาทุกข์ยากท่านไม่หนีและไม่ตำหนิ ท่านพูดให้กำลังใจว่า ..“อิฐนี้ค่าของมันไม่มาก แต่ความสามัคคี และการช่วยเหลือกันมีค่ามากกว่านัก”..... เรือติดอยู่สามวันก็ช่วยกันสำเร็จ *
ผมนึกถึงความหมายถืมตองเช่นเดียวกันว่า..“คุณค่าของ..ถืมตอง..นั้นไม่มากนัก แต่คุณค่าของการร่วมกันทำอย่างสามัคคีของชาวบ้านนี่ซิ มีคุณค่ามากมายนัก” ..
สำหรับเราคนเมือง หรือกึ่งเมืองกึ่งชนบทนั้น การร่วมกันจัดกิจกรรม เฮฮาศาสตร์ แต่ละครั้งนั้นคุณค่าทางใจนั้นมากมายนัก..
ช่วยกันรักษา ถนอม เสริมสร้างร่วมกันเถิด ขณะที่สังคมโดยรวมคุณค่านี้ถดถอยลงไปมากแล้ว...
-----------
* จากหนังสือ “ร้อยคนร้อยธรรม 100 ปี พุทธทาส, เนื่องในหนึ่งศตวรรษชาตกาลท่านพุทธทาสภิกขุ, มีนาคม 2549, หน้า 32.
สวัสดีค่ะ อ.บางทราย
สวัสดีค่ะ อ.บางทราย
เห็นด้วยอย่างมากๆ ค่ะ ว่าการร่วมมือกันทำนั้นมึคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง
ไม่เคยรู้เลยค่ะว่าเขาเรียกแบบนี้ว่าืถืมตอง แต่เคยเห็นที่เชียงใหม่ แถวแม่ริมค่ะ เขาทำเป็นหลังคาร้านค้าข้างทาง ร่มเย็นดีค่ะ
เคยไปช่วยทำเล้าหมูแล้วชาวบ้านเขามัดเป็นตับๆ เป็นแผงสำเร็จมาให้เรามุง เลยทำได้เสร็จเร็วพอกับมุงสังกะสี แต่ไม่เคยได้ทำแบบนี้เลยค่ะ อันนั้นก็จำไม่ได้ว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่ก็แน่นหนาดีทีเดียว แบบนี้มันดูจะเปราะบางไปหน่อยนะคะ เหมาะกับการใช้แค่ชั่วคราวแทนเต้นท์
สวัสดีครับน้องสิงห์
1. สิงห์ป่าสัก
สวัสดีครับป้าแดง
2. pa_daeng
มัวยุ่งกับ น้องหมา และงานแต่งงานหลานครับ มาตอบช้าหน่อย ในเขตภาคเหนือมั้งหมดจะรู้จักการทำ "เพิง" หรือ "โรง" แบบนี้ สำหรับรับเพื่อนบ้านจากใก้เคียงหรือห่างไกลก็แล้วแต่ มาร่วมประเพณี ก็มานั่งกันในนี้ อาจจะแบ่งกลุ่มกันว่าคุ้มบ้านเหนือนั่งตรงนั้นตรงนี้ ครับ เราโตขึ้นมาเราเห็นคุณค่าสิ่งเหล่านี้ สมัยเด็กๆ หรือวัยรุ่นเห็นแต่ไม่เข้าใจ เข้าใจแต่ไม่ลึกซึ้งมากเท่าวันนี้ ครับป้าแดง
สานต่อสิ่งดีดีเหล่านี้ต่อไป
สวัสดีครับ 3. เอื้องแซะ
เป็นความจริงครับผมเองก็เคยนอนบ้านที่มุงด้วยใบตองตึง และเคยช่วยชาวบ้านไปเก็บในตองตึงในป่าด้วย เอามาทำหลังคาโรงเรียนเด็กเล็กในหมู่บ้านกัน สมัยนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงว่าสนุกดีและเราไม่มีงบประมาณไปซื้อสังกะสี หรือกระเบื้อง เลยเอาแค่ตองตึง ก็เย็นดีอย่างว่าแหละครับ
ใช่แล้วครับหากเอาหญ้าคามาก็เรียก "ไพคา" หากเอาตองตึงมาก็เรียก "ไพตองตึง" ไปเก็บตอนเช้าดีนะครับเพราะมีน้ำค้างตกลงมาถูกใบต้องตึง ทำให้ใบไม่กรอบ ยังเหนียวอยู่ หากทิ้งให้แดดเผานานๆกรอบ เวลาเราเดินป่าจะดังกรอบแกรบ
อันนี้เองที่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ชาวบ้านชอบจุดไฟเผาป่า จริงๆคือเผาใบตองตึงและใบไม้ชนิดอื่นๆ เพื่อ 2 เหตุผล คือ
ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีมากเลยที่จังหวัดอนุรักษ์บ้านแบบนี้ไว้นะครับ เพราะหาดูยากมากขึ้น แม้อยู่ป่าอยู่ดอย หลังคาอย่างต่ำสุดก็สังกะสีกันมากแล้ว
ผมมีข้อเสนอแนะครับ ว่าเมื่อทางจังหวัดอนุรักษ์ไว้ก็ดี แต่อย่าเพียงเก็บบ้านหลังนี้ไว้เฉยๆ ควรจะมีป้ายบอกข้อมูลทั้งอย่างสรุปและอย่างละเอียด เพื่อเป็นการสนับสนุนการเรียนรู้ของสาธารณะชนที่ผ่านไปมา ผมเห็นมากมายที่ทำอนุรักษ์ไว้ หรือสร้างใหม่ก็ตาม แต่ได้รูปธรรมเสร็จแล้วก็หยุดแค่นั้น ไม่ได้ทำข้อมูลให้สาธารณะ เสียแค่นี้
อย่างขอนแก่น กาฬสินธุ์ มีไดโนเสาว์มาก ก็ปั้นตัวใหญ่บักเอ็บ มีลูกตัวเล็กๆด้วย แต่ไม่มีข้อมูลอธิบายเลยว่ามันชนิดไหน อายุเท่าไหร่ กินอะไร น้ำหนักเท่าใด ฯลฯ เพื่อการเรียนรู้ แย่มากเลย เด็กๆ หรือผู้ใหญ่อยากรู้ก็ไม่รู้ต่อไป แล้วจะไปสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างไรกัน ใช่ไหมครับ
สวัสดีครับอาจารย์ ตุ๋ย
4. กมลวัลย์
เห็นด้วยอย่างมากๆ ค่ะ ว่าการร่วมมือกันทำนั้นมึคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง
ไม่เคยรู้เลยค่ะว่าเขาเรียกแบบนี้ว่าืถืมตอง แต่เคยเห็นที่เชียงใหม่ แถวแม่ริมค่ะ เขาทำเป็นหลังคาร้านค้าข้างทาง ร่มเย็นดีค่ะ
จริงๆในชนบทภาคเหนือนำตองตึงมาทำแบบนี้นานมาแล้ว ง่าย ประหยัด ให้คุ้มค่า เย็นดี พึ่งตัวเอง ... สารพัดคุณค่า แต่ทังหมดส่วนใหญ่ทำเพียงชั่วคราว เพราะอายุของใบไม้ที่จะใช้ได้นานนั้นก็ไม่มากเท่าใหร่ เป็นแบบชั่วคราว ยกเว้นที่เอามามุงหลังคาบ้าน เขาจะเลือกเฟ้นใบที่สวยๆ หนา สมบูรณ์ ใหญ่ ไม่มีหนอนเจาะให้เป็นรู เมื่อเอามาไพ ก็ไพให้แน่นๆ เพื่อป้องกันฝนได้จริงๆครับ
สวัสดีครับ
5. dd_L
ชาวบ้านจริงๆใช้ใบตองตึงกันมานาน แต่ข้อเสียก็คือ อายุการใช้ไท่นานเท่าไหร่ ที่พบคือนานที่สุดคือสองปี แล้วต้องเปลี่ยนใหม่ บางบ้านเปลี่ยนทุกปี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับหลายอย่าง ปัจจุบันโรงเรียนที่มีแบบนี้คงหาดูยากเต็มที ใครมีรูปก็เอามาอวดกันหน่อยก็ได้
ปัญหาอีกอย่างคือ ปลวกอย่างว่าแหละครับ มันชอบ เผลอละก็เสร็จเลย ปลวกเอาไปกินหมด
ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยม ขออภัยที่ตอบช้า เพราะติดธุระครับ
สวัสดีครับน้อง
6. Little Jazz \(^o^)/
เคยไปช่วยทำเล้าหมูแล้วชาวบ้านเขามัดเป็นตับๆ เป็นแผงสำเร็จมาให้เรามุง เลยทำได้เสร็จเร็วพอกับมุงสังกะสี แต่ไม่เคยได้ทำแบบนี้เลยค่ะ อันนั้นก็จำไม่ได้ว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่ก็แน่นหนาดีทีเดียว แบบนี้มันดูจะเปราะบางไปหน่อยนะคะ เหมาะกับการใช้แค่ชั่วคราวแทนเต้นท์
ใช่แล้วครับน้องซูซาน เป็นแบบชั่วคราว แค่งานประเพณี 2-3 วันเท่านั้น เพราะทำแบบบางๆ หากมุงบ้าน มุงเล้าหมูก็เอามาซ้อนกันหนาๆ แบบนั้นใช้ได้นานและกันฟ้ากันฝนได้ดีกว่า เน๊าะ
สวัสดีครับพี่บางทราย
"คนที่มาครั้งนี้ มาทุกกลุ่มทุกเพศ ทั้งคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งเป็นหลักนำของกิจกรรมทางประเพณี คนหนุ่มสาวที่มาสืบสานต่อกิจกรรม มารับรู้ เรียนรู้และสืบทอดจิตวิญญาณทางสังคม มีเด็กๆติดตามมา ก็มาซึมซับวิถีปฏิบัตินี้เข้าไปภายใน ครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้เฒ่าผู้แก่จะสั่งสอนแนะนำสิ่งที่ควรสิ่งที่ไม่ควรต่างๆแก่ลูกหลาน นี่คือการส่งต่อทางวัฒนธรรม"
สังคม-วัฒนธรรม ไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักรเหมือนกัน สังคมเมืองของไทยเรา เมื่อก่อนก็มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ไม่ตามจากชนบท แต่กลไกการเปลี่ยนแปลงทำให้สังคม และวัฒนธรรมก็ปรับตัวตามไป ถ้าไม่มีการปรับตัวก็อยู่ไม่ได้ เหมือนกับสมัย ร. 5 ท่านก็ทรงปรับเปลี่ยนเพื่อให้อยู่รอดได้ สังคมในชนบท ก็มีการเปลี่ยนไป เมื่อความเจริญเข้ามา ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนก็จะถูกว่าเป็นผู้ด้อยพัฒนา ความโลภที่มีอยู่ในตัวตน มีโอกาศแสดงออกมามากขึ้น ปัญหาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย ตามมาด้วยคำว่า "การล่มสลายของวัฒนธรรม" ซึ่งนักวิชาการใช้อยู่ แต่ถ้ามองไปในความเป็นจริง มองอย่างอุเบกขา แล้ว มันก็คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามกาลเวลา ปัญหาหลักของสังคมไม่ว่าจะเป็นเมืองหรือชนบท คือความมี หิริ-โอตปะ ของคนลดน้อยลง คุณธรรม ศีลธรรม ประจำใจลดลง ทำอย่างไรให้มันสูงขึ้น จุดนี้ต่างหากที่จะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไข วิธีการที่เหมาะสม เพราะเราไม่สามารถไปขัดขวางการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าช่วยกันแก้ไข ลงมือทำจริง ทุ่มเทอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พอหมดงบประมาณหรือต้องการเพียงผลงาน ประเทศเรา โลกเรา ต้องการคนที่มีจิตอาสา ที่พร้อมจะช่วยเหลือคนอื่น ๆ อีกมากครับ เรามีคนดีเยอะ ในสังคมไทย แต่มีคนดีสักกี่คนที่พร้อมจะออกมาช่วย กันทำให้สังคม ดีขึ้น เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในสังคม ผมกระทบย่อมมีขึ้นกับเราและลูกหลานเราแน่ ๆ
ขอบคุณครับพี่บางทรายที่ช่วยเข้ามาเคาะกระโหลกให้ครับ
สวัสดีครับ
7. ออต
ขอบคุณน้องออต
ไม่แน่ในอนาคต พวกเราอาจจะต้องกลับมาใช้ใบตองตึงนี้ก็ได้ เพราะมีอยู่แล้วในธรรมชาติ ง่าย แค่ออกแรงงานไปเอามา ไพ ก็เอาไปใช้ประโยชน์ได้ สอดคล้องกับ เรียบง่าย พึ่งตนเอง ประหยัด ไม่ทำลายธรรมชาติ...
สวัสดีครับ น้องภูคา (หายไปนาน) 14. ภูคา
สังคม-วัฒนธรรม ไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักรเหมือนกัน สังคมเมืองของไทยเรา เมื่อก่อนก็มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ไม่ตามจากชนบท แต่กลไกการเปลี่ยนแปลงทำให้สังคม และวัฒนธรรมก็ปรับตัวตามไป ถ้าไม่มีการปรับตัวก็อยู่ไม่ได้ เหมือนกับสมัย ร. 5 ท่านก็ทรงปรับเปลี่ยนเพื่อให้อยู่รอดได้ สังคมในชนบท ก็มีการเปลี่ยนไป เมื่อความเจริญเข้ามา ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนก็จะถูกว่าเป็นผู้ด้อยพัฒนา ความโลภที่มีอยู่ในตัวตน มีโอกาศแสดงออกมามากขึ้น ปัญหาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย ตามมาด้วยคำว่า "การล่มสลายของวัฒนธรรม" ซึ่งนักวิชาการใช้อยู่ แต่ถ้ามองไปในความเป็นจริง มองอย่างอุเบกขา แล้ว มันก็คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามกาลเวลา
พี่เองก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงด้วย แต่เอาคุณค่าดีดีของสังคมเราติดไปด้วย ไม่ใช่ไปรับของใหม่แค่รูปธรรมแต่ไม่มีคุณค่าในทางเสริมสร้างทุนทางสังคมใดๆเลย ก็เท่ากับ สังคมก้าวไปสู่ความสูญเสียของดีที่มีอยู่
สังคมใหม่เรารับเอาวัฒนธรรมใหม่เข้ามาแบบ "ไม่มีการกรอง" หรือมีน้อยจนคนในชาติสร้างปัญหาสังคมจนปั่นป่วนไปหมด
ปัญหาหลักของสังคมไม่ว่าจะเป็นเมืองหรือชนบท คือความมี หิริ-โอตัปปะ ของคนลดน้อยลง คุณธรรม ศีลธรรม ประจำใจลดลง ทำอย่างไรให้มันสูงขึ้น จุดนี้ต่างหากที่จะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไข วิธีการที่เหมาะสม เพราะเราไม่สามารถไปขัดขวางการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าช่วยกันแก้ไข ลงมือทำจริง ทุ่มเทอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พอหมดงบประมาณหรือต้องการเพียงผลงาน ประเทศเรา โลกเรา ต้องการคนที่มีจิตอาสา ที่พร้อมจะช่วยเหลือคนอื่น ๆ อีกมากครับ เรามีคนดีเยอะ ในสังคมไทย แต่มีคนดีสักกี่คนที่พร้อมจะออกมาช่วย กันทำให้สังคม ดีขึ้น เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในสังคม ผมกระทบย่อมมีขึ้นกับเราและลูกหลานเราแน่ ๆ
จริงๆเรากลั่นกรองการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งในแง่กฏหมาย นโยบายการปกครอง หรือเทคนิคต่างๆ ทุกภาคส่วนของสังคมต้องแสดงการวิเคราะห์วิจารย์สิ่งที่ไม่ดีในสังคมมากๆ โดยเฉพาะนักวิชาการของสังคม เมื่อเราหวังในสังคมกว้างไม่ได้ เราก็เริ่มจากจุดเล็กๆในหมู่บ้าน ซึ่งมีกลุ่มที่ทำงานด้านนี้กันพอสมควรแล้ว
อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่สิ้นหวังในสังคมหรอก เพียงแต่ต้องทำงานกันมากขึ้น หนักขึ้นครับ และพี่เองมีความเชื่อในเรื่องการปรับตัวของสังคม แต่ไม่ใช่ปล่อย ต้องคัดหางเสือ ต้องกลั่นกรองกันครับ