สวัสดีครับพี่บางทราย
"คนที่มาครั้งนี้ มาทุกกลุ่มทุกเพศ ทั้งคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งเป็นหลักนำของกิจกรรมทางประเพณี คนหนุ่มสาวที่มาสืบสานต่อกิจกรรม มารับรู้ เรียนรู้และสืบทอดจิตวิญญาณทางสังคม มีเด็กๆติดตามมา ก็มาซึมซับวิถีปฏิบัตินี้เข้าไปภายใน ครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้เฒ่าผู้แก่จะสั่งสอนแนะนำสิ่งที่ควรสิ่งที่ไม่ควรต่างๆแก่ลูกหลาน นี่คือการส่งต่อทางวัฒนธรรม"
สังคม-วัฒนธรรม ไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักรเหมือนกัน สังคมเมืองของไทยเรา เมื่อก่อนก็มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ไม่ตามจากชนบท แต่กลไกการเปลี่ยนแปลงทำให้สังคม และวัฒนธรรมก็ปรับตัวตามไป ถ้าไม่มีการปรับตัวก็อยู่ไม่ได้ เหมือนกับสมัย ร. 5 ท่านก็ทรงปรับเปลี่ยนเพื่อให้อยู่รอดได้ สังคมในชนบท ก็มีการเปลี่ยนไป เมื่อความเจริญเข้ามา ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนก็จะถูกว่าเป็นผู้ด้อยพัฒนา ความโลภที่มีอยู่ในตัวตน มีโอกาศแสดงออกมามากขึ้น ปัญหาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย ตามมาด้วยคำว่า "การล่มสลายของวัฒนธรรม" ซึ่งนักวิชาการใช้อยู่ แต่ถ้ามองไปในความเป็นจริง มองอย่างอุเบกขา แล้ว มันก็คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามกาลเวลา ปัญหาหลักของสังคมไม่ว่าจะเป็นเมืองหรือชนบท คือความมี หิริ-โอตปะ ของคนลดน้อยลง คุณธรรม ศีลธรรม ประจำใจลดลง ทำอย่างไรให้มันสูงขึ้น จุดนี้ต่างหากที่จะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไข วิธีการที่เหมาะสม เพราะเราไม่สามารถไปขัดขวางการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าช่วยกันแก้ไข ลงมือทำจริง ทุ่มเทอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พอหมดงบประมาณหรือต้องการเพียงผลงาน ประเทศเรา โลกเรา ต้องการคนที่มีจิตอาสา ที่พร้อมจะช่วยเหลือคนอื่น ๆ อีกมากครับ เรามีคนดีเยอะ ในสังคมไทย แต่มีคนดีสักกี่คนที่พร้อมจะออกมาช่วย กันทำให้สังคม ดีขึ้น เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในสังคม ผมกระทบย่อมมีขึ้นกับเราและลูกหลานเราแน่ ๆ
ขอบคุณครับพี่บางทรายที่ช่วยเข้ามาเคาะกระโหลกให้ครับ