สวัสดีครับ น้องภูคา (หายไปนาน)  14. ภูคา

สังคม-วัฒนธรรม ไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักรเหมือนกัน สังคมเมืองของไทยเรา เมื่อก่อนก็มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ไม่ตามจากชนบท แต่กลไกการเปลี่ยนแปลงทำให้สังคม และวัฒนธรรมก็ปรับตัวตามไป ถ้าไม่มีการปรับตัวก็อยู่ไม่ได้ เหมือนกับสมัย ร. 5 ท่านก็ทรงปรับเปลี่ยนเพื่อให้อยู่รอดได้ สังคมในชนบท ก็มีการเปลี่ยนไป เมื่อความเจริญเข้ามา ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนก็จะถูกว่าเป็นผู้ด้อยพัฒนา ความโลภที่มีอยู่ในตัวตน มีโอกาศแสดงออกมามากขึ้น ปัญหาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย ตามมาด้วยคำว่า "การล่มสลายของวัฒนธรรม" ซึ่งนักวิชาการใช้อยู่ แต่ถ้ามองไปในความเป็นจริง มองอย่างอุเบกขา แล้ว มันก็คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามกาลเวลา 

พี่เองก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงด้วย แต่เอาคุณค่าดีดีของสังคมเราติดไปด้วย ไม่ใช่ไปรับของใหม่แค่รูปธรรมแต่ไม่มีคุณค่าในทางเสริมสร้างทุนทางสังคมใดๆเลย ก็เท่ากับ สังคมก้าวไปสู่ความสูญเสียของดีที่มีอยู่

สังคมใหม่เรารับเอาวัฒนธรรมใหม่เข้ามาแบบ "ไม่มีการกรอง" หรือมีน้อยจนคนในชาติสร้างปัญหาสังคมจนปั่นป่วนไปหมด

ปัญหาหลักของสังคมไม่ว่าจะเป็นเมืองหรือชนบท คือความมี หิริ-โอตัปปะ ของคนลดน้อยลง คุณธรรม ศีลธรรม ประจำใจลดลง ทำอย่างไรให้มันสูงขึ้น จุดนี้ต่างหากที่จะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไข  วิธีการที่เหมาะสม  เพราะเราไม่สามารถไปขัดขวางการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าช่วยกันแก้ไข ลงมือทำจริง ทุ่มเทอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พอหมดงบประมาณหรือต้องการเพียงผลงาน  ประเทศเรา โลกเรา ต้องการคนที่มีจิตอาสา ที่พร้อมจะช่วยเหลือคนอื่น ๆ อีกมากครับ เรามีคนดีเยอะ ในสังคมไทย แต่มีคนดีสักกี่คนที่พร้อมจะออกมาช่วย กันทำให้สังคม ดีขึ้น เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในสังคม ผมกระทบย่อมมีขึ้นกับเราและลูกหลานเราแน่ ๆ

จริงๆเรากลั่นกรองการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งในแง่กฏหมาย นโยบายการปกครอง หรือเทคนิคต่างๆ ทุกภาคส่วนของสังคมต้องแสดงการวิเคราะห์วิจารย์สิ่งที่ไม่ดีในสังคมมากๆ โดยเฉพาะนักวิชาการของสังคม เมื่อเราหวังในสังคมกว้างไม่ได้ เราก็เริ่มจากจุดเล็กๆในหมู่บ้าน ซึ่งมีกลุ่มที่ทำงานด้านนี้กันพอสมควรแล้ว  

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่สิ้นหวังในสังคมหรอก เพียงแต่ต้องทำงานกันมากขึ้น หนักขึ้นครับ และพี่เองมีความเชื่อในเรื่องการปรับตัวของสังคม  แต่ไม่ใช่ปล่อย ต้องคัดหางเสือ ต้องกลั่นกรองกันครับ