เพียงแต่ทำใจว่า เรากำลัง จะไปเกิดใหม่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ตามความตั้งใจ(กรรม)
ความจริงทุกคนเกิดมาในโลกนี้ ความรู้สึกแรกของทุกคนคือ มองทุกคน อย่างแปลกหน้า แม้แต่ผู้ให้กำเนิดเรา จากนั้นการดำเนินชีวิตในเวลาต่อมา เราก็ยังต้องคบหา กับคนแปลกหน้าอยู่ร่ำไป แม้บางคน ที่พอเห็นปุ๊บ เหมือนจะคุ้นเคย แต่เมื่อเอาเข้าจริง เขาก็อาจแปลกหน้าเราอยู่ดี
ที่ว่ามานี้ ผู้เขียนสงสัยว่า ทำไมนะ แม้นเวลาที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ จะนานพอสมควรแล้ว แต่ทุกครั้ง ที่ต้องไปเจอใครใหม่ ที่เรียกว่าไม่รู้จักกันมาก่อน(ชาตินี้) เราก็ยังรู้สึกหวั่นไหว และจินตนาการ ไปเรื่อย จะแบบไหนหนอ จะทำตัวอย่างไรดี ฯลฯ ทำไมเราไม่ชินสักที กับการพบคนแปลกหน้า ที่เป็นมาเกือบตลอดชีวิต
การที่กำลังจะเดินทางไปอินเดียครั้งนี้ อย่างตั้งใจ จะไปศึกษา ดูงานที่กุสินาราคลินิก และช่วยงานเท่าที่ทำได้ ไปเป็นอาสาสมัคร แต่ก็อย่างที่บอก เจ้าความรู้สึกเดิมๆ ที่กล่าวถึง ก็ยังมีอิทธิพลต่อเราอีก ต้องไปเจอคนแปลกหน้า ต่างดินแดนสถานที่ และไปไกลจัง น่าจะเหงานะ จะประสาทะ กับพวกเขาอย่างไรดี พูดภาษา ก็ไม่ได้ จะสื่อสารอย่างไร หรือต้องมีคนคอย ติดตาม เฝ้าดูแล แล้วใครล่ะ เขาจะทำขนาดนั้น เวลามีเรื่องราว อยากจะบอก ขณะที่อยู่กับคนแปลกหน้า จะกล้าบอก เขาจะสนใจฟังไหม สารพัด ที่เริ่มต้น จินตนาการใหม่อีกครั้ง คราวนี้ โตมากแล้ว เรื่องจินตนการ เลยไปไกลมาก เรื่องมาก ฟุ้งไป แบบไร้คำตอบ
ที่สุดผู้เขียนก็ตัดสินใจว่า ควรจัดการตัวเองเสียแต่เดี๋ยวนี้ จะยากเย็นอะไรนัก เกิดมาก็พูดกับใครไม่รู้เรื่องมาก่อน แถม แทนที่จะยิ้มแย้ม เอาใจเพื่อนใหม่ เรายังร้องแงๆ ให้เขารำคาญเสียอีก พอรู้เรื่องเดินเหิรได้ ก็ทำฤทธิ์ ทำเดช จะวิ่งหนีไปโน่นนี่ ไม่เชื่อฟัง เหล่าคนแปลกหน้า ก็ยังมาตามเอื้ออาทร คอยดูแลความปลอดภัย กันไม่มีเบื่อ พอโตขึ้นจนทำงานได้ ก็ไม่รู้จักผู้บังคับบัญชามาก่อน ไม่รู้จัก ผู้ใต้บังคับบัญชามาก่อนด้วย แต่ที่สุด ก็อยู่ทำงานกันได้ เป็นคนชาติเดียวกันก็จริง แต่บางครั้งยังพูดไม่รู้เรื่องเลย ทำไมเราอยู่ได้
การจัดการตัวเอง ของผู้เขียนนี้ ไม่ยาก เพียงแต่ทำใจว่า เรากำลัง จะไปเกิดใหม่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ตามความตั้งใจ(กรรม) เด็กเกิดใหม่จินตนาการไม่เป็น ก็ทำเช่นนั้นแหละ ทำให้เหมือนธรรมชาติ ใช้ภาษาธรรมชาติ ทีใครๆก็น่าจะเดาถูก สื่อสารกันได้ แล้วใช้พลังแห่งความตั้งใจ ที่มีเป้าประสงค์ มาคอยกำกับใจ มาคอยเตือนตน ดังนี้ เราก็จะไม่กังวล ไม่ต้องมาคอยสงสัย ช่างซักด้วยคำถาม ที่ใครเขาก็ตอบให้ไม่ได้ .... "จะทำอย่างไรดี" .... "จะทำอย่างไรต่อไป".....
จบบันทึกนี้ แล้วรู้สึกสบายใจ โล่งดีจัง และเริ่มรู้สึกว่า อาการที่ต้องพบคนแปลกหน้า จะอีกสักเท่าไร ผู้เขียนก็กำลังจะบอกว่า เริ่มชินกับมันแล้วหละ....
สวัสดีค่ะคุณตันติราพันธ์
สวัสดีค่ะคุณผึ้งงาน SDU
รำคาญตัวเองกับอารมณ์ที่ว่านี่แหละค่ะ ซึ่งที่สุดแล้ว ก็ชินจนได้ แต่พอเจอใหม่ ก็เริ่มอีก ต้องพยายามฝึกตัวเองค่ะ
คุณผึ้งงาน ใช้ชื่อดีจัง อ่านแล้ว นึกถึงคามขยันหมั่นเพียร ความอดทน และผลงานที่หอมหวาน คือน้ำผึ้ง
ขอบคุณกำลังใจที่อ่านแล้ว เหมือนได้ดื่มน้ำผึ้งค่ะ
สวัสดีค่ะคุณกวินทรากร
มีคนเตือนหลายคนแล้วค่ะ เขาว่าบางคน โดนรุม จนตามเพื่อนไม่ทันเลยค่ะ ขอบพระคุณมากๆค่ะ แล้วจะเก็บเรื่องมาเล่าให้อ่านกันค่ะ
ถ้าใจไม่กลัว ไม่มีอะไรจะต้องกลัว
การไปในที่เรารู้ภาษาเขาน้อย กลับมีปัญหาไม่มาก เพราะเขาจะพยายามเข้าใจเรา
เช่นเราเคยไปฝรั่งเศส พูดได้บางคำที่จำเป็น แต่มีความสุขกว่าไปอเมริกา ที่คิดว่าอย่างน้อยภาษาอังกฤษเราคุ้นเคยกว่า แต่ไม่ใช่อย่างที่คิด
เคยไปเมืองจีน เราแทบจะพูดภาษาจีนไม่ได้ แต่คนจีนเป็นมิตรกับเรามาก บางทีเขาพูดจีน เราดูท่าทางเขา เรายิ้ม แล้วตอบเป็นภาษาไทยยังรู้สึกว่าสื่อสารได้ค่ะ
สวัสดีค่ะ
อ่านทั้งบันทึกและความเห็น..ได้ประโยชน์มากเลยค่ะ..ขอบคุณนะคะ
มีความเห็นที่อยากแลกเปลี่ยนคือ
ตัวเองไม่เคยชินสักครั้งไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนเมื่อไหร่ คราวไหนที่แบกหน้าที่การงานไปด้วยมักจะกังวลว่าจะพูดแล้วได้เรื่องไหม ผิดธรรมเนียมเขาไหม...แต่ท้ายที่สุดก็พบว่า เอานิสัยแบบไทยๆ คือมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่และมีน้ำใจกับคนอื่น ไปใช้ได้ทุกที่เลยค่ะ..........และเผลอๆ ยังรู้สึกว่า พูดกับคนไทยด้วยกันนี่แหล่ะ พูดยากกว่า เพราะชอบตีความคำพูด ขณะที่ฝรั่งเขาไม่เข้าใจเขาถามเลยไม่ต้องมาเดาแล้วไปน้อยอกน้อยใจเหมือนพี่ไทย.....
สวัสดีครับคุณตันติราพันธ์
สุดท้ายก็ต้องอาศัยธรรมชาติ...ที่เราทำทำกันอยู่ทุกวันนี้เรามาตั้งกฏเกณฑ์กันเอาเองทั้งนั้น...แล้วก็เครียดกันเอง...แต่ก็มีการพยายามที่จะคืนสู่ธรรมชาติให้ได้...อิอิ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะคุณปลาเค็ม
คงจะจริงค่ะ เวลาพบชาวต่างชาติ เวลาเราชวนเขาคุญ ภาษาเรา เขายังพยายามเข้าใจเลย ท่าทางประกอบไปเรื่อยๆ กับทำอารมณ์ดีๆ ยิ้มเข้าไว้
จะพยายามนำเรื่องราวมาถ่ายทอด อาจจะเขียนไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ จะเล่าแบบกันเองๆ นะคะ คงไม่ว่ากัน
สวัสดีค่ะคุณอุบล จ๋วงพานิช
นี่เลย ประสบการณ์จริง ใจชื้นเลยค่ะ ที่คุณอุบลเล่าให้ฟังแบบนี้ อย่างที่บอกแหละค่ะ ใจมันอยากไป ถึงคาดเดาไม่ได้ว่าจะพบเจออะไรบ้าง ก็ยังอยากไปอยู่นั่นแหละ
ที่จริงตอนเด็กๆ ชอบดูหนังอินเดีย เรื่องราวของเขา เต็มไปด้วยความศรัทธา ดูมีจิตใจอ่อนโยนดี อีกอย่างเราไปให้ มิได้หวังผลประโยชน์อะไร ก็คงมีกระแสที่ดีต่อกันบ้างแหละค่ะ เนาะคะ
สวัสดีค่ะขจิต ฝอยทอง
คนหน้าแปลกคงอยู่แถวๆนี้แหละ ไม่ค่อยน่ากลัว น่าดูมากกว่า แต่กับคนแปลกหน้านี่ มันมีอาการลึกๆ บอกไม่ถูก เดี๋ยวก็ชินไปเองแหละ
สวัสดีค่ะคุณจันทรรัตน์
นั่นแหละค่ะ ที่ขออนุญาตเรียนแบบนะคะ มารยาทไทยๆ จะทำให้คนน่ารัก น่าดูเสมอค่ะ ยังมีอะไรอีกไหมคะที่จะแนะนำ ยินดีมากเลยค่ะ
พี่รุ่งครับ
ตอนนี้ก่อนนอน ผมพาลูก ๆ สวดมนต์ไหว้พระ และสวดอธิษฐานพร้อมกันว่า (สำเนียงอีสาน..นะครับ)
"พระพุทธอยู่หลัง...
พระธรรม อยู่หน้า..
ผู้ข้า ฯ อยู่กลาง ..
คุณพ่อ..คุณแม่ .นำปกปักษ์รักษาผู้ข้า ฯ เด้อ ..."
จากนั้นเราจะนั่งสมาธินิด ๆ .....แล้วก็ค่อยนอน
.....
ผมอธิบายให้เขารู้ว่า ในแต่ละก้าวที่เขาจะต้องทำอะไร ..เดินทางใกล้ไกล ให้อธิษฐานเช่นนี้ เราจะได้ไม่หวาดหวั่นกับสิ่งที่รอเราอยู่เบื้องหน้า
ขอบคุณครับ
น้องรุ่งครับ
พี่ทำงานโครงการต่างชาติมาพอสมควร ฝรั่งต่างชาติ บางคนก็ดีใจหาย บางคนก็เหลือร้าย แล้วในที่สุดโครงการหนึ่งเขาก็ส่งทั้งพี่เองและฝรั่งไปเข้า คอร์ส cultural exchange มีสถาบันหนึ่งเขาจัดขึ้นเอาฝรั่งเอาคนไทยที่ทำงานกับฝรั่งมาเข้าเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก็ดีต่างฝ่ายต่างเป็นครูแก่กัน เราสอนวัฒนธรรมไทยให้เขา เขาก็สอนวัฒนธรรมฝรั่งให้เรา
จนฝรั่งบางคนเป็นไทยมากกว่าคนไทยซะอีก พูดจาศัพท์สูงๆ เรานึกไม่ถึงว่าเขาจะใช้คำนี้ และก็เข้าใจความหมายด้วย..
ความแปลกเป็นเรื่องปกติ แต่การตั้งใจ จริงใจที่จะเรียนรู้นั่นน่ะน่ารักจะตาย ฝรั่งมันพูดผิดๆถูกๆ เราดูเป็นเรื่องน่ารักไป ในทำนองเดียวกัน หากเราพยายามเรียนรู้ หากจะผิดบ้าง ใครเขาจะไปถือสา เพราะเข้าใจดี
เอาใจช่วยยยย นะน้องรุ่ง
สวัสดีครับ
สวัสดีค่ะนายช่างใหญ่
เกิดจากธรรมชาติ แล้วก็อยู่กันมาอย่างธรรมชาติ แต่ไม่รู้ตัวเมื่อว่าไหร่ เมื่อไรนะที่เราฝืนธรรมชาติ โดยการเที่ยวตั้งกฏเกณฑ์ เชื้อชาติ ภาษา จนกลายเป็นสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ในเวลาต่อมา เมื่อหมดหนทาง ก็กลับไปหาธรรมชาติอีกครั้งอยู่ดี
จะอยู่อย่างธรรมชาติค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์แผ่นดิน
เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ ชื่นชม การปฏิบัติของครอบครัวอาจารย์มากๆ และในฐานะเรานับถือเป็นเครือญาติกัน คงต้องนำสิ่งดีๆ ที่แนะนำไว้ มาปฏิบัติค่ะ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
ที่จริงสิ่งที่สำคัญกว่าภาษาพูด ก็คือภาษาใจ ที่เราสามารถสัมผัสได้ ตั้งแต่สบตาเลยทีเดียว ความกลัว ความลังเลสงสัย เป็นอุปสรรค ในการเจริญของจิตจริงๆ
ถึงวันนี้ อยากจะบอกว่า เตรียมใจพร้อมแล้ว จะอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ก็น้องของพี่ ก็ต้องเก่งเหมือนพี่นะคะ
สวัสดีค่ะพี่เกษตรยะลา
ที่พี่พูดมาทั้งหมด คิดมาหมดแล้ว และจบลงด้วย จะคิดไปทำไม สู้ไปพบเจออย่างซึ่งหน้า แล้วค่อยว่ากันดีก่ว่า
ขอบคุณคำแนะนำพี่มากนะ กับการป้องกันความเหงา กับช่วงชีวิตดีๆ ที่นึกไม่ถึง